เมื่อวันที่ 24-25 มีนาคมที่ผ่านมา สหภาพยุโรปได้จัดการประชุมคณะมนตรียุโรป (European Council) ที่กรุงบรัสเซลส์ โดยมีมติในหลายเรื่อง* เช่น การมีมติในข้อตกลง EURO Plus Pact การประนามและเรียกร้องให้ผู้นำลิเบีย พันเอกกัดดาฟี (Kadhafi) ออกจากอำนาจโดยทันที จากการใช้กำลังปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง จนก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตของประชาชน และที่สำคัญคณะมนตรียุโรปได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจและยืนยันการให้ความช่วยเหลือประเทศญี่ปุ่นจากภัยพิบัติแผ่นดินไหวและสึนามิในครั้งนี้ ทั้งนี้ได้มีข้อสรุปจากที่ประชุมที่เกี่ยวข้องกับปัญหาวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ญี่ปุ่น ซึ่งยังไม่สามารถควบคุมสารกัมมันตรังสีที่ยังรั่วไหลออกมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในวันนี้ ผมจะขอกล่าวถึงประเด็นที่เกี่ยวกับข้อสรุปที่เกี่ยวข้องกับวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ญี่ปุ่นก่อนเป็นลำดับแรก
คณะมนตรียุโรปได้กล่าวถึงความสำคัญที่สหภาพยุโรปจะต้องเรียนรู้จากเหตุการณ์ปัญหาวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ญี่ปุ่น และได้เสนอให้ทบทวนในเรื่องความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทุกโรงที่อยู่ในสหภาพยุโรป โดยเสนอให้มีการประเมินผลในด้านความปลอดภัย โดยการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress tests) จากความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งคณะมนตรียุโรปได้มอบหมายให้ European Nuclear Safety Regulatory Group (ENSREG)** และคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เป็นผู้พัฒนาวิธีการและกำหนดขอบเขตของการทดสอบโดยเร็ว ทั้งนี้ได้กำหนดให้มีการจัดทำรายงานผลการทดสอบเบื้องต้นภายในสิ้นปีค.ศ. 2011 นี้ (การทดสอบภาวะวิกฤตที่จะเกิดขึ้นนี้ น่าจะเป็นการทดสอบภายใต้ข้อกำหนดหรือสถานการณ์ที่เข้มกว่าที่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency, IAEA) ได้กำหนดไว้ในปัจจุบัน)
สำหรับปัญหาวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เป็นที่ชัดเจนว่า ทุกครั้งปัญหาเกิดขึ้นไม่เฉพาะในประเทศที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ ที่อยู่โดยรอบเป็นวงกว้างอีกด้วย โดยคณะมนตรียุโรปได้กล่าวถึงประเด็นนี้อย่างชัดเจน ซึ่งหนึ่งในข้อสรุปที่ได้จากที่ประชุมคือ สหภาพยุโรปจะเรียกร้องและผลักดันให้ประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ ของสหภาพยุโรปและประเทศอื่นๆ ในโลกนี้ ที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตั้งอยู่หรือมีแผนจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้น จะต้องทำการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress tests) ในด้านระบบความปลอดภัย และรายงานให้สาธารณะชนได้รับทราบอย่างเปิดเผย เฉกเช่นเดียวกันกับที่กำลังจะใช้ทดสอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป
เหตุผลที่ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเนื่องจาก แม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในปัจจุบัน หรือแม้แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ (ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นในเวลา โอกาสที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะเกิดขึ้นในประเทศไทยคงเป็นไปได้ยาก) แต่เมื่อพิจารณาประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ไม่ไกล อาทิเช่น จีน อินเดีย ที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่แล้ว โดยจีนมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้ว 11 แห่ง อินเดียมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้ว 20 แห่ง หรือประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่มีแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่าง เวียดนาม หากเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น แม้โอกาสที่จะเกิดขึ้นน้อยมากก็ตาม หรือแม้แต่หากเกิดความผิดพลาดของมนุษย์ (Human errors) ที่ควบคุม แล้วสร้างปัญหาวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้น ประเทศไทยที่แม้จะไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตั้งอยู่ ก็คงไม่คลาดแคล้วต้องเผชิญกับปัญหานิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ ดังนั้นการที่ประเทศไทยจะไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ก็ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าประเทศไทยจะไม่ประสบปัญหาวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แต่อย่างใด
การมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จึงไม่ใช่แค่เพียงกิจการภายใน (Domestic affairs) ของแต่ละประเทศ ที่ต้องเสนอโครงการเพื่อขอรับการอนุมัติจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) แต่เพียงเท่านั้น ประเทศอื่นๆ ที่อยู่โดยรอบ ก็อาจได้รับผลกระทบจากการมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ด้วยเช่นเดียวกัน ตามนิยามทางเศรษฐศาสตร์แล้ว เราเรียกผลกระทบอันเกิดจากการผลิตหรือการบริโภคของบุคคล (ประเทศ) หนึ่งที่มีต่อบุคคล (ประเทศ) อื่น ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงในการผลิตหรือการบริโภคนั้นว่า ผลกระทบภายนอก (Externality) ซึ่งในกรณีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นี้จะเป็นผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Negative externality) นั่นเอง
การแก้ไขปัญหาผลกระทบภายนอกในทางเศรษฐศาสตร์สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเก็บภาษีหรือการเก็บเงินจากประเทศผู้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เท่ากับต้นทุนส่วนเพิ่มของความเสียหายของผลกระทบภายนอกที่จะเกิดขึ้น (Marginal external cost) ซึ่งแน่นอน แม้โอกาสของการเกิดปัญหาจะมีไม่มากนัก แต่หากเกิดปัญหาขึ้น มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจะสูงจนไม่สามารถประมาณค่าได้ ดังนั้นการใช้วิธีการเก็บภาษีหรือการเก็บเงินจากผู้ผลิต จึงไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหานี้ที่ดี
สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาอื่นๆ ในทางเศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจ ได้แก่ การออกสิทธิ (Property right) ให้แต่ละประเทศมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะอยู่ได้โดยปลอดภัยจากกัมมันตภาพรังสี ซึ่งหากประเทศไทยมีสิทธิดังกล่าว จะสามารถห้ามมิให้ประเทศอื่นๆ ที่อยู่ใกล้กับประเทศไทยสร้างหรือมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ ถ้าหากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้นสามารถมีผลกระทบในเชิงลบต่อประเทศไทย ประเทศที่ต้องการมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะต้องเจรจาต่อรองจนกว่าประเทศไทย (หรือประเทศผู้รับผลกระทบ) จะมั่นใจถึงความปลอดภัยและอนุญาตให้มีการสร้างหรือมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้
การออกสิทธิแก่ทุกประเทศให้สามารถอยู่ได้โดยปลอดภัยจากกัมมันตภาพรังสี จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่อาจนำมาใช้ควบคู่กับกับการขออนุมัติโครงการจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ซึ่งจำเป็นต้องเพิ่มกฎเกณฑ์ในเรื่องความปลอดภัยให้เข้มกว่าที่เป็นอยู่ ในลักษณะเดียวกันกับ มติคณะมนตรียุโรปที่ผลักดันให้เกิดการทดสอบภาวะวิกฤตทางด้านความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในครั้งนี้
หมายเหตุ
* มติที่ประชุมคณะมนตรียุโรปที่ผ่านมา สามารถดูได้จาก
http://www.consilium.europa.eu/uedocs/cms_data/docs/pressdata/en/ec/120296.pdf
** European Nuclear Safety Regulatory Group เป็นหน่วยงานอิสระที่ถูกจัดตั้งโดยคณะกรรมาธิการยุโรปในปี ค.ศ. 2007 โดยมีวัตถุประสงค์ในการวางระเบียบและข้อบังคับในด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์และการกำจัดกากกัมมันตภาพรังสีของสหภาพยุโรป
*"เรียนรู้จากวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ญี่ปุ่น" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 4 เม.ย. 2554
Monday, April 4, 2011
Tuesday, March 8, 2011
ความร่วมมือทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP)*
ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมได้เข้าร่วมในงานสัมมนาพิเศษที่คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้ร่วมกับศูนย์ East-West center ประเทศสหรัฐอเมริกา จัดงานสัมมนาที่มีนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในเรื่องการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จากหลายๆ ประเทศ เข้าร่วมนำเสนอผลงานภายใต้หัวข้อ “New Approaches to Asian Economic Cooperation and Development” หนึ่งในนั้นมีงานศึกษาที่นำเสนอโดย ศาสตราจารย์ Peter A. Petri จากมหาวิทยาลัย Brandeis University ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการประเมินผลกระทบของความร่วมมือทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific partnership หรือที่เรียกว่า TPP) ที่จะเกิดขึ้น ผมคิดว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกมีความน่าสนใจในหลายเรื่องและจึงขอหยิบยกมาเล่าให้ท่านผู้อ่านในวันนี้
เดิมที TPP เป็นความตกลงการค้าเสรีระหว่าง 4 ประเทศในภาคพื้นแปซิฟิก ประกอบด้วย ประเทศบรูไน ชิลี นิวซีแลนด์ และสิงคโปร์ ซึ่งเริ่มต้นในวันที่ 3 มิถุนาย 2548 และมีผลบังคับใช้แล้วในวันที่ 28 พฤษภาคม 2549 ต่อมาได้มีประเทศสมาชิกอื่นๆ อีก 5 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ได้ให้ความสนใจ ประกอบด้วย ประเทศออสเตรเลีย เปรู เวียดนาม มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการเจรจา โดยได้ตั้งเป้าบรรลุผลการเจรจาและจะนำเสนอถึงความสำเร็จในที่ประชุมสุดยอดผู้นำเอเปกในเดือนธันวาคม 2554 ที่จะจัดขึ้นในมลรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ยังมีประเทศอื่นๆ ที่ให้ความสนใจจะเข้าร่วมเจรจา เช่น ประเทศแคนาดา เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน เม็กซิโก เป็นต้น แต่ทั้งนี้ ประเทศที่สนใจเข้าร่วม TPP ในภายหลัง จะไม่มีสิทธิในการปรับเปลี่ยนความตกลงเดิมที่กำลังจัดทำในปัจจุบัน
ความน่าสนใจของ TPP มีหลายเรื่อง ซึ่งผมขอกล่าวถึงในบางประเด็น ดังนี้
หนึ่ง ประเทศผู้ผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกที่สำคัญในครั้งนี้คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ไม่อยู่ในกลุ่มการรวมตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออก (East Asian Economic Integration) ที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ASEAN+3 (อาเซียน บวก จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หรือ EAFTA) หรือแม้แต่ ASEAN+6 (อาเซียน บวก จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย หรือ CEPEA) การผลักดันให้เกิด TPP ในครั้งนี้ จะสามารถรักษาบทบาทผู้นำทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกไว้ได้ อีกทั้งยังช่วยลดอำนาจและบทบาททางเศรษฐกิจของประเทศจีนที่มีในภูมิภาค นอกจากนี้ ยังเป็นช่องทางในการขยายตลาดทางการค้าและการลงทุนของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อีกทั้งช่วยลดผลกระทบทางลบที่อาจเกิดขึ้นจากการจัดตั้งเขตการค้าเสรีในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ซึ่งไม่มีสหรัฐอเมริการ่วมอยู่ด้วย ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เราได้เห็น ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ผลักดันสำคัญให้ TPP เกิดขึ้น
สอง การเกิดขึ้นของ TPP จะส่งผลต่อเส้นทางของการรวมตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออก (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ASEAN+3 หรือ ASEAN+6) หรือไม่? และอย่างไร? เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ในกลุ่มภูมิภาคเอเชียตะวันออกได้เสนอตัวหรือแสดงความสนใจเข้าร่วมใน TPP (ยกเว้น ประเทศไทยที่ยังสงวนท่าที? อยู่ในปัจจุบัน) หากความร่วมมือทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกสามารถบรรลุผลสำเร็จได้ตามเป้าหมายอย่างรวดเร็ว อาจทำให้ประโยชน์ที่ประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเคยจะได้รับจากข้อตกลงการค้าเสรี ASEAN+3 หรือ ASEAN+6 (ที่เป็นไปอย่างล่าช้า) ลดลง และทำให้เสน่ห์ของการรวมตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกที่อาเซียนเป็นผู้ผลักดันลดลงด้วย งานศึกษาของศาสตราจารย์ Peter A. Petri ชี้ว่า ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน จะได้รับประโยชน์มากกว่าจาก TPP เมื่อเปรียบเทียบกับข้อตกลงการค้าเสรี ASEAN+3 หรือ ASEAN+6 ดังนั้น การเกิดขึ้นของ TPP อาจมีผลต่อความสำเร็จของความตกลงการค้าเสรี ASEAN+3 หรือ ASEAN+6 ที่จะเกิดขึ้นได้
แต่ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น TPP ที่มีประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ผลักดัน หรือ ASEAN+3 (หรือ ASEAN+6) ที่มีอาเซียนเป็นผู้ผลักดัน สุดท้ายต่างมีเป้าหมายตรงกันที่เขตการค้าเสรีของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Free Trade Area of the Asia-Pacific, FTAAP) โดยเนื้อหาของความตกลงอาจมีความแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับประเทศใดที่มีบทบาทสำคัญในการจัดทำความตกลงนั้น
สาม การที่ประเทศไทยไม่ได้เสนอตัวเข้าร่วมเจรจาเป็นสมาชิกใน TPP ได้ทำให้ประเทศไทยพลาดโอกาสในการเจรจาต่อรองในเรื่องที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น หากประเทศไทยตัดสินใจเข้าร่วมใน TPP ภายหลัง ประเทศไทยจะไม่ได้รับสิทธิในการปรับเปลี่ยนความตกลงที่ได้จัดทำไว้ก่อนหน้านี้ได้ ดังนั้น ความล่าช้าที่ทำให้ประเทศไทยยังไม่ตัดสินใจเข้าร่วมใน TPP ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ได้ทำให้ประเทศไทยสูญเสียประโยชน์ที่ควรได้รับจากการเจรจาต่อรองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ครั้งนี้ก็คงเป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่เราได้เห็นถึงความล่าช้าของนโยบายต่างประเทศของประเทศไทย (อย่างน้อยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนามที่ได้เข้าร่วมเจรจาใน TPP) ซึ่งอาจแสดงให้เห็นหรือตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาที่มีของประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านนโยบายต่างประเทศ
* "ความร่วมมือทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP)" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 7 มี.ค. 2554
เดิมที TPP เป็นความตกลงการค้าเสรีระหว่าง 4 ประเทศในภาคพื้นแปซิฟิก ประกอบด้วย ประเทศบรูไน ชิลี นิวซีแลนด์ และสิงคโปร์ ซึ่งเริ่มต้นในวันที่ 3 มิถุนาย 2548 และมีผลบังคับใช้แล้วในวันที่ 28 พฤษภาคม 2549 ต่อมาได้มีประเทศสมาชิกอื่นๆ อีก 5 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ได้ให้ความสนใจ ประกอบด้วย ประเทศออสเตรเลีย เปรู เวียดนาม มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการเจรจา โดยได้ตั้งเป้าบรรลุผลการเจรจาและจะนำเสนอถึงความสำเร็จในที่ประชุมสุดยอดผู้นำเอเปกในเดือนธันวาคม 2554 ที่จะจัดขึ้นในมลรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ยังมีประเทศอื่นๆ ที่ให้ความสนใจจะเข้าร่วมเจรจา เช่น ประเทศแคนาดา เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน เม็กซิโก เป็นต้น แต่ทั้งนี้ ประเทศที่สนใจเข้าร่วม TPP ในภายหลัง จะไม่มีสิทธิในการปรับเปลี่ยนความตกลงเดิมที่กำลังจัดทำในปัจจุบัน
ความน่าสนใจของ TPP มีหลายเรื่อง ซึ่งผมขอกล่าวถึงในบางประเด็น ดังนี้
หนึ่ง ประเทศผู้ผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกที่สำคัญในครั้งนี้คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ไม่อยู่ในกลุ่มการรวมตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออก (East Asian Economic Integration) ที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ASEAN+3 (อาเซียน บวก จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หรือ EAFTA) หรือแม้แต่ ASEAN+6 (อาเซียน บวก จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย หรือ CEPEA) การผลักดันให้เกิด TPP ในครั้งนี้ จะสามารถรักษาบทบาทผู้นำทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกไว้ได้ อีกทั้งยังช่วยลดอำนาจและบทบาททางเศรษฐกิจของประเทศจีนที่มีในภูมิภาค นอกจากนี้ ยังเป็นช่องทางในการขยายตลาดทางการค้าและการลงทุนของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อีกทั้งช่วยลดผลกระทบทางลบที่อาจเกิดขึ้นจากการจัดตั้งเขตการค้าเสรีในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ซึ่งไม่มีสหรัฐอเมริการ่วมอยู่ด้วย ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เราได้เห็น ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ผลักดันสำคัญให้ TPP เกิดขึ้น
สอง การเกิดขึ้นของ TPP จะส่งผลต่อเส้นทางของการรวมตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออก (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ASEAN+3 หรือ ASEAN+6) หรือไม่? และอย่างไร? เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ในกลุ่มภูมิภาคเอเชียตะวันออกได้เสนอตัวหรือแสดงความสนใจเข้าร่วมใน TPP (ยกเว้น ประเทศไทยที่ยังสงวนท่าที? อยู่ในปัจจุบัน) หากความร่วมมือทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกสามารถบรรลุผลสำเร็จได้ตามเป้าหมายอย่างรวดเร็ว อาจทำให้ประโยชน์ที่ประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเคยจะได้รับจากข้อตกลงการค้าเสรี ASEAN+3 หรือ ASEAN+6 (ที่เป็นไปอย่างล่าช้า) ลดลง และทำให้เสน่ห์ของการรวมตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกที่อาเซียนเป็นผู้ผลักดันลดลงด้วย งานศึกษาของศาสตราจารย์ Peter A. Petri ชี้ว่า ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน จะได้รับประโยชน์มากกว่าจาก TPP เมื่อเปรียบเทียบกับข้อตกลงการค้าเสรี ASEAN+3 หรือ ASEAN+6 ดังนั้น การเกิดขึ้นของ TPP อาจมีผลต่อความสำเร็จของความตกลงการค้าเสรี ASEAN+3 หรือ ASEAN+6 ที่จะเกิดขึ้นได้
แต่ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น TPP ที่มีประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ผลักดัน หรือ ASEAN+3 (หรือ ASEAN+6) ที่มีอาเซียนเป็นผู้ผลักดัน สุดท้ายต่างมีเป้าหมายตรงกันที่เขตการค้าเสรีของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Free Trade Area of the Asia-Pacific, FTAAP) โดยเนื้อหาของความตกลงอาจมีความแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับประเทศใดที่มีบทบาทสำคัญในการจัดทำความตกลงนั้น
สาม การที่ประเทศไทยไม่ได้เสนอตัวเข้าร่วมเจรจาเป็นสมาชิกใน TPP ได้ทำให้ประเทศไทยพลาดโอกาสในการเจรจาต่อรองในเรื่องที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น หากประเทศไทยตัดสินใจเข้าร่วมใน TPP ภายหลัง ประเทศไทยจะไม่ได้รับสิทธิในการปรับเปลี่ยนความตกลงที่ได้จัดทำไว้ก่อนหน้านี้ได้ ดังนั้น ความล่าช้าที่ทำให้ประเทศไทยยังไม่ตัดสินใจเข้าร่วมใน TPP ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ได้ทำให้ประเทศไทยสูญเสียประโยชน์ที่ควรได้รับจากการเจรจาต่อรองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ครั้งนี้ก็คงเป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่เราได้เห็นถึงความล่าช้าของนโยบายต่างประเทศของประเทศไทย (อย่างน้อยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนามที่ได้เข้าร่วมเจรจาใน TPP) ซึ่งอาจแสดงให้เห็นหรือตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาที่มีของประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านนโยบายต่างประเทศ
* "ความร่วมมือทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP)" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 7 มี.ค. 2554
Monday, February 7, 2011
กระแสมาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้าย*
แม้ปีพ.ศ. 2554 จะเพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน แต่ก็เพียงพอที่ทำให้เห็นถึงความรุนแรงของกระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยได้หลุดระดับ 1000 จุดได้อย่างง่ายดาย จากความวิตกกังวลของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงในหลายๆ ประเทศ และจากข่าวการปรับขึ้นดอกเบี้ย รวมถึงการคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินของธนาคารกลางจีน เพื่อป้องกันภาวะฟองสบู่ที่กำลังเกิดขึ้น ค่าเงินบาทได้อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องจนมาอยู่ที่ระดับ 31 บาท ที่แสดงให้เห็นถึงทิศทางการไหลออกของเงินทุนจากต่างประเทศ ที่มาจากปัจจัยที่เกิดขึ้นภายนอกประเทศไทย และได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความผันผวนทางการเงินและความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจไทยกับเศรษฐกิจโลก ซึ่งผมเองได้เขียนบทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง
ในบทความที่แล้ว (3 ม.ค. 54) ผมได้กล่าวถึง การใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้าย (Capita control) ของประเทศไทย ซึ่งอาจมีความเหมาะสมภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนอย่างรุนแรงดังเช่นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จริงๆ แล้ว กระทรวงการคลังเพิ่งได้ยกเลิกมาตรการยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% สำหรับเงินได้จากดอกเบี้ยและกำไรจากการขายพันธบัตรที่ถือโดยนักลงทุนต่างประเทศในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อเป็นมาตรการป้องกันการเก็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะเงินที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งหวังว่าจะสามารถช่วยลดความผันผวนของค่าเงิน แต่จากการเคลื่อนย้ายทุนออกจากประเทศอย่างรวดเร็วในช่วงต้นปีนี้ อาจแสดงให้เห็นว่า มาตรการที่ออกมาแล้วดังกล่าว คงไม่เพียงพอที่จะสกัดความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้
การใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้ายได้รับการยอมรับและสนับสนุนในปัจจุบัน จากนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกและจากที่ประชุมสุดยอดผู้นำประเทศกลุ่ม G-20(ในเดือนพฤษจิกายน 2553 ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้) ว่าเป็นมาตรการหรือเครื่องมือที่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ที่จะช่วยบริหารหรือควบคุมการไหลเข้าออกของเงินทุนซึ่งมีความผันผวนแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค และยังช่วยลดปัญหาภาวะฟองสบู่ในภาคสินทรัพย์ (Asset price bubble) รวมถึงช่วยป้องกันหรือบรรเทาวิกฤตทางการเงินได้
เมื่อวันจันทร์ที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา นักเศรษฐศาสตร์กว่า 250 ท่าน ทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและนอกประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งรวมถึง ศาสตราจารย์ Joseph Stiglitz แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้รับรางวัลโนเบิลในสาขาเศรษฐศาสตร์ (ปี ค.ศ. 2001) ได้ลงนามในจดหมายเปิดผนึก(*) ถึงนางฮิลลารี คลินตัน (Hillary R. Clinton) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายทิมโมธี เกทเนอร์ (Timothy F. Geithner) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแห่งสหรัฐอเมริกา และนายรอน เคิร์ค (Ronald “Ron” Kirk) ผู้แทนการค้าแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ยกเลิกข้อกำหนดที่เคยกำหนดไว้ในข้อตกลงทางด้านการค้าเสรีและในข้อตกลงทางด้านการลงทุนที่เคยจำกัดไม่ให้ประเทศคู่ความตกลง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่ความตกลงในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา) ใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้ายได้ มิเช่นนั้นแล้ว นักลงทุนต่างชาติ (นักลงทุนสหรัฐ) ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้าย จะสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นได้
กระแสการสนับสนุนและเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายของประเทศสหรัฐอเมริกายอมรับการใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้ายของประเทศกำลังพัฒนาในครั้งนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ประเทศกำลังพัฒนา อย่างเช่นประเทศไทย จำเป็นจะต้องมีทางเลือกของเครื่องมือหรือมาตรการที่ใช้ในการบริหารเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ แต่ทั้งนี้ การเลือกใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้ายจำเป็นต้องถูกพิจารณาอย่างรอบคอบถึงประโยชน์ และผลเสียที่จะเกิดขึ้น มิเช่นนั้นแล้ว การใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้ายโดยไม่จำเป็น อาจเป็นอันตรายต่อประสิทธิของการจัดสรรทรัพยากรทุน และสร้างปัญหาความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลกที่รุนแรงขึ้น หากประเทศต่างๆ หันมาใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้ายระหว่างกัน หรือหากการใช้มาตรการทุนเคลื่อนย้ายมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ค่าเงินของประเทศอ่อนกว่าที่ควรเป็น ซึ่งผมจะขอกล่าวถึงเงื่อนไขที่จำเป็นของการใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้ายในโอกาสถัดไป
อ้างอิง:
* http://www.ase.tufts.edu/gdae/policy_research/CapCtrlsLetter.pdf
* "กระแสมาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้าย"ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 7 ก.พ. 2554
ในบทความที่แล้ว (3 ม.ค. 54) ผมได้กล่าวถึง การใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้าย (Capita control) ของประเทศไทย ซึ่งอาจมีความเหมาะสมภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนอย่างรุนแรงดังเช่นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จริงๆ แล้ว กระทรวงการคลังเพิ่งได้ยกเลิกมาตรการยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% สำหรับเงินได้จากดอกเบี้ยและกำไรจากการขายพันธบัตรที่ถือโดยนักลงทุนต่างประเทศในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อเป็นมาตรการป้องกันการเก็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะเงินที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งหวังว่าจะสามารถช่วยลดความผันผวนของค่าเงิน แต่จากการเคลื่อนย้ายทุนออกจากประเทศอย่างรวดเร็วในช่วงต้นปีนี้ อาจแสดงให้เห็นว่า มาตรการที่ออกมาแล้วดังกล่าว คงไม่เพียงพอที่จะสกัดความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้
การใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้ายได้รับการยอมรับและสนับสนุนในปัจจุบัน จากนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกและจากที่ประชุมสุดยอดผู้นำประเทศกลุ่ม G-20(ในเดือนพฤษจิกายน 2553 ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้) ว่าเป็นมาตรการหรือเครื่องมือที่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ที่จะช่วยบริหารหรือควบคุมการไหลเข้าออกของเงินทุนซึ่งมีความผันผวนแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค และยังช่วยลดปัญหาภาวะฟองสบู่ในภาคสินทรัพย์ (Asset price bubble) รวมถึงช่วยป้องกันหรือบรรเทาวิกฤตทางการเงินได้
เมื่อวันจันทร์ที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา นักเศรษฐศาสตร์กว่า 250 ท่าน ทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและนอกประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งรวมถึง ศาสตราจารย์ Joseph Stiglitz แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้รับรางวัลโนเบิลในสาขาเศรษฐศาสตร์ (ปี ค.ศ. 2001) ได้ลงนามในจดหมายเปิดผนึก(*) ถึงนางฮิลลารี คลินตัน (Hillary R. Clinton) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายทิมโมธี เกทเนอร์ (Timothy F. Geithner) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแห่งสหรัฐอเมริกา และนายรอน เคิร์ค (Ronald “Ron” Kirk) ผู้แทนการค้าแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ยกเลิกข้อกำหนดที่เคยกำหนดไว้ในข้อตกลงทางด้านการค้าเสรีและในข้อตกลงทางด้านการลงทุนที่เคยจำกัดไม่ให้ประเทศคู่ความตกลง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่ความตกลงในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา) ใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้ายได้ มิเช่นนั้นแล้ว นักลงทุนต่างชาติ (นักลงทุนสหรัฐ) ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้าย จะสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นได้
กระแสการสนับสนุนและเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายของประเทศสหรัฐอเมริกายอมรับการใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้ายของประเทศกำลังพัฒนาในครั้งนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ประเทศกำลังพัฒนา อย่างเช่นประเทศไทย จำเป็นจะต้องมีทางเลือกของเครื่องมือหรือมาตรการที่ใช้ในการบริหารเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ แต่ทั้งนี้ การเลือกใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้ายจำเป็นต้องถูกพิจารณาอย่างรอบคอบถึงประโยชน์ และผลเสียที่จะเกิดขึ้น มิเช่นนั้นแล้ว การใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้ายโดยไม่จำเป็น อาจเป็นอันตรายต่อประสิทธิของการจัดสรรทรัพยากรทุน และสร้างปัญหาความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลกที่รุนแรงขึ้น หากประเทศต่างๆ หันมาใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้ายระหว่างกัน หรือหากการใช้มาตรการทุนเคลื่อนย้ายมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ค่าเงินของประเทศอ่อนกว่าที่ควรเป็น ซึ่งผมจะขอกล่าวถึงเงื่อนไขที่จำเป็นของการใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้ายในโอกาสถัดไป
อ้างอิง:
* http://www.ase.tufts.edu/gdae/policy_research/CapCtrlsLetter.pdf
* "กระแสมาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้าย"ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 7 ก.พ. 2554
Monday, January 3, 2011
วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ผ่านพ้นและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต่อไปของประเทศไทย*
ในบทความที่แล้ว (6 ธ.ค. 2553) ผมได้กล่าวถึงวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมาและยังไม่จบสิ้น ทั้งวิกฤตทางการเงินที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก และวิกฤติหนี้ยุโรป ที่ได้แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป นอกจากนี้ ผมยังได้กล่าวถึงการใช้นโยบายทางการเงินและการคลังอย่างเต็มที่ของประเทศยักษ์ใหญ่ต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ซึ่งรวมถึงการใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนปรนอย่างเข้มข้นของสหรัฐอเมริกา ที่ไม่ได้มีเป้าหมายในการควบคุมภาวะเงินเฟ้ออีกต่อไป แต่กลับมีเป้าหมายอื่นๆ เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามค่าเงินในปีนี้ก็เป็นได้
เมื่อลองมองย้อนดูเศรษฐกิจไทยในปี พ.ศ. 2553 ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ทั้งระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รายได้ภาษีที่รัฐจัดเก็บได้ มูลค่าการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมูลค่าการส่งออก ล้วนมีตัวเลขที่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้แต่แรก แม้ว่าจะเป็นปีที่ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาทางการเมืองและความแตกแยกทางความคิดอย่างรุนแรงก็ตาม ด้วยภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ดีเช่นนี้ อาจทำให้ผู้กำหนดนโยบายของประเทศลดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่มีต่อประเทศไทยไปบ้าง แต่ในปี พ.ศ. 2554 ที่กำลังจะเริ่มต้นนี้ ผมในฐานะที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ซึ่งยังมีข้อกังวลกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต่อไปของประเทศไทยในหลายเรื่องด้วยกัน อาทิเช่น
เนื่องจากประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับประเทศอื่นๆ เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยได้ดำเนินนโยบาย Export led growth (ใช้การส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ) มาเป็นเวลานาน ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ภาวะเศรษฐกิจโลกมีความผันผวนอย่างรุนแรง รวมถึงค่าเงินของประเทศยักษ์ใหญ่ต่างๆ ที่มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน เรากลับเห็นธนาคารแห่งประเทศไทยยังดำเนินนโยบายที่เน้นเป้าหมายในการควบคุมภาวะเงินเฟ้อเป็นหลัก โดยได้เริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าอัตราดอกเบี้ยของประเทศได้กลับมาอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งจะส่งผลทำให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อไปอีกในช่วงปี พ.ศ. 2554 นี้
การดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ผ่านมาค่อนข้างเป็นเอกเทศเป็นอย่างมาก โดยเน้นพิจารณาพื้นฐานเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก ในขณะที่ประเทศยักษ์ใหญ่กำลังใช้นโยบายทางการเงินต่อสู้กันเพื่อชิงความได้เปรียบและทำให้ตัวเองรอดพ้นจากปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น หากลองยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้น ประเทศไทยอาจเปรียบเสมือนกับเรือลำน้อยที่ร่องลอยอย่างเป็นอิสระอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรที่กำลังเกิดคลื่นมรสุมอย่างรุนแรง โดยผู้บังคับเรือกลับมุ่งแต่บังคับหางเสือเพื่อมุ่งไปให้ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้แต่เพียงอย่างเดียว หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เราคงได้แต่ภาวนาขอให้คลื่นมรสุมสงบโดยเร็ว ก่อนที่เรือลำนี้จะถูกคลื่นซัดให้จมลงได้
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศไทยยังมีทางเลือกของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอยู่ ในบทความที่แล้ว ผมได้กล่าวถึงการเลือกสามประการที่นำไปสู่ข้อขัดแย้ง ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เลือกใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว เพื่อยินยอมให้เงินทุนระหว่างประเทศไหลเข้าออกได้อย่างเสรี และการมีนโยบายทางการเงินอย่างเป็นอิสระของตนเอง แต่ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่ประเทศไทยจะหันมาทบทวนทางเลือกสามประการที่เคยมีกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนอย่างรุนแรงเช่นนี้ การเปลี่ยนมาใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้าย (Capita control) โดยประเทศสามารถใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ อย่างที่ประเทศมาเลเซียและสาธารณรัฐประชาชนจีนใช้ ในเวลานี้อาจมีความเหมาะสมกว่าก็เป็นได้ เพราะสามารถช่วยลดผลกระทบของความผันผวนทางเศรษฐกิจจากภายนอกที่เกิดขึ้น อีกทั้งยังสามารถรักษาระดับค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกว่าที่เป็นอยู่ก็เป็นได้ (การที่ประเทศยักษ์ใหญ่ต่างๆ ได้เริ่มใช้นโยบายทางการเงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงแทรกแซงค่าเงินของตนนั้น อาจทำให้ค่าเงินบาทที่ถูกกำหนดจากตลาดในเวลานี้ไม่ใช่ระดับที่เหมาะสมกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศไทย)
นอกจากนี้ ภาคการส่งออกของประเทศไทยจะปรับตัวอย่างไรกับการแข็งค่าอย่างต่อเนื่องของค่าเงินบาทที่เกิดขึ้น และถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่ผู้กำหนดนโยบายของประเทศจะหันมาพิจารณาทบทวนการใช้นโยบาย Export led growth ว่ายังเหมาะสมกับประเทศไทยอยู่หรือไม่? บางทีอาจถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะหันกลับมาใช้นโยบายที่เน้นการพึ่งพาตนเองมากขึ้น และ/หรือให้ความสำคัญกับการค้าระหว่างประเทศภายในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้นกว่าเป็นอยู่ เพื่อลดผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทที่เกิดขึ้นในเวลานี้
ด้วยพื้นที่ของบทความที่มีจำกัด ผมขออนุญาตนำเสนอข้อกังวลอื่นๆ ในบทความฉบับหน้า และสุดท้ายนี้ ผมในนามตัวแทนของผู้เขียนบทความประจำคอลัมน์ทันเศรษฐกิจของอาจารย์ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ขออวยพรให้ผู้อ่านทุกท่านประสบความสุขสวัสดีตลอดปี พ.ศ. 2554 นี้ด้วยครับ
*"วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ผ่านพ้นและการดำเนินโยบายเศรษฐกิจต่อไปของประเทศไทย" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 3 ม.ค. 2554
เมื่อลองมองย้อนดูเศรษฐกิจไทยในปี พ.ศ. 2553 ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ทั้งระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รายได้ภาษีที่รัฐจัดเก็บได้ มูลค่าการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมูลค่าการส่งออก ล้วนมีตัวเลขที่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้แต่แรก แม้ว่าจะเป็นปีที่ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาทางการเมืองและความแตกแยกทางความคิดอย่างรุนแรงก็ตาม ด้วยภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ดีเช่นนี้ อาจทำให้ผู้กำหนดนโยบายของประเทศลดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่มีต่อประเทศไทยไปบ้าง แต่ในปี พ.ศ. 2554 ที่กำลังจะเริ่มต้นนี้ ผมในฐานะที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ซึ่งยังมีข้อกังวลกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต่อไปของประเทศไทยในหลายเรื่องด้วยกัน อาทิเช่น
เนื่องจากประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับประเทศอื่นๆ เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยได้ดำเนินนโยบาย Export led growth (ใช้การส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ) มาเป็นเวลานาน ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ภาวะเศรษฐกิจโลกมีความผันผวนอย่างรุนแรง รวมถึงค่าเงินของประเทศยักษ์ใหญ่ต่างๆ ที่มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน เรากลับเห็นธนาคารแห่งประเทศไทยยังดำเนินนโยบายที่เน้นเป้าหมายในการควบคุมภาวะเงินเฟ้อเป็นหลัก โดยได้เริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าอัตราดอกเบี้ยของประเทศได้กลับมาอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งจะส่งผลทำให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อไปอีกในช่วงปี พ.ศ. 2554 นี้
การดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ผ่านมาค่อนข้างเป็นเอกเทศเป็นอย่างมาก โดยเน้นพิจารณาพื้นฐานเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก ในขณะที่ประเทศยักษ์ใหญ่กำลังใช้นโยบายทางการเงินต่อสู้กันเพื่อชิงความได้เปรียบและทำให้ตัวเองรอดพ้นจากปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น หากลองยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้น ประเทศไทยอาจเปรียบเสมือนกับเรือลำน้อยที่ร่องลอยอย่างเป็นอิสระอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรที่กำลังเกิดคลื่นมรสุมอย่างรุนแรง โดยผู้บังคับเรือกลับมุ่งแต่บังคับหางเสือเพื่อมุ่งไปให้ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้แต่เพียงอย่างเดียว หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เราคงได้แต่ภาวนาขอให้คลื่นมรสุมสงบโดยเร็ว ก่อนที่เรือลำนี้จะถูกคลื่นซัดให้จมลงได้
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศไทยยังมีทางเลือกของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอยู่ ในบทความที่แล้ว ผมได้กล่าวถึงการเลือกสามประการที่นำไปสู่ข้อขัดแย้ง ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เลือกใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว เพื่อยินยอมให้เงินทุนระหว่างประเทศไหลเข้าออกได้อย่างเสรี และการมีนโยบายทางการเงินอย่างเป็นอิสระของตนเอง แต่ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่ประเทศไทยจะหันมาทบทวนทางเลือกสามประการที่เคยมีกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนอย่างรุนแรงเช่นนี้ การเปลี่ยนมาใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้าย (Capita control) โดยประเทศสามารถใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ อย่างที่ประเทศมาเลเซียและสาธารณรัฐประชาชนจีนใช้ ในเวลานี้อาจมีความเหมาะสมกว่าก็เป็นได้ เพราะสามารถช่วยลดผลกระทบของความผันผวนทางเศรษฐกิจจากภายนอกที่เกิดขึ้น อีกทั้งยังสามารถรักษาระดับค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกว่าที่เป็นอยู่ก็เป็นได้ (การที่ประเทศยักษ์ใหญ่ต่างๆ ได้เริ่มใช้นโยบายทางการเงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงแทรกแซงค่าเงินของตนนั้น อาจทำให้ค่าเงินบาทที่ถูกกำหนดจากตลาดในเวลานี้ไม่ใช่ระดับที่เหมาะสมกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศไทย)
นอกจากนี้ ภาคการส่งออกของประเทศไทยจะปรับตัวอย่างไรกับการแข็งค่าอย่างต่อเนื่องของค่าเงินบาทที่เกิดขึ้น และถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่ผู้กำหนดนโยบายของประเทศจะหันมาพิจารณาทบทวนการใช้นโยบาย Export led growth ว่ายังเหมาะสมกับประเทศไทยอยู่หรือไม่? บางทีอาจถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะหันกลับมาใช้นโยบายที่เน้นการพึ่งพาตนเองมากขึ้น และ/หรือให้ความสำคัญกับการค้าระหว่างประเทศภายในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้นกว่าเป็นอยู่ เพื่อลดผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทที่เกิดขึ้นในเวลานี้
ด้วยพื้นที่ของบทความที่มีจำกัด ผมขออนุญาตนำเสนอข้อกังวลอื่นๆ ในบทความฉบับหน้า และสุดท้ายนี้ ผมในนามตัวแทนของผู้เขียนบทความประจำคอลัมน์ทันเศรษฐกิจของอาจารย์ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ขออวยพรให้ผู้อ่านทุกท่านประสบความสุขสวัสดีตลอดปี พ.ศ. 2554 นี้ด้วยครับ
*"วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ผ่านพ้นและการดำเนินโยบายเศรษฐกิจต่อไปของประเทศไทย" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 3 ม.ค. 2554
Monday, December 6, 2010
วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ผ่านมาและที่ยังไม่ผ่านพ้น*
ในบทความที่แล้ว(*) ผมได้กล่าวถึง Impossible trinity ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งคือการเลือกสามประการที่นำไปสู่ข้อขัดแย้งที่ประกอบไปด้วย หนึ่ง การเลือกใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (Fixed exchange rates) สอง การยินยอมให้เงินทุนระหว่างประเทศไหลเข้าออกได้อย่างเสรี (Capital mobility) และ สาม การมีนโยบายทางการเงินอย่างเป็นอิสระของตนเอง (Monetary autonomy) (นักศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ อาจลองพิสูจน์ถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้โดยใช้แบบจำลอง Mundell-Fleming)
ประเทศไทยในช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ยินยอมให้เงื่อนไขทั้งสามประการเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งการดำเนินระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ การยินยอมให้เงินทุนไหลเข้า-ออกอย่างเป็นอิสระ และการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถดำเนินนโยบายทางการเงินอย่างเป็นอิสระ เนื่องจากเป็นสามเงื่อนไขที่มีความขัดแย้งในตัวเอง หากเมื่อใดที่อัตราแลกเปลี่ยนของประเทศไทยที่ถูกกำหนดโดยนัยได้ยึดกับค่าเงินสกุลดอลลาร์เป็นหลัก มีความแตกต่างอย่างมากจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ควรเป็น ย่อมไม่ใช่เรื่องยากที่นักเก็งกำไรค่าเงินจะเห็นโอกาสและเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาท ที่แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะพยายามเข้าไปแทรกแซงหรือปกป้องค่าเงินเพียงใด ก็ไม่มีทางที่จะฝืนกลไกของตลาดได้ ในเวลานั้นประเทศไทยได้สูญเสียเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งนำไปสู่การลอยตัวค่าเงินบาทในเวลาต่อมา และการเข้ารับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งในเวลานั้นได้สนับสนุนแนวทางการใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว
ประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างมาเลเซียที่ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจคล้ายคลึงกัน กลับเลือกทางเดินที่แตกต่างจากประเทศไทย โดยได้ตัดสินใจหันหลังให้กับ IMF และใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้าย (Capita control) ในการปกป้องการเข้ามาของนักเก็งกำไร ซึ่งในเวลานั้นนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่รู้สึกเคลือบแคลงสงสัยว่าอาจเป็นการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาด เพราะการใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้ายน่าจะส่งผลลบต่อระบบเศรษฐกิจมาเลเซียอย่างรุนแรงจากการไม่ไหลกลับของเงินลงทุนจากต่างประเทศ แต่งานวิจัยที่ได้ศึกษาเรื่องนี้ต่อมาในภายหลัง เช่น งานศึกษาของ IMF ในปี ค.ศ. 2006(**) กลับไม่พบว่า การใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้ายของมาเลเซียในขณะนั้นได้ส่งผลลบต่อเศรษฐกิจของประเทศ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นพบว่า มีระดับใกล้เคียงกับประเทศที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจอื่นๆ (ซึ่งรวมถึงประเทศไทย) อันเป็นผลพวงมาจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจอันแข็งแกร่งของประเทศเป็นสำคัญ ดังนั้นข้อกังวลที่นักเศรษฐศาสตร์เคยมีถึงผลลบจากการเลือกดำเนินนโยบายควบคุมทุนเคลื่อนย้าย จึงได้เบาบางลงมากในปัจจุบัน
ในขณะเดียวกัน โลกในยุคปัจจุบันซึ่งอยู่ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ (Globalization) ที่ระบบเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ มีความเชื่อมโยงและเกี่ยวข้องกันอย่างมาก เราได้พบเห็นปรากฎการณ์ทางเศรษฐกิจต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลก (Global imbalance) ที่เกิดขึ้นในด้านการค้าและการเงินระหว่างประเทศ และความล้มเหลวของการรวมตัวทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่เกิดในกลุ่มประเทศสมาชิก Eurozone ที่ใช้เงินสกุลเงินร่วมกัน ซึ่งที่ผ่านมาผมได้เขียนบทความในเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง
อีกทั้งเรายังได้เห็นถึงการกลับมาครั้งยิ่งใหญ่ของเคนส์ (Keynesian) จากการดำเนินนโยบายทางการคลังอย่างเต็มที่ของรัฐบาลทั้งในประเทศยักษ์ใหญ่และยักษ์เล็กต่างๆ โดยเฉพาะการเพิ่มรายจ่ายภาครัฐเพื่อหวังกอบกู้เศรษฐกิจ ซึ่งอาจกลายเป็นภาระหรือปัญหาทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาว ดังเช่นที่ได้เป็นสาเหตุของวิกฤต (หนี้) เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแล้วในสหภาพยุโรป
นอกจากนี้ เรายังได้เห็นการใช้นโยบายทางการเงินที่ไม่ใช่ลักษณะปกติ (Unconventional monetary policy) ของประเทศยักษ์ใหญ่ โดยมีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายหลักที่ไม่ใช่การควบคุมอัตราเงินเฟ้อ (Inflation targeting) เหมือนปกติ แต่กลับมีวัตถุประสงค์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การออกมาตรการผ่อนปรนทางการเงิน (Quantitative easing) ของสหรัฐอเมริกา โดยการเพิ่มปริมาณเงินในระบบ เพื่อกดดันให้อัตราดอกเบี้ยทั้งในระยะสั้นและในระยะยาวต่ำลง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้น
สำรับการออกมาตรการการผ่อนปรนทางการเงินครั้งที่ 2 ที่กำลังออกมาของสหรัฐอเมริกา ในขณะที่อัตราอัตราดอกเบี้ยของประเทศอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับศูนย์แล้ว หากไม่มีผลต่อการเพิ่มการลงทุนของนักลงทุน (เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว) ก็อาจส่งผลต่อความวิตกกังวลในเรื่องเงินเฟ้อ และอาจทำให้เงินทุนไหลออกนอกประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าต่อไปอีก ผลของนโยบายตรงนี้อาจเป็นความต้องการอีกอย่างหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ในการแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าที่มีอย่างยืดเยื้อและยาวนานก็เป็นได้
ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือไม่ใช่เพียงสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่ได้ดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนปรนอย่างเข้มข้นในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ประเทศยักษ์ใหญ่อื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งรวมถึงประเทศญี่ปุ่น ก็กำลังพิจารณาใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนปรนระลอกใหม่ ซึ่งส่วนหนึ่งใช้เพื่อแก้ไขปัญหาค่าเงินที่กำลังแข็งค่าขึ้น เพื่อเป็นการตอบโต้ระหว่างกัน และอาจนำไปสู่สงครามต่อสู้ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในอีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่าสงครามค่าเงิน (Currency wars) นั่นเอง
หมายเหตุ
สำหรับตอนที่สองของบทความนี้ ผู้อ่านสามารถติดตามได้ในหนังสือพิมพ์ โพสท์ ทู เดย์ ฉบับวันจันทร์ที่ 3 มกราคม 2554
อ้างอิง:
* http://sasatra.blogspot.com/2010/10/blog-post.html
** Simon Johnson, Kalpana Kochhar, Todd Mitton, and Natalia Tamirisa, 2006, “Malaysian Capital Controls: Macroeconomics and Institutions,” IMF Working paper WP/06/51.
*"วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ผ่านมาและที่ยังไม่ผ่านพ้น" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 6 ธ.ค. 2553
ประเทศไทยในช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ยินยอมให้เงื่อนไขทั้งสามประการเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งการดำเนินระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ การยินยอมให้เงินทุนไหลเข้า-ออกอย่างเป็นอิสระ และการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถดำเนินนโยบายทางการเงินอย่างเป็นอิสระ เนื่องจากเป็นสามเงื่อนไขที่มีความขัดแย้งในตัวเอง หากเมื่อใดที่อัตราแลกเปลี่ยนของประเทศไทยที่ถูกกำหนดโดยนัยได้ยึดกับค่าเงินสกุลดอลลาร์เป็นหลัก มีความแตกต่างอย่างมากจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ควรเป็น ย่อมไม่ใช่เรื่องยากที่นักเก็งกำไรค่าเงินจะเห็นโอกาสและเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาท ที่แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะพยายามเข้าไปแทรกแซงหรือปกป้องค่าเงินเพียงใด ก็ไม่มีทางที่จะฝืนกลไกของตลาดได้ ในเวลานั้นประเทศไทยได้สูญเสียเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งนำไปสู่การลอยตัวค่าเงินบาทในเวลาต่อมา และการเข้ารับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งในเวลานั้นได้สนับสนุนแนวทางการใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว
ประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างมาเลเซียที่ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจคล้ายคลึงกัน กลับเลือกทางเดินที่แตกต่างจากประเทศไทย โดยได้ตัดสินใจหันหลังให้กับ IMF และใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้าย (Capita control) ในการปกป้องการเข้ามาของนักเก็งกำไร ซึ่งในเวลานั้นนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่รู้สึกเคลือบแคลงสงสัยว่าอาจเป็นการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาด เพราะการใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้ายน่าจะส่งผลลบต่อระบบเศรษฐกิจมาเลเซียอย่างรุนแรงจากการไม่ไหลกลับของเงินลงทุนจากต่างประเทศ แต่งานวิจัยที่ได้ศึกษาเรื่องนี้ต่อมาในภายหลัง เช่น งานศึกษาของ IMF ในปี ค.ศ. 2006(**) กลับไม่พบว่า การใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้ายของมาเลเซียในขณะนั้นได้ส่งผลลบต่อเศรษฐกิจของประเทศ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นพบว่า มีระดับใกล้เคียงกับประเทศที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจอื่นๆ (ซึ่งรวมถึงประเทศไทย) อันเป็นผลพวงมาจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจอันแข็งแกร่งของประเทศเป็นสำคัญ ดังนั้นข้อกังวลที่นักเศรษฐศาสตร์เคยมีถึงผลลบจากการเลือกดำเนินนโยบายควบคุมทุนเคลื่อนย้าย จึงได้เบาบางลงมากในปัจจุบัน
ในขณะเดียวกัน โลกในยุคปัจจุบันซึ่งอยู่ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ (Globalization) ที่ระบบเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ มีความเชื่อมโยงและเกี่ยวข้องกันอย่างมาก เราได้พบเห็นปรากฎการณ์ทางเศรษฐกิจต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลก (Global imbalance) ที่เกิดขึ้นในด้านการค้าและการเงินระหว่างประเทศ และความล้มเหลวของการรวมตัวทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่เกิดในกลุ่มประเทศสมาชิก Eurozone ที่ใช้เงินสกุลเงินร่วมกัน ซึ่งที่ผ่านมาผมได้เขียนบทความในเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง
อีกทั้งเรายังได้เห็นถึงการกลับมาครั้งยิ่งใหญ่ของเคนส์ (Keynesian) จากการดำเนินนโยบายทางการคลังอย่างเต็มที่ของรัฐบาลทั้งในประเทศยักษ์ใหญ่และยักษ์เล็กต่างๆ โดยเฉพาะการเพิ่มรายจ่ายภาครัฐเพื่อหวังกอบกู้เศรษฐกิจ ซึ่งอาจกลายเป็นภาระหรือปัญหาทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาว ดังเช่นที่ได้เป็นสาเหตุของวิกฤต (หนี้) เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแล้วในสหภาพยุโรป
นอกจากนี้ เรายังได้เห็นการใช้นโยบายทางการเงินที่ไม่ใช่ลักษณะปกติ (Unconventional monetary policy) ของประเทศยักษ์ใหญ่ โดยมีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายหลักที่ไม่ใช่การควบคุมอัตราเงินเฟ้อ (Inflation targeting) เหมือนปกติ แต่กลับมีวัตถุประสงค์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การออกมาตรการผ่อนปรนทางการเงิน (Quantitative easing) ของสหรัฐอเมริกา โดยการเพิ่มปริมาณเงินในระบบ เพื่อกดดันให้อัตราดอกเบี้ยทั้งในระยะสั้นและในระยะยาวต่ำลง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้น
สำรับการออกมาตรการการผ่อนปรนทางการเงินครั้งที่ 2 ที่กำลังออกมาของสหรัฐอเมริกา ในขณะที่อัตราอัตราดอกเบี้ยของประเทศอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับศูนย์แล้ว หากไม่มีผลต่อการเพิ่มการลงทุนของนักลงทุน (เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว) ก็อาจส่งผลต่อความวิตกกังวลในเรื่องเงินเฟ้อ และอาจทำให้เงินทุนไหลออกนอกประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าต่อไปอีก ผลของนโยบายตรงนี้อาจเป็นความต้องการอีกอย่างหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ในการแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าที่มีอย่างยืดเยื้อและยาวนานก็เป็นได้
ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือไม่ใช่เพียงสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่ได้ดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนปรนอย่างเข้มข้นในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ประเทศยักษ์ใหญ่อื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งรวมถึงประเทศญี่ปุ่น ก็กำลังพิจารณาใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนปรนระลอกใหม่ ซึ่งส่วนหนึ่งใช้เพื่อแก้ไขปัญหาค่าเงินที่กำลังแข็งค่าขึ้น เพื่อเป็นการตอบโต้ระหว่างกัน และอาจนำไปสู่สงครามต่อสู้ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในอีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่าสงครามค่าเงิน (Currency wars) นั่นเอง
หมายเหตุ
สำหรับตอนที่สองของบทความนี้ ผู้อ่านสามารถติดตามได้ในหนังสือพิมพ์ โพสท์ ทู เดย์ ฉบับวันจันทร์ที่ 3 มกราคม 2554
อ้างอิง:
* http://sasatra.blogspot.com/2010/10/blog-post.html
** Simon Johnson, Kalpana Kochhar, Todd Mitton, and Natalia Tamirisa, 2006, “Malaysian Capital Controls: Macroeconomics and Institutions,” IMF Working paper WP/06/51.
*"วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ผ่านมาและที่ยังไม่ผ่านพ้น" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 6 ธ.ค. 2553
Subscribe to:
Comments (Atom)