ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีเหตุการณ์ที่สำคัญเกิดขึ้นมาหลายเหตุการณ์ โดยหนึ่งในข่าวใหญ่ที่ปรากฎออกมาคือ การที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้มีมติตั้งอนุกรรมการไต่สวนกรณีเจ้าพนักงานกรมสรรพากรปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
โดยเหตุเกิดจากการที่ กรมสรรพากรไม่จัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ซื้อหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยการซื้อหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด ผลต่างระหว่างราคา เข้าลักษณะเงินพึงได้ประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ซื้อหุ้นต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 28/2538
จริงๆแล้ว ข่าวนี้คงไม่ได้เป็นข่าวที่ทำให้คนในสังคมไทยต้องแปลกใจแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคอข่าวหรือผู้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด น่าจะคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการขายหุ้นชินคอร์ปไปให้เทมาเส็ก หากเปรียบแล้ว ถ้าเรื่องราวเรื่องนี้เป็นหนังชีวิตเรื่องหนึ่ง หนังเรื่องนี้แม้นจะยังไม่ทันเปิดฉายจนจบ แต่ดูจากตอนต้นของเรื่องแล้ว คนดูก็สามารถคาดเดาได้ถึงตอนจบของหนังได้ไม่ยากนัก
สิ่งที่ผู้เขียนแปลกใจคือ เหตุใด ความสนใจของผู้คนในสังคม รวมถึงเจ้าหน้าที่ภาครัฐทั้งหมดในเวลานี้ จึงหยุดอยู่เพียงกรณีของหุ้นชินคอร์ปเพียงเท่านั้น การทำนิติกรรมอำพรางในลักษณะเหล่านี้ โดยมีจุดมุ่งหมายในการเลี่ยงการเสียภาษี หรือแม้นแต่มีวัตถุประสงค์อื่นๆแอบแฝงอยู่ คงไม่ได้เกิดขึ้นกับกรณีของหุ้นชินคอร์ปเป็นกรณีแรกและกรณีเดียวเท่านั้น ในความเป็นจริง การทำนิติกรรมอำพรางคงมีอยู่อีกมากมาย จนหลายท่านอาจคิดว่าเป็นเรื่องปกติ ที่คนรวยสามารถทำได้ แต่แทบจะไม่มีใคร โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐ ให้ความสนใจมากนัก ในการตรวจสอบสิ่งที่ผิดและแก้ไขช่องโหว่เหล่านี้ให้หมดสิ้นไป
คงต้องยอมรับว่าระบบภาษีของประเทศไทย หรือแม้แต่ประเทศส่วนใหญ่ในโลก แม้นแต่ประเทศที่พัฒนาแล้ว มีช่องโหว่ทางด้านภาษีมากมาย (Tax loopholes) ที่ช่วยคนรวยให้มีหนทางทั้งที่ถูกต้องตามกฎหมาย (Tax avoidance) และหลายๆหนทางที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย (Tax evasion) ในการที่จะลดหรือเลี่ยงภาษีได้
มหาเศรษฐีของโลก คุณ Warren Buffet ได้กล่าวในงานเลี้ยงเพื่อหาทุนในการเลือกตั้งแก่ Hillary Clinton หนึ่งในผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรคเดโมแครตในช่วงปลายเดือนที่แล้วว่า ระบบภาษีในปัจจุบันช่วยให้คนรวยสามารถเสียภาษีน้อยกว่าคนชั้นกลาง โดยในปีที่ผ่านมา เขาเสียภาษีเพียงอัตราร้อยละ 17.7 ของรายได้ ทั้งที่เขาไม่ได้พยายามที่จะเลี่ยงภาษีเลย ซึ่งถ้าว่ากันไปแล้ว หากคุณ Warren Buffet พยายามหาช่องทางในการเลี่ยงภาษีอีกนิด อัตราภาษีต่อรายได้ที่เขาจะต้องจ่ายคงจะน้อยกว่านี้อีกมาก ในขณะเดียวกัน พนักงานต้อนรับของเขา กลับต้องเสียภาษีสูงถึงอัตราร้อยละ 30 ของรายได้
เรื่องที่คุณ Warren Buffet กล่าวนี้ หลายคนฟังเป็นเรื่องตลก แต่หากคิดให้ดี เรื่องนี้คงเป็นเรื่องตลกร้าย ที่น่าเศร้ามาก ชี้ให้เห็นและยืนยันถึงความเลวร้ายของระบบภาษีที่มีอยู่ในปัจจุบัน ที่มีความความไม่เท่าเทียม หรือความเหลื่อมล้ำของโอกาสระหว่างคนจนและคนรวยที่เกิดขึ้นจริงในโลกใบนี้ ซึ่งคงหมายรวมถึงระบบภาษีของประเทศไทยด้วย
ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย หากกรมสรรพากรจะต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ ไล่ล่า และป้องกันไม่ให้มีการทำนิติกรรมอำพรางเกิดขึ้นเพื่อเลี่ยงภาษีภายใต้ระบบภาษีที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากที่จะสามารถตรวจจับได้หมด เพราะการทำนิติกรรมอำพรางในปัจจุบันมีความซับซ้อนมาก และถึงแม้จะสามารถตรวจจับได้ กรมสรรพากรก็คงจำเป็นต้องทุ่มทรัพยากรเป็นจำนวนมากเพื่อใช้ในการตรวจสอบ แต่ที่สำคัญ การตรวจสอบเหล่านี้เป็นเสมือนการตรวจจับที่ปลายเหตุมากกว่า
แนวทางการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ควรเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุมากกว่า เช่น การพิจารณาถึงแนวทางในการปฎิรูประบบภาษี ให้มีช่องโหว่น้อยที่สุด และเป็นระบบภาษีที่เป็นธรรม กล่าวคือ ผู้มีรายได้น้อยเสียภาษีจริงในอัตราที่น้อยกว่าผู้มีรายได้มาก ไม่ใช่เป็นเพียงอัตราภาษีก้าวหน้าที่ปรากฎอยู่บนกระดาษเท่านั้น
* "ระบบภาษี กับกรณีภาษีหุ้นชินคอร์ป" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 12 ก.ค. 2550
Thursday, July 12, 2007
Thursday, May 17, 2007
โครงสร้างภาษีเดียวของกลุ่มสหภาพยุโรป*
ในโลกใบเล็กของเรา มีข่าวเล็กๆ ข่าวหนึ่งออกมาในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ข่าวเล็กๆ ที่แทบจะไม่มีใครให้ความสนใจในประเทศไทย แต่ข่าวนี้หากเป็นจริงเมื่อใด ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงวิธีชีวิตของคนหลายร้อยล้านคนบนโลกแห่งนี้กันเลยทีเดียว ข่าวที่ผมกล่าวถึงในที่นี้คือ ข่าวการเริ่มพิจารณาเพื่อนำไปสู่การออกกฎหมายที่จะใช้โครงสร้างภาษีเดียวกัน (Tax harmonization) ของกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (European Union)
หากย้อนกลับไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ได้สร้างความประหลาดใจให้กับโลกใบนี้ ด้วยความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงที่จะใช้เงินสกุลเดียวร่วมกัน ซึ่งเรารู้จักกันในชื่อของเงินสกุลยูโร เหตุการณ์ในครั้งนั้น ประเทศสมาชิกทั้งหลายจำเป็นต้องยอมเสียสละถึงความมีอิสระทางด้านนโยบายการเงินในแต่ละประเทศ (Monetary policy sovereignty) ซึ่งถือได้ว่าเป็นก้าวย่างที่สำคัญก้าวใหญ่ ที่จะนำไปสู่การเป็นเขตเศรษฐกิจหนึ่งเดียวของกลุ่มสหภาพยุโรป มาในวันนี้กลุ่มสหภาพยุโรปกำลังจะสร้างความประหลาดใจให้กับโลกครั้งใหม่ ด้วยการผลักดันข้อตกลงการมีโครงสร้างภาษีนิติบุคคลเดียวกัน ซึ่งในครั้งนี้สิ่งที่ประเทศสมาชิกจะต้องยอมสูญเสียคือ ความมีอิสระของนโยบายภาษี (Tax sovereignty)
แม้การขาดอิสระของการกำหนดนโยบายภาษีจะทำให้รัฐบาลขาดเครื่องมือที่สำคัญไปก็ตาม แต่โครงสร้างภาษีเดียวเองก็มีข้อดีอยู่หลายประการด้วยกัน ซึ่งสิ่งที่เราสามารถเห็นได้ไม่ยาก คือ โครงสร้างภาษีเดียว ช่วยส่งเสริมให้กลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรปรวมกันเป็นเนื้อเดียวกันอย่างเป็นบึกแผ่นและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น และยังช่วยลดต้นทุนในการกรอกภาษี (Tax compliance costs) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัทข้ามชาติ ที่มีธุรกิจ ธุรกรรมอยู่ในหลายประเทศลง
นอกจากนี้อีกหนึ่งประโยชน์ที่สำคัญอย่างยิ่งในทางเศรษฐศาสตร์คือ การช่วยลดความสูญเสียที่เกิดจากการบิดเบือนที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างภาษีที่แตกต่างกันระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงาน กล่าวคือ บางประเทศใช้วิธีการกำหนดอัตราภาษีต่ำ เพื่อดึงดูดให้มีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ แต่การไหลเข้ามาของเงินทุนที่เกิดขึ้นเนื่องจากอัตราภาษีที่แตกต่างกันในลักษณะนี้ จะก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์นั้น เราเรียกว่าความสูญเสียทางประสิทธิภาพ (Efficiency) จากการที่ตลาดถูกบิดเบือนนั่นเอง
แม้ว่าในวันนี้ หลายๆ ประเทศได้ออกมาคัดค้านกับแนวความคิดดังกล่าว เช่น อังกฤษ และไอร์แลนด์ และถึงแม้ว่าหนทางสู่ความสำเร็จที่จะบรรลุข้อตกลงยังอยู่ห่างไกลจากปัจจุบันอยู่มากก็จริง แต่ถ้าหากถามถึงความยากง่ายระหว่าง การบรรลุข้อตกลงการใช้เงินสกุลเดียวกัน กับ การบรรลุข้อตกลงการใช้โครงสร้างภาษีเดียวกัน คำตอบค่อนข้างชัดเจนว่า การบรรลุข้อตกลงที่จะใช้เงินสกุลเดียวกันนั้น ค่อนข้างยุ่งยากและมีความซับซ้อนกว่าค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงเป็นไปได้ครับ หากเราจะได้เห็นถึงความสำเร็จในการบรรลุถึงข้อตกลงทางด้านนโยบายภาษีที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรปในอนาคต
แต่ทั้งนี้เป็นที่น่าเสียดาย หากมองย้อนกลับมายังประเทศในภูมิภาคเราแล้ว หลายๆครั้งในอดีต เช่น ในช่วงที่เราประสบปัญหาวิกฤติการณ์ทางการเงินในภูมิภาคเอเชีย เราเคยพูดถึงความร่วมมือที่จะนำไปสู่การรวมกลุ่มเศรษฐกิจในภูมิภาค ทั้งในระดับอาเซียน และในระดับเอเชีย เรายังเคยคิดถึงความร่วมมือที่จะปรับใช้ค่าเงินสกุลเดียวร่วมกันในภูมิภาค หรือ แม้แต่การใช้เงินญี่ปุ่นเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนซื้อขายระหว่างประเทศภายในภูมิภาค แทนการพึ่งพิงเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเพียงสกุลเดียว ความร่วมมือเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างให้ภูมิภาคเอเชียสามารถเติบโตได้อย่างมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น
แต่ในวันนี้ 10 ปีผ่านไป ทุกสิ่งทุกอย่าง ยังเป็นเช่นเดิม ไม่มีสัญญานใดๆที่บ่งบอกถึงการพัฒนาหรือความคืบหน้าใดๆที่เป็นรูปธรรม ในการสร้างความร่วมมือกันภายในภูมิภาค ในทางกลับกัน กลับมีแต่สิ่งที่แสดงถึงการแตกแยกและการแข่งขันกันเองภายในภูมิภาค เช่นการแข่งขัน แย่งเจรจาจัดตั้งเขตการค้าเสรีชนิดทวิภาคีกับประเทศคู่ค้าต่างๆ (Bilateral Free Trade Agreement)
น่าผิดหวังครับ ทั้งๆที่ ทุกคนต่างทราบกันดีอยู่ว่า การแข่งกันเองในลักษณะนี้ จะเป็นการลดอำนาจต่อรองของตนเองในการเจรจากับประเทศคู่ภาคียักษ์ใหญ่ต่างๆ ลง อีกทั้งยังก่อให้เกิดผลเสียต่างๆ อีกมากมาย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากความอ่อนแอและความไม่จริงใจที่จะร่วมมือกันระหว่างประเทศต่างๆภายในภูมิภาคนี้นั่นเอง วันนี้หรือวันต่อๆไป เราคงทำได้แต่ยืนมอง ดูการพัฒนาของความร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มประเทศอื่นๆ ภายนอกภูมิภาคแห่งนี้ ผมขอเอาใจช่วยครับ
* "โครงสร้างภาษีเดียวของกลุ่มสหภาพยุโรป" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 17 พ.ค. 2550
หากย้อนกลับไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ได้สร้างความประหลาดใจให้กับโลกใบนี้ ด้วยความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงที่จะใช้เงินสกุลเดียวร่วมกัน ซึ่งเรารู้จักกันในชื่อของเงินสกุลยูโร เหตุการณ์ในครั้งนั้น ประเทศสมาชิกทั้งหลายจำเป็นต้องยอมเสียสละถึงความมีอิสระทางด้านนโยบายการเงินในแต่ละประเทศ (Monetary policy sovereignty) ซึ่งถือได้ว่าเป็นก้าวย่างที่สำคัญก้าวใหญ่ ที่จะนำไปสู่การเป็นเขตเศรษฐกิจหนึ่งเดียวของกลุ่มสหภาพยุโรป มาในวันนี้กลุ่มสหภาพยุโรปกำลังจะสร้างความประหลาดใจให้กับโลกครั้งใหม่ ด้วยการผลักดันข้อตกลงการมีโครงสร้างภาษีนิติบุคคลเดียวกัน ซึ่งในครั้งนี้สิ่งที่ประเทศสมาชิกจะต้องยอมสูญเสียคือ ความมีอิสระของนโยบายภาษี (Tax sovereignty)
แม้การขาดอิสระของการกำหนดนโยบายภาษีจะทำให้รัฐบาลขาดเครื่องมือที่สำคัญไปก็ตาม แต่โครงสร้างภาษีเดียวเองก็มีข้อดีอยู่หลายประการด้วยกัน ซึ่งสิ่งที่เราสามารถเห็นได้ไม่ยาก คือ โครงสร้างภาษีเดียว ช่วยส่งเสริมให้กลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรปรวมกันเป็นเนื้อเดียวกันอย่างเป็นบึกแผ่นและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น และยังช่วยลดต้นทุนในการกรอกภาษี (Tax compliance costs) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัทข้ามชาติ ที่มีธุรกิจ ธุรกรรมอยู่ในหลายประเทศลง
นอกจากนี้อีกหนึ่งประโยชน์ที่สำคัญอย่างยิ่งในทางเศรษฐศาสตร์คือ การช่วยลดความสูญเสียที่เกิดจากการบิดเบือนที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างภาษีที่แตกต่างกันระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงาน กล่าวคือ บางประเทศใช้วิธีการกำหนดอัตราภาษีต่ำ เพื่อดึงดูดให้มีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ แต่การไหลเข้ามาของเงินทุนที่เกิดขึ้นเนื่องจากอัตราภาษีที่แตกต่างกันในลักษณะนี้ จะก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์นั้น เราเรียกว่าความสูญเสียทางประสิทธิภาพ (Efficiency) จากการที่ตลาดถูกบิดเบือนนั่นเอง
แม้ว่าในวันนี้ หลายๆ ประเทศได้ออกมาคัดค้านกับแนวความคิดดังกล่าว เช่น อังกฤษ และไอร์แลนด์ และถึงแม้ว่าหนทางสู่ความสำเร็จที่จะบรรลุข้อตกลงยังอยู่ห่างไกลจากปัจจุบันอยู่มากก็จริง แต่ถ้าหากถามถึงความยากง่ายระหว่าง การบรรลุข้อตกลงการใช้เงินสกุลเดียวกัน กับ การบรรลุข้อตกลงการใช้โครงสร้างภาษีเดียวกัน คำตอบค่อนข้างชัดเจนว่า การบรรลุข้อตกลงที่จะใช้เงินสกุลเดียวกันนั้น ค่อนข้างยุ่งยากและมีความซับซ้อนกว่าค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงเป็นไปได้ครับ หากเราจะได้เห็นถึงความสำเร็จในการบรรลุถึงข้อตกลงทางด้านนโยบายภาษีที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรปในอนาคต
แต่ทั้งนี้เป็นที่น่าเสียดาย หากมองย้อนกลับมายังประเทศในภูมิภาคเราแล้ว หลายๆครั้งในอดีต เช่น ในช่วงที่เราประสบปัญหาวิกฤติการณ์ทางการเงินในภูมิภาคเอเชีย เราเคยพูดถึงความร่วมมือที่จะนำไปสู่การรวมกลุ่มเศรษฐกิจในภูมิภาค ทั้งในระดับอาเซียน และในระดับเอเชีย เรายังเคยคิดถึงความร่วมมือที่จะปรับใช้ค่าเงินสกุลเดียวร่วมกันในภูมิภาค หรือ แม้แต่การใช้เงินญี่ปุ่นเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนซื้อขายระหว่างประเทศภายในภูมิภาค แทนการพึ่งพิงเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเพียงสกุลเดียว ความร่วมมือเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างให้ภูมิภาคเอเชียสามารถเติบโตได้อย่างมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น
แต่ในวันนี้ 10 ปีผ่านไป ทุกสิ่งทุกอย่าง ยังเป็นเช่นเดิม ไม่มีสัญญานใดๆที่บ่งบอกถึงการพัฒนาหรือความคืบหน้าใดๆที่เป็นรูปธรรม ในการสร้างความร่วมมือกันภายในภูมิภาค ในทางกลับกัน กลับมีแต่สิ่งที่แสดงถึงการแตกแยกและการแข่งขันกันเองภายในภูมิภาค เช่นการแข่งขัน แย่งเจรจาจัดตั้งเขตการค้าเสรีชนิดทวิภาคีกับประเทศคู่ค้าต่างๆ (Bilateral Free Trade Agreement)
น่าผิดหวังครับ ทั้งๆที่ ทุกคนต่างทราบกันดีอยู่ว่า การแข่งกันเองในลักษณะนี้ จะเป็นการลดอำนาจต่อรองของตนเองในการเจรจากับประเทศคู่ภาคียักษ์ใหญ่ต่างๆ ลง อีกทั้งยังก่อให้เกิดผลเสียต่างๆ อีกมากมาย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากความอ่อนแอและความไม่จริงใจที่จะร่วมมือกันระหว่างประเทศต่างๆภายในภูมิภาคนี้นั่นเอง วันนี้หรือวันต่อๆไป เราคงทำได้แต่ยืนมอง ดูการพัฒนาของความร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มประเทศอื่นๆ ภายนอกภูมิภาคแห่งนี้ ผมขอเอาใจช่วยครับ
* "โครงสร้างภาษีเดียวของกลุ่มสหภาพยุโรป" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 17 พ.ค. 2550
Thursday, May 3, 2007
“มึงมีกู ไม่มีจน” *
ในช่วงนี้ คงต้องยอมรับกันอย่างแท้จริงว่า เป็นยุคทองของจตุคาม รามเทพ ฟีเวอร์ ที่เป็นที่สนอก สนใจกันไปทั่ว กระแสความต้องการหยุดเฉพาะคนไทยเท่านั้น แต่ยังเลยไปถึงประเทศเพื่อนบ้านของเรา หากใครที่ยังไม่รู้จักหรือเคยได้ยินเรื่องราวขององค์จตุคาม รามเทพ อาจกล่าวได้ว่า เป็นคนที่ตกยุค พศ. 2550 นี้ไปเลยทีเดียว
ความร้อนแรงของกระแสจตุคาม รามเทพ ทำให้วงการตลาดพระเครื่องเกือบทุกที่ ได้ปรับเปลี่ยนจากการวางแผงเช่าพระเครื่อง มาเป็นการวางแผนขายวัตถุมงคงจตุคาม รามเทพ จนทำให้ตลาดพระเครื่องเดิมกลับเงียบลงไปถนัดตา ไม่เพียงเท่านั้น ราคาของวัตถุมงคล จตุคาม รามเทพ จากเดิมระดับราคาไม่กี่สิบบาทได้ถูกไล่ขึ้นมาพุ่งพรวดอย่างน่ากลัว ในวันนี้ราคาของวัตถุมงคล จตุคาม รามเทพ ในหลายๆรุ่นได้ถูกดันมาเป็นหลักหมื่น หลักแสน แถมบางรุ่นยังเลยไปยังหลักล้านแล้วก็มี เช่น รุ่นพระเนื้อผง สุริยัน จันทรา ที่สร้างขึ้นในปี 2530 ราคาปัจจุบันทะลุหลักล้านไปแล้ว นอกจากนั้น ความร้อนแรงของกระแสความต้องการ บวกทั้งราคาที่ถูกถีบจนสูงลิ่วของวัตถุมงคล จตุคาม รามเทพที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ทำให้ในปัจจุบันมีของปลอม หรือของลอกเลียนแบบเกิดขึ้นอย่างมากมาย จนทำให้ผู้ซื้อที่ไม่มีความรู้ ตกเป็นเหยื่อ ต้องสูญเสียเงินไปอย่างมากมาย สิ่งต่างๆเหล่านี้ เป็นเครื่องยืนยันเป็นอย่างดีถึงกระแสจตุคาม รามเทพ ฟีเวอร์ ที่เกิดขึ้นในเวลานี้
กระแสความต้องการที่มีมากมายในช่วงเวลานี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาพุ่งทยานสูงขึ้นกว่าราคาที่ควรจะเป็นอย่างมาก เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาเป็นครั้งแรกในประเทศไทย แต่ได้เกิดขึ้นมาซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ตัวอย่างเช่น หากผู้อ่านย้อนกลับไปคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ที่ช่วงเวลาหนึ่งเสื้อสีเหลืองฉลองคลองราชย์ครบ 60 ปีเกิดปัญหาขาดตลาด เนื่องจากปริมาณความต้องการเสื้อเหลืองที่มีอยู่มาก เกินปริมาณที่เสนอขายอยู่ในตลาด ผู้ขายเสื้อเหลือจึงถือโอกาสเพิ่มราคาเสื้อเหลืองจากเดิมตัวละสอง ถึง สามร้อยบาท ไปเป็นราคาขายเป็นตัวละ หกถึงเจ็ดร้อยบาท ในบางพื้นที่ของประเทศ สิ่งที่เราเห็นตามมาคือ ราคาที่สูงอย่างเกินปกติที่ควรจะเป็นนั้น ไม่ได้อยู่นานนัก เพราะเมื่อราคาของเสื้อเหลืองปรับตัวสูงขึ้น ผู้ผลิตหรือโรงงานทั้งหลายต่างเห็นแนวทางในการหากำไร จึงเพิ่มปริมาณการผลิตเสื้อเหลืองมากขึ้นให้เพียงพอกับความต้องการ จนสุดท้ายในวันนี้ ราคาเสื้อเหลืองก็ได้กลับมาอยู่ในราคาปกติทั่วไป คือตัวละประมาณ สองถึงสามร้อยบาทเท่านั้นเอง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรณีของเสื้อเหลือง นับได้ว่าเป็นเหตุการณ์ปกติของการปรับตัวเข้าสู่ดุลยภาพในทางเศรษฐศาสตร์นั้นเอง ซึ่งจุดดุลยภาพ (Equilibrium) ที่เกิดขึ้นนั้น จะเป็นจุดที่ไม่มีอุปสงค์รวมส่วนเกิน (Aggregate excess demand) หรืออุปทานรวมส่วนเกิน (Aggregate excess supply) เกิดขึ้น นอกจากนั้น ผู้ผลิตหรือผู้ขายในตลาดที่มีการแข่งขัน ก็จะไม่สามารถทำกำไรได้สูงเกินกว่าปกติ ณ.จุดดุลยภาพที่เกิดขึ้น
จากประสบการณ์ในอดีตเหล่านี้ ได้นำไปสู่ประเด็นคำถามคือ เหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับวัตถุมงคล จตุคาม รามเทพ หรือไม่ หรือ ระดับราคาที่ถูกปั่นจนสูงลิ่วของวัตถุมงคล จตุคาม รามเทพ ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ จะคงอยู่ณ.ระดับราคาที่สูงเช่นนี้ไปอีกยาวนานเพียงไร หรืออีกไม่ช้านาน ราคาของวัตถุมงคลจะปรับตัวลดลงมาจนถึงราคาปกติที่ควรจะเป็น
คำตอบของคำถามนี้ คงขึ้นอยู่กับว่า ปัจจัยกระแส จตุคาม รามเทพ ที่มีอยู่ในเวลา จะอยู่ได้อย่างยืนยงหรือไม่ หากกระแสดีไม่มีตก ราคาก็อาจจะไม่ลดลงมา แต่หากกระแส เริ่มแผ่ว ความต้องการที่มีในปัจจุบันก็จะลดลงไป อีกทั้งปัจจัยทางด้านอุปทานที่มีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถสังเกตได้ว่า ปัจจุบันได้มีการออกวัตถุมงคล จตุคาม รามเทพ อย่างมากมาย ไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น จนแทบจะจำชื่อกันไม่ได้ เริ่มทำให้จำนวนวัตถุมงคลในท้องตลาดมีมากขึ้น นอกจากนี้ ปัจจัยที่มีของปลอมหรือลอกเลียนแบบเกิดขึ้นอย่างมาก ล้วนทำลายความมั่นใจและความต้องของผู้ต้องการหาซื้อ สิ่งเหล่านี้จะผลักดันทำให้ราคาของวัตถุมงคล จตุคาม รามเทพ ลดลงมา ตามกลไกของตลาด
ซึ่งหากเหตุการณ์เป็นเช่นนั้นจริง ผู้เขียนรู้สึกกังวล กับคำกล่าวที่ว่า “มึงมีกู ไม่มีจน” หรือการตั้งชื่อวัตถุมงคล จตุคาม รุ่นต่างๆ เช่น รุ่นเงินไหลมาเทมา รุ่นโคตรเศรษฐี ปีมหามงคล คำกล่าวเหล่านั้นคงจะเป็นจริงแน่นอน สำหรับพ่อค้าและผู้ที่ทำธุรกิจในการปล่อยเช่าวัตถุมงคลเหล่านั้นได้ ที่ในเวลานี้ ไม่รู้ว่ารวยกันไปเท่าไหร่แล้ว แต่สำหรับชาวบ้านอย่างเราๆ ท่านๆ ถ้าต้องเสียเงินซื้อวัตถุมงคล เป็นหลักหมื่น หลักแสน เลยไปจนถึงหลักล้าน ทั้งๆที่รู้อยู่ว่า ราคาสูงเกินจริงไปมาก อีกทั้งยังต้องมาเสี่ยงกับของจริงหรือของปลอมอีก คงจะจนลงแน่ๆครับ
ภายใต้ยุคเศรษฐกิจพอเพียง ที่ตัวเลขประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจปรับลดลงแทบทุกเดือน แถมราคาน้ำมันกลับเพิ่มขึ้นจนเกือบจะ 30 บาทอยู่แล้ว ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่จะต้องกลับมาคิดทบทวนว่าเพราะเหตุใด สังคมในวันนี้จึงอ่อนแอ และให้ความสำคัญแก่วัตถุมงคลจนมากเกินพอดี การแสวงหาวัตถุมงคล แล้วต้องเสียเงินเป็นจำนวนมาก จะส่งผลดีต่อชีวิตและก่อให้เกิดความสุขที่แท้จริง มันเป็นอย่างนั้นจริงแท้แน่หรือ?
* “มึงมีกู ไม่มีจน” ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 3 พ.ค. 2550
Thursday, April 5, 2007
การปฎิรูประบบการประกันสุขภาพของผู้ว่าการรัฐกล้ามโต*
มีข่าวหนึ่งที่น่าสนใจทีเดียวเกิดขึ้นในต่างแดน คือ เรื่องการปฎิรูประบบการประกันสุขภาพที่กำลังถูกจุดประกายเกิดขึ้นในบางมลรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกาและอาจมีแนวโน้มจะขยายวงกว้างขึ้นทั่วสหรัฐ ก่อนอื่น ผมขอกล่าวถึงระบบการประกันสุขภาพของประเทศสหรัฐอเมริกาแบบคร่าวๆก่อน
ระบบการประกันสุขภาพของประเทศสหรัฐอเมริกามีด้วยกันหลายรูปแบบ มีทั้งระบบภาครัฐและระบบภาคเอกชน โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระบบหลักคือ 1) การประกันสุขภาพภาคเอกชนผ่านการจ้างงาน 2) การประกันสุขภาพภาคเอกชนส่วนบุคคล 3) การประกันสุขภาพภาครัฐแก่ผู้สูงอายุ (Medicare) ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง และ 4) การประกันสุขภาพภาครัฐแก่ผู้มีรายได้น้อย (Medicaid) ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น
ถึงแม้ประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีระบบประกันสุขภาพอยู่หลายระบบก็ตาม แต่ในปัจจุบัน ยังมีประชาชนสหรัฐอเมริกา กว่า 47 ล้านคนที่ยังไม่มีประกันทางสุขภาพ คิดเป็นสัดส่วนถึงหนึ่งในหกของประชากรทั้งหมด แต่ทั้งนี้ตามกฎหมายของสหรัฐแล้ว โรงพยาบาลต่างๆจะต้องดูแลรักษา ผู้ป่วยที่มาใช้บริการจากห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน แม้ผู้ป่วยเหล่านี้จะไม่มีหลักประกันทางสุขภาพใดๆเลยก็ตาม
แน่นอนครับ ของฟรีมักจะมีปัญหาติดตามมาด้วยเสมอ ปัญหาพื้นฐานที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้แก่ หนึ่ง ผู้ป่วยที่ไม่มีประกันสุขภาพที่มารักษาฟรี มักไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ดีนัก เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่มีประกันสุขภาพ ซึ่งผมว่าปัญหานี้คงเป็นปัญหาที่คล้ายคลึงกันในหลายประเทศ (รวมถึงประเทศไทย) และอีกปัญหาหนึ่งที่สำคัญคือ เมื่อมีการให้บริการรักษาฟรีแก่ผู้ที่ไม่มีประกันสุขภาพแล้ว ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าวที่เกิดขึ้น สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ในหลายๆ ประเทศที่ใช้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health-care Insurance) ภาครัฐจะเข้าไปให้เงินอุดหนุนแก่โรงพยาบาลที่ให้บริการ ซึ่งแน่นอนครับ เงินอุดหนุนเหล่านั้น คงมาจากที่อื่นๆไม่ได้นอกไปเสียจากเงินภาษีของประชาชน
ในกรณีของระบบประกันสุขภาพของสหรัฐที่ไม่ได้ใช้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเหมือนประเทศอื่นๆ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเหล่านั้นส่วนหนึ่ง โรงพยาบาลจะผลักภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปยังผู้ป่วยที่มีประกันสุขภาพ จึงไม่น่าแปลกใจครับ ที่ค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นในสหรัฐจึงมีราคาแพงมาก ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือ ค่าประกันสุขภาพจึงมีราคาสูง สุดท้ายผู้ที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเหล่านั้นจริงๆ ก็หนีไม่พ้นประชาชนที่ซื้อประกันสุขภาพในราคาแพงกว่าที่ควรจะเป็นนั่นเอง
สำหรับการปฎิรูประบบประกันสุขภาพที่กำลังเกิดขึ้นในบางมลรัฐของสหรัฐ ที่ผมกล่าวถึงตอนต้นคือ การบังคับให้ประชาชนทุกคนที่อยู่ในรัฐนั้นมีการประกันสุขภาพ โดยจุดเริ่มต้นของแนวนโยบายดังกล่าวเริ่มต้นที่มลรัฐ Massachusetts ซึ่งมีคุณ Mitt Romney เป็นผู้ว่าการรัฐ ซึ่งเขาได้กำหนดให้นับแต่เดือนกรกฎาคมนี้เป็นต้นไป ประชาชนทุกคน จะต้องมีการประกันสุขภาพ หากใครที่ไม่มีการประกันสุขภาพจะถูกปรับ
แน่นอนครับสำหรับประชาชนที่มีรายได้น้อยและไม่สามารถซื้อประกันด้วยตนเองได้ รัฐจะต้องเข้าไปช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อประกันเหล่านั้น ซึ่งแนวนโยบายดังกล่าวได้รับการขานรับจากมลรัฐอื่นๆ ซึ่งรวมถึงมลรัฐ California ของผู้ว่าการรัฐกล้ามโต Arnold Schawarzenegger
แน่นอนครับสำหรับประชาชนที่มีรายได้น้อยและไม่สามารถซื้อประกันด้วยตนเองได้ รัฐจะต้องเข้าไปช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อประกันเหล่านั้น ซึ่งแนวนโยบายดังกล่าวได้รับการขานรับจากมลรัฐอื่นๆ ซึ่งรวมถึงมลรัฐ California ของผู้ว่าการรัฐกล้ามโต Arnold Schawarzenegger
ผมเองก็คิดว่านโยบายดังกล่าว มีความน่าสนใจมากทีเดียว และมีข้อดีอยู่หลายข้อด้วยกัน หนึ่งในข้อดีคือ จะสามารถแก้ปัญหา การเลือกโดยได้รับผลตรงข้าม (Adverse Selection) ในธุรกิจประกันสุขภาพให้หมดลงไปได้
ผมขออนุญาตอธิบายถึงปัญหา Adverse Selection ให้ผู้อ่านได้รับทราบพอสังเขป ปัญหา Adverse Selection เป็นหนึ่งในปัญหาที่เกิดจากความล้มเหลวของกลไลตลาด (Market Failure) โดยหากปล่อยให้ให้ตลาดทำงานด้วยตัวของมันเอง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจสร้างปัญหาต่อสังคมขึ้น เช่น หากปล่อยให้ประชาชนตัดสินใจเองว่าจะซื้อประกันสุขภาพหรือไม่ ประชาชนส่วนใหญ่ที่มีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง ก็จะตัดสินใจไม่ซื้อประกันสุขภาพ เพราะคนกลุ่มนี้มีโอกาสน้อยในขณะนั้นน้อยที่จะได้ใช้บริการทางการแพทย์ แต่ในขณะเดียวกันคนอีกกลุ่มหนึ่งที่จะตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพ จะเป็นกลุ่มคนที่มีสุขภาพไม่สมบูรณ์นัก คนกลุ่มนี้จะมีโอกาสในการใช้บริการสุขภาพมากนั่นเอง ผลลัพท์ที่เกิดขึ้นตามมาคือ เมื่อคนแข็งแรงไม่ซื้อประกัน มีแต่คนสุขภาพไม่ดีมาซื้อประกัน บริษัทผู้ขายประกันก็จะขายประกันสุขภาพในราคาแพงกว่าที่ควรเป็น ซึ่งจะยิ่งทำให้ผู้ที่มีสุขภาพดี ตัดสินใจไม่ซื้อประกันสุขภาพ หรือไม่ก็ บริษัทผู้ขายประกันอาจไม่ยินดีขายประกันแก่ผู้ที่มีแนวโน้มว่าจะมีความเสี่ยงมาก ตัวเหตุผลดังกล่าว การปล่อยให้ตลาดทำงานด้วยตัวของมันเอง ผลลัพท์ที่เกิดขึ้นอาจไม่เป็นส่งผลดีต่อสังคมนัก
นโยบายการปฎิรูประบบประกันสุขภาพที่นำเสนอโดยผู้ว่าการรัฐ Mitt Romney และ Arnold Schawarzenegger จะแก้ปัญหา Adverse Selection ที่มีลงได้ เพราะทั้งกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงและความเสี่ยงต่ำจะต้องซื้อประกันสุขภาพด้วยกันทั้งสิ้น และทีนี้ครับ เราก็สามารถปล่อยให้กลไกตลาดทำงานด้วยตัวของมันเองได้ ผลลัพท์ที่ได้ จะทำให้ประชาชนสามารถซื้อประกันสุขภาพในราคาที่ถูกลงและเกิดความเป็นธรรมยิ่งขึ้นนั่นเอง
แน่นอนครับนโยบายการปฎิรูปดังกล่าว ไม่ใช่ว่าจะเป็นนโยบายที่ไร้ปัญหา ปัญหาที่เกิดขึ้นในทางปฎิบัติที่สำคัญปัญหาหนึ่งคือ รัฐจะหาแหล่งเงินทุนจากที่ใด มาใช้ในการอุดหนุนช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อยให้สามารถมีประสุขภาพได้ ปัญหานี้ค่อนข้างรุนแรงครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีของมลรัฐ California ที่มีประชากรกว่า 6.5 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน หนึ่งในห้าของประชากรทั้งหมด ที่ปัจจุบันยังไม่มีหลักประกันสุขภาพ ผู้ว่าการรัฐกล้ามโตจะสามารถแก้ปัญหาที่สำคัญนี้ได้อย่างไร ตรงนี้เราคงต้องติดตามดูกันต่อไปครับ
* "การปฎิรูประบบการประกันสุขภาพของผู้ว่าการรัฐกล้ามโต" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 5 เม.ย. 2550
Thursday, September 7, 2006
ใครควรเป็นผู้ลงทุนในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ ?*
เมื่อกล่าวถึงหลักการที่จะทำให้การบริหารโครงการขนาดใหญ่ของรัฐประสบผลสำเร็จและดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ คงจำเป็นต้องพิจารณาองค์ประกอบหลายๆด้านไปพร้อมกัน ซึ่งในที่นี้เราคงไม่สามารถที่จะกล่าวคลอบคลุมองค์ประกอบต่างๆได้หมด โดยประเด็นที่อยากกล่าวถึงคือ ลักษณะของแหล่งเงินทุนที่ใช้ในการไฟแนนซ์โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่า วิธีการไฟแนนซ์เงินลงทุนที่แตกต่างกันมีผลต่อการบริหารโครงการที่แตกต่างด้วยเช่นกัน
การไฟแนนซ์เงินทุนที่ใช้ในโครงการต่างๆ ของรัฐ โดยส่วนใหญ่แล้วมีแหล่งเงินทุนที่สำคัญอยู่ 2 แหล่งหลักคือ การลงทุนโดยภาครัฐเป็นผู้ลงทุนโดยตรง และการลงทุนโดยภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุน หนึ่งในข้อดีที่สำคัญของการที่ภาครัฐเป็นผู้ลงทุนคือ สามารถเพิ่มความเชื่อมั่นในด้านผลประโยชน์ที่สังคมจะได้รับจากโครงการ เนื่องจากโครงการอยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากภาครัฐ แต่ทั้งนี้ในหลายๆโครงการพบว่า ภาครัฐมีเงินไม่เพียงพอที่จะสามารถลงทุนได้เองทั้งหมด ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องไปกู้เงินลงทุนมาเองโดยตรงเพื่อใช้ในการไฟแนนซ์โครงการเหล่านั้น การกู้เงินโดยภาครัฐ ซึ่งภาครัฐทำหน้าที่เป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ที่ใช้ในการลงทุน ในมุมมองของผู้ให้กู้ การค้ำประกันดังกล่าวเป็นการลดความเสี่ยงของโครงการที่มีต่อผู้ให้กู้ลง เนื่องจากแม้ว่าโครงการจะไปไม่รอด ภาครัฐก็สามารถหารายได้ส่วนอื่นๆมาใช้ เช่น รายได้จากภาษี มาใช้ในการชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวได้ ดังนั้นความเสี่ยงต่อการปล่อยกู้จึงค่อนข้างต่ำ
แต่ในความเป็นจริง การที่ภาครัฐเข้าไปค้ำประกันเงินกู้ที่ใช้ในการลงทุน มิได้เป็นการลดความเสี่ยงของโครงการที่จะเกิดขึ้นแต่อย่างใด ในทางกลับกัน กลับเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับโครงการ เนื่องจากการค้ำประกันเงินกู้ของรัฐเป็นการผลักภาระความเสี่ยงที่เกิดขึ้นโดยตรงจากโครงการไปสู่ประชาชนผู้เสียภาษี เพราะประชาชนเป็นเจ้าของเงินทุนที่แท้จริง แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เจ้าของเงินทุนที่แท้จริง หรือประชาชนผู้เสียภาษีมักไม่มีโอกาสในการเข้ามาตรวจสอบถึงการดำเนินงานและความเหมาะสมของโครงการ ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้น โครงการที่มีการค้ำประกันเงินกู้จากรัฐ กลับทำให้การตรวจสอบโครงการจากผู้ให้กู้เช่น สถาบันการเงินต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่าโครงการที่ไม่มีการค้ำประกันเงินกู้จากภาครัฐ ดังนั้นความเสี่ยงของโครงการที่ภาครัฐค้ำประกันเงินกู้จึงมีโอกาสสูงกว่าโครงการที่ไม่ได้มีการค้ำประกันเงินกู้ไว้ อย่างไม่อาจปฎิเสธได้
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับกรณีที่ โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐโดยได้มีการนำเอาภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุน โดยที่รัฐไม่ต้องค้ำประกันเงินกู้ทั้งหมด แม้จะดูมีความเสี่ยงสูงขึ้นในมุมมองของผู้ให้กู้เงินทุน จากความเสี่ยงที่มากขึ้น มีการตรวจสอบโครงการจากผู้ให้กู้ก็จะมีความเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งเมื่อปล่อยกลไกตลาดทำงาน โดยมีการตรวจสอบมากขึ้นจากภาคเอกชน สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้โครงการดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาระความเสี่ยงของโครงการที่มีต่อประชาชนผู้เสียภาษีลง นอกจากนี้ยังช่วยลดปัญหาของความไม่โปร่งใสของโครงการ เนื่องจากการภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ การลงทุนโดยภาคเอกชน จะเพิ่มความเชื่อมั่นในแง่ของการแข่งขัน และเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการบริหารโครงการ
ดังนั้นโดยสรุปแล้ว โครงการที่ดีควรเกิดจากการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ภาครัฐควรลดบทบาทในการค้ำประกันเงินกู้ลง โดยเงินกู้ส่วนหนึ่งควรมาจากเงินกู้ของภาคเอกชน ซึ่งไม่ได้รับการค้ำประกันจากภาครัฐ เพื่อให้โครงการดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีการตรวจสอบจากภาคเอกชน รวมถึงเป็นการลดความเสี่ยงของโครงการที่มีต่อประชาชนลง โดยที่รัฐยังสามารถทำหน้าที่ในการกำกับ ดูแล และรักษาผลประโยชน์ของประชาชนไว้ได้ นอกจากนี้ข้อมูลของโครงการควรนำมาเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับทราบ เพราะประชาชนผู้เสียภาษีมักไม่ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาโครงการ ซึ่งในบางกรณีการขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนจะนำไปสู่ปัญหาการต่อต้านโครงการเหล่านั้นต่อมาในภายหลัง ดังนั้นความร่วมมือระหว่างภาคประชาชนและภาครัฐควรมีตั้งแต่เริ่มพิจารณาโครงการ
* "ใครควรเป็นผู้ลงทุนในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ ?" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 7 ก.ย. 2549
การไฟแนนซ์เงินทุนที่ใช้ในโครงการต่างๆ ของรัฐ โดยส่วนใหญ่แล้วมีแหล่งเงินทุนที่สำคัญอยู่ 2 แหล่งหลักคือ การลงทุนโดยภาครัฐเป็นผู้ลงทุนโดยตรง และการลงทุนโดยภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุน หนึ่งในข้อดีที่สำคัญของการที่ภาครัฐเป็นผู้ลงทุนคือ สามารถเพิ่มความเชื่อมั่นในด้านผลประโยชน์ที่สังคมจะได้รับจากโครงการ เนื่องจากโครงการอยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากภาครัฐ แต่ทั้งนี้ในหลายๆโครงการพบว่า ภาครัฐมีเงินไม่เพียงพอที่จะสามารถลงทุนได้เองทั้งหมด ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องไปกู้เงินลงทุนมาเองโดยตรงเพื่อใช้ในการไฟแนนซ์โครงการเหล่านั้น การกู้เงินโดยภาครัฐ ซึ่งภาครัฐทำหน้าที่เป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ที่ใช้ในการลงทุน ในมุมมองของผู้ให้กู้ การค้ำประกันดังกล่าวเป็นการลดความเสี่ยงของโครงการที่มีต่อผู้ให้กู้ลง เนื่องจากแม้ว่าโครงการจะไปไม่รอด ภาครัฐก็สามารถหารายได้ส่วนอื่นๆมาใช้ เช่น รายได้จากภาษี มาใช้ในการชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวได้ ดังนั้นความเสี่ยงต่อการปล่อยกู้จึงค่อนข้างต่ำ
แต่ในความเป็นจริง การที่ภาครัฐเข้าไปค้ำประกันเงินกู้ที่ใช้ในการลงทุน มิได้เป็นการลดความเสี่ยงของโครงการที่จะเกิดขึ้นแต่อย่างใด ในทางกลับกัน กลับเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับโครงการ เนื่องจากการค้ำประกันเงินกู้ของรัฐเป็นการผลักภาระความเสี่ยงที่เกิดขึ้นโดยตรงจากโครงการไปสู่ประชาชนผู้เสียภาษี เพราะประชาชนเป็นเจ้าของเงินทุนที่แท้จริง แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เจ้าของเงินทุนที่แท้จริง หรือประชาชนผู้เสียภาษีมักไม่มีโอกาสในการเข้ามาตรวจสอบถึงการดำเนินงานและความเหมาะสมของโครงการ ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้น โครงการที่มีการค้ำประกันเงินกู้จากรัฐ กลับทำให้การตรวจสอบโครงการจากผู้ให้กู้เช่น สถาบันการเงินต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่าโครงการที่ไม่มีการค้ำประกันเงินกู้จากภาครัฐ ดังนั้นความเสี่ยงของโครงการที่ภาครัฐค้ำประกันเงินกู้จึงมีโอกาสสูงกว่าโครงการที่ไม่ได้มีการค้ำประกันเงินกู้ไว้ อย่างไม่อาจปฎิเสธได้
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับกรณีที่ โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐโดยได้มีการนำเอาภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุน โดยที่รัฐไม่ต้องค้ำประกันเงินกู้ทั้งหมด แม้จะดูมีความเสี่ยงสูงขึ้นในมุมมองของผู้ให้กู้เงินทุน จากความเสี่ยงที่มากขึ้น มีการตรวจสอบโครงการจากผู้ให้กู้ก็จะมีความเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งเมื่อปล่อยกลไกตลาดทำงาน โดยมีการตรวจสอบมากขึ้นจากภาคเอกชน สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้โครงการดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาระความเสี่ยงของโครงการที่มีต่อประชาชนผู้เสียภาษีลง นอกจากนี้ยังช่วยลดปัญหาของความไม่โปร่งใสของโครงการ เนื่องจากการภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ การลงทุนโดยภาคเอกชน จะเพิ่มความเชื่อมั่นในแง่ของการแข่งขัน และเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการบริหารโครงการ
ดังนั้นโดยสรุปแล้ว โครงการที่ดีควรเกิดจากการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ภาครัฐควรลดบทบาทในการค้ำประกันเงินกู้ลง โดยเงินกู้ส่วนหนึ่งควรมาจากเงินกู้ของภาคเอกชน ซึ่งไม่ได้รับการค้ำประกันจากภาครัฐ เพื่อให้โครงการดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีการตรวจสอบจากภาคเอกชน รวมถึงเป็นการลดความเสี่ยงของโครงการที่มีต่อประชาชนลง โดยที่รัฐยังสามารถทำหน้าที่ในการกำกับ ดูแล และรักษาผลประโยชน์ของประชาชนไว้ได้ นอกจากนี้ข้อมูลของโครงการควรนำมาเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับทราบ เพราะประชาชนผู้เสียภาษีมักไม่ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาโครงการ ซึ่งในบางกรณีการขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนจะนำไปสู่ปัญหาการต่อต้านโครงการเหล่านั้นต่อมาในภายหลัง ดังนั้นความร่วมมือระหว่างภาคประชาชนและภาครัฐควรมีตั้งแต่เริ่มพิจารณาโครงการ
* "ใครควรเป็นผู้ลงทุนในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ ?" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 7 ก.ย. 2549
Subscribe to:
Comments (Atom)