Thursday, October 4, 2012

Tuesday, October 2, 2012

“SPLOST”... ตัวอย่างกฎหมายรายจ่ายลงทุนที่ประเทศไทยควรมี*

การนำเสนอโครงการรายจ่ายลงทุนที่นำไปสู่การเพิ่มภาระใหม่ให้แก่ประชาชนของประเทศที่พัฒนาแล้วในหลายๆ ที่พบว่า มีการพัฒนาไปค่อนข้างไกลมากและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่า โครงการเหล่านั้นเป็นโครงการที่คุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่? ตัวอย่างที่ผมจะขอนำเสนอในวันนี้ ได้แก่ โปรแกรม SPLOST ที่ถูกนำมาใช้แล้วในรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โดย SPLOST เป็นคำย่อมาจาก a Special Purpose Local Option Sales Tax ซึ่งคือ การเก็บภาษีขายพิเศษ (เพิ่มเติมจากที่จัดเก็บเดิม) ที่มีวัตถุประสงค์ในการนำเงินภาษีที่ได้ไปใช้ในการลงทุนทางโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ แต่เนื่องจากเป็นการจัดเก็บภาษีพิเศษกับประชาชน โปรแกรม SPLOST จึงมีลักษณะเด่นที่สำคัญคือ โครงการลงทุนที่ถูกนำเสนอมานั้นจะต้องได้รับการเห็นชอบจากประชาชนส่วนใหญ่ผ่านการออกเสียงประชามติ ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องนำเสนอถึงระยะเวลาในการจัดเก็บภาษีขายพิเศษที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี (ถ้าเกินกว่านี้ ก็จะต้องผ่านความเห็นชอบของประชาชนในการขยายเวลาของโครงการอีกครั้งหนึ่ง) และรายละเอียดของโครงการลงทุนต่างๆ ที่นำเงินไปใช้ เพื่อให้ประชาชนสามารถพิจารณาถึงประโยชน์และต้นทุนของโครงการลงทุนที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง

โปรแกรม SPLOST ถูกผ่านมาออกเป็นกฎหมายในปี ค.ศ. 1985 และถูกนำมาใช้แล้วหลายครั้งด้วยกัน(*) ซึ่งล่าสุดที่พึ่งผ่านการออกเสียงประชามติ ณ วันที่ 31 กรกฏาคมที่ผ่านมา ได้แก่ กฎหมายการลงทุนในระบบขนส่งของรัฐจอร์เจียที่ถูกนำเสนอออกมาในปี ค.ศ. 2010 (the 2010 Transportation Investment Act หรือ T-SPLOST) ทั้งนี้เนื่องจาก มูลค่ารายจ่ายทางด้านระบบขนส่งต่อหัวประชากรของรัฐจอร์เจียอยู่ในระดับที่ต่ำสุดเมื่อเทียบกับรัฐอื่นๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา (ยกเว้นรัฐเทนเนซซี) ซึ่งทำให้ระบบขนส่งของรัฐจอร์เจียค่อนข้างล่าช้าและตามหลังรัฐอื่นๆ เป็นอย่างมาก รัฐบาลท้องถิ่นของรัฐจอร์เจียจึงได้ให้ความสำคัญกับการลงทุนทางด้านระบบขนส่ง ที่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนใหม่เป็นจำนวนมาก รัฐบาลท้องถิ่นของรัฐจอร์เจียจึงได้เสนอให้มีการเก็บภาษีขายพิเศษเพิ่มขึ้นจากเดิมในอัตราร้อยละ 1% เพื่อใช้ในการไฟแนนซ์โครงการลงทุนเหล่านั้น โดยมีระยะเวลาของการดำเนินโปรแกรมไม่เกิน 10 ปี ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีเงินลงทุนเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 20,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 6 แสนล้านบาท) ในช่วงระยะเวลา 10 ปีดังกล่าว

แม้ว่ารัฐบาลท้องถิ่นของรัฐจอร์เจียจะมองเห็นถึงความสำคัญจากการลงทุนเพียงใด ผลของการออกเสียงประชามติที่เกิดขึ้นกลับปรากฎว่า ใน 9 จาก 12 เขตพื้นที่ของรัฐจอร์เจีย ประชาชนส่วนใหญ่ลงคะแนนเสียงไม่รับกฎหมายการลงทุนในระบบขนส่งฉบับนี้ แต่ที่น่าแปลกใจคือ ในพื้นที่เมือง Atlanta (เมืองหลวงของรัฐจอร์เจีย) ซึ่งน่าจะเป็นเขตพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลงทุน ประชาชนในพื้นที่กว่า 63% ของประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงกลับลงคะแนนเสียงคัดค้านกฎหมายการลงทุนในระบบขนส่งฉบับนี้ เพราะส่วนหนึ่งมองว่าการลงทุนในระบบขนส่งหลายโครงการที่นำเสนอมีมูลค่าที่สูงเกินไป และไม่คุ้มค่าเงินภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม

ทั้งนี้ไม่ว่าผลของการออกเสียงประชามติจะเป็นเช่นใด สิ่งที่ดีที่สุดที่เห็นจากโปรแกรม SPLOST คือ ประชาชนได้เป็นผู้ตัดสินใจเองในโครงการลงทุนที่จำเป็นต้องใช้เงินนอกเหนือไปจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล ซึ่งประชาชนจะต้องพิจารณาถึงผลประโยชน์และต้นทุนที่เกิดขึ้นจากโครงการลงทุนที่ถูกนำเสนออย่างรอบคอบ หากประโยชน์ที่ได้รับมีมากกว่ารายจ่ายภาษีขายที่เพิ่มขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่ก็จะลงมติสนับสนุนโครงการ แต่ถ้าไม่ ผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่ปรากฎให้เห็นในครั้งนี้ รัฐบาลท้องถิ่นของจอร์เจียจะต้องนำข้อเสนอกลับไปทบทวนหรือพิจารณาใหม่ แล้วค่อยนำกลับไปเสนอให้แก่ประชาชนตัดสินใจอีกครั้งหนึ่งในอนาคต

หากมองกลับมาที่ประเทศไทยก็จะพบกับความเหมือนและความแตกต่างกันบางอย่างกับตัวอย่างของรัฐบาลท้องถิ่นของรัฐจอร์เจียข้างต้น รัฐบาลไทยเองก็เช่นเดียวกันได้มองเห็นถึงความสำคัญในการลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศและกำลังเร่งผลักดันแผนการลงทุนในโครงการสร้างอนาคตประเทศด้วยวงเงินกว่า 2.27 ล้านล้านบาท ที่อาจนำไปสู่การก่อหนี้สาธารณะครั้งใหม่ของประเทศที่อาจสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท แต่สิ่งที่แตกต่างคือ รัฐบาลไทยไม่ได้นำเสนอถึงวิธีการและระยะเวลาในการชำระหนี้สาธารณะที่ก่อขึ้นจากการลงทุนในครั้งนี้ การนำเสนอโครงการลงทุนที่เกิดขึ้นจึงเป็นการนำเสนอด้านเดียวคือ ในด้านผลประโยชน์ของโครงการ แต่ในด้านต้นทุนของโครงการที่เกิดขึ้นอาจสามารถกล่าวได้ว่าถูกละเลยไปอย่างสิ้นเชิง

ด้วยลักษณะของการให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์เช่นนี้ อาจทำให้ประชาชนไม่ได้ตระหนักถึงต้นทุนที่แท้จริงของโครงการที่จะเกิดขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การลงทุนของภาครัฐที่มากจนเกินไป ไม่คุ้มค่า และไม่เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ของประเทศ รัฐบาลเองก็ไม่ต้องรับผิดชอบต่อหนี้ใหม่ที่ได้ก่อขึ้น เพราะสามารถใช้วิธีการผลักภาระไปให้กับคนรุ่นหลังต่อไปเรื่อยๆ ดังนั้นในช่วงเวลานี้ จึงอาจมีความสำคัญและจำเป็นอย่างมากที่ประเทศไทยควรต้องมีกฎหมายที่คล้ายๆ กับกฎหมาย SPLOST ที่บังคับให้ภาครัฐนำเสนอข้อมูลอย่างครบถ้วนสำหรับโครงการที่ต้องใช้เงินลงทุนที่นอกเหนือไปจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีโดยปกติให้ประชาชนได้รับทราบ ซึ่งอาจรวมไปถึงการให้อำนาจแก่ประชาชนด้วยการออกเสียงประชามติในการพิจารณาอนุมัติโครงการลงทุนที่ต้องเกี่ยวข้องกับการออกกฎหมายหรือพรบ. กู้เงินพิเศษ อาทิเช่น “ท่านจะลงมติสนับสนุนโครงการลงทุนสร้างอนาคตประเทศไทย 2.27 ล้านล้านบาท ที่ใช้วิธีการไฟแนนซ์ด้วยการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจากเดิมที่จัดเก็บในอัตราร้อยละ 7 มาเป็นอัตราร้อยละ 10 เป็นระยะเวลา 10 ปีต่อจากนี้ไปหรือไม่?”


หมายเหตุ
(*) รายละเอียดเพิ่มเติมของโปรแกรม SPLOST สามารถอ่านได้จาก
 http://www.accg.org/library/SPLOST_guidebook.pdf

 * "“SPLOST”... ตัวอย่างกฎหมายรายจ่ายลงทุนที่ประเทศไทยควรมี" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 1 ต.ค. 2555

Monday, September 10, 2012

Monday, August 6, 2012

โครงการสร้างอนาคตประเทศ 2.27 ล้านล้านบาท??*

แผนการลงทุนในโครงการสร้างอนาคตประเทศด้วยวงเงินกว่า 2.27 ล้านล้านบาทที่รัฐบาลกำลังผลักดันออกมานั้น เกี่ยวข้องกับการก่อหนี้สาธารณะครั้งใหม่ของประเทศที่อาจสูงถึง 1.6-2.0 ล้านล้านบาทกันเลยทีเดียว ซึ่งเรื่องนี้ มีหลายประเด็นที่สมควรถูกกล่าวถึง แต่ในวันนี้ ผมขอยกเพียงสองประเด็นที่สำคัญก่อน คือ

หนึ่ง โครงการลงทุนส่วนใหญ่ที่ถูกนำเสนอออกมานั้น เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ อาทิเช่น การลงทุนในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง หรือการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทางราง ซึ่งล้วนแต่เป็นโครงการที่ดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว คงไม่มีนักวิชาการท่านไหนออกมาแย้งรัฐบาลว่า โครงการเหล่านี้ไม่สมควรจะเกิดขึ้น แต่ทั้งนี้ประเด็นที่รัฐบาลควรจะพิจารณามากกว่านี้ คือ การจัดลำดับความสำคัญของโครงการ กล่าวคือ แม้ทุกโครงการที่ถูกนำเสนอจะเป็นโครงการที่ดี แต่ก็ไม่จำเป็นที่ทุกโครงการจะต้องถูกผลักดันออกมาให้ได้ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยโครงการไหนที่มีลำดับความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศน้อยก็อาจต้องรอไปก่อน เพื่อไม่ให้เกิดภาระทางการคลังที่มากจนเกินไปกับประเทศ

นอกจากนี้ รัฐบาลควรจะพิจารณาต่อไปว่า ยังมีวิธีการอื่นอีกหรือไม่? ที่โครงการลงทุนเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องใช้วิธีการก่อหนี้ใหม่ อาทิเช่น นโยบายประชานิยมที่ถูกผลักดันออกมาอย่างมากมายอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในช่วงที่ผ่านมา หลายโครงการออกมาโดยมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองเป็นหลัก แต่กลับทำลายระบบการทำงานของกลไกตลาด รวมถึงการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย อาทิเช่น นโยบายการรับจำนำสินค้าเกษตร ซึ่งรัฐบาลต้องใช้งบประมาณในแต่ละปีหลายแสนล้านบาท หากสามารถยกเลิกโครงการที่สร้างความเสียหายต่อระบบตลาด หรือหากรัฐบาลสามารถลดรายจ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพลงได้บ้าง ก็จะสามารถประหยัดงบประมาณในแต่ละปีได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งงบประมาณที่ประหยัดได้เหล่านี้ก็สามารถนำมาใช้ลงทุนในโครงการสร้างอนาคตประเทศไทย โดยไม่ต้องใช้วิธีการก่อหนี้ใหม่เพิ่ม

สอง ที่มาของการกำหนดวงเงินลงทุน 2.27 ล้านล้านบาทนั้น มาได้อย่างไร? เป็นที่น่าสังสัยว่า ตัวเลขนี้อาจมาจากการพิจารณาระดับหนี้สาธารณะขั้นสูงสุดที่สามารถก่อใหม่ได้และยังอยู่ภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ เพราะหลายหน่วยงานภาครัฐ (อาทิเช่น ท่านรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) ได้ออกมากล่าวถึงแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 2.27 ล้านล้านบาทว่า หากดำเนินการได้ตามแผน หนี้สาธารณะจะปรับเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 58 ต่อ GDP ซึ่งเป็นระดับที่บังเอิญ (?) จะใกล้เคียงกันกับระดับหนี้สาธารณะขั้นสูงที่กำหนดไว้ภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลังของประเทศไทย ซึ่งกำหนดให้สัดส่วนยอดหนี้สาธารณะคงค้างต่อ GDP ไม่เกินร้อยละ 60

ตัวเลขของระดับหนี้สาธารณะที่ใกล้เคียงกันนี้ เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญหรือความตั้งใจของผู้กำหนดนโยบายกันแน่? หากเป็นความบังเอิญที่ตัวเลขใกล้เคียงกัน ก็คงน่ากังวลน้อยกว่าหากเป็นความตั้งใจของผู้กำหนดนโยบาย เพราะอย่างน้อยวงเงินของแต่ละโครงการลงทุนที่ถูกนำเสนอให้พิจารณาในตอนนี้ คงใกล้เคียงกันกับความต้องเงินลงทุนที่ต้องใช้ในโครงการที่แท้จริง แต่ถ้าหากว่า ตัวเลขการก่อหนี้สาธารณะใหม่ที่เกิดขึ้นนี้เป็นความตั้งใจของผู้กำหนดนโยบายที่จงใจเล่นกับตัวเลข โดยมีเป้าหมายให้เงินลงทุนที่เกิดขึ้นมีมูลค่าสูงสุด แต่ยังอยู่ภายใต้กรอบ (หรือกฎ) ทางการคลังที่มี ประเทศไทยคงอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง ที่มีผู้กำหนดนโยบายที่แสวงหาประโยชน์จากกรอบของกฎหมายที่มีอยู่ในการกำหนดนโยบายรายจ่ายของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการก่อหนี้สาธารณะซึ่งจะกลายเป็นภาระผูกพันกับประเทศในระยะยาว

ผมเองได้กล่าวมาแล้วหลายครั้งในสื่อต่างๆ และในเวทีสัมมนาวิชาการว่า สัดส่วนยอดหนี้สาธารณะคงค้างต่อ GDP ที่กำหนดไว้ภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลังของประเทศที่ไม่เกินร้อยละ 60 แต่เพียงอย่างเดียวนั้น ไม่สามารถรับประกันได้เลยว่า ประเทศไทยจะมีฐานะทางการคลังที่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะทำให้ประเทศไม่ต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ บทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ที่ผ่านมา อาทิเช่น ประเทศสเปน ซึ่งมีระดับหนี้สาธารณะเพียงร้อยละ 53 ต่อ GDP ในปี ค.ศ. 2009 แต่ก็ยังเป็นประเทศที่ประสบปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะในช่วงเวลานี้ หรือแม้แต่วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ประเทศไทยเองก็มีระดับหนี้สาธารณะเพียงประมาณร้อยละ 15 ต่อ GDP ในปีค.ศ. 1996 และในปีค.ศ. 1997 ซึ่งเป็นปีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ระดับหนี้สาธารณะได้เพิ่มขึ้นเกินหนึ่งเท่าตัวไปอยู่ที่ระดับร้อยละ 40.2 ต่อ GDP และปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนไปสู่ระดับสูงสุดที่ร้อยละ 57.2 ในปี ค.ศ. 2001

ทั้งนี้ ระดับหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นสูงจากเดิมมากในยามที่ประเทศประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ จากภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยและการเข้าแบกรับภาระหนี้เอกชนของภาครัฐบาล ดังนั้น การพิจารณาถึงระดับหนี้สาธารณะที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับประเทศในยามที่ไม่มีปัญหาเศรษฐกิจ ควรต้องเผื่อความเสี่ยงของระดับหนี้สาธารณะที่จะเพิ่มขึ้นหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเข้าไปด้วย ผลจากงานศึกษาที่ผ่านมาพบว่า(*) ระดับหนี้สาธารณะที่เหมาะสมของประเทศที่ควรใช้กำหนดเป็นกรอบทางการคลังภายใต้เงื่อนไขของประเทศในปัจจุบันไม่ควรเกินร้อยละ 40-45 ต่อ GDP ดังนั้นการที่ผู้กำหนดนโยบายมักกล่าวถึงระดับหนี้สาธารณะในปัจจุบันว่า นโยบายการคลังที่ออกมานั้นได้รักษาวินัยการคลังของประเทศเป็นอย่างดี จริงๆแล้ว ไม่สามารถเป็นหลักประกันได้เลยว่า ประเทศไทยมีฐานะทางการคลังที่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะไม่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจแต่อย่างใด

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ที่แผนการลงทุนในโครงการสร้างอนาคตประเทศด้วยวงเงินกว่า 2.27 ล้านล้านบาทที่กำลังถูกผลักดันออกมานั้น รัฐบาลควรต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงทางเลือกต่างๆ ในการลงทุนที่ก่อให้เกิดภาระกับประเทศน้อยที่สุด นอกจากนี้ สังคมควรต้องติดตามในโครงการนี้อย่างใกล้ชิด เพราะจะเกี่ยวข้องกับเงินลงทุนเป็นจำนวนมากที่มาจากการกู้ยืม หากเกิดผิดพลาดไป แล้วเกินความสามารถของประเทศในการชำระคืนได้ โครงการสร้างอนาคตประเทศก็อาจเปลี่ยนเป็นโครงการทำลายอนาคตประเทศก็เป็นได้
อ้างอิง
(*) ศาสตรา สุดสวาสดิ์ และประสพโชค มั่งสวัสดิ์ (2555) “ระดับหนี้สาธารณะของประเทศไทยกับวิกฤติหนี้” วารสารเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 1 มีนาคม

*" โครงการสร้างอนาคตประเทศ 2.27 ล้านล้านบาท??" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 6 ส.ค. 2555

Tuesday, July 3, 2012

วิกฤตหนี้ภาครัฐยุโรป… ปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข*

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมได้เขียนบทความต่อเนื่องหลายตอนลงในหนังสือพิมพ์โพสท์ ทูเดย์เรื่องปัญหาวิกฤตหนี้ภาครัฐยุโรป(1) โดยผมได้ชี้ให้เห็นถึงข้อผิดพลาดของระบบการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปในกลุ่ม Eurozone ที่มีการใช้นโยบายทางการเงินและสกุลเงินร่วมกัน แต่ล้มเหลวที่จะบังคับให้ประเทศสมาชิกดำเนินการรักษาพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาค รวมถึงฐานะทางการคลังให้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดที่ตั้งไว้ ซึ่งได้กลายเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งของการวิกฤติหนี้ภาคยุโรปในครั้งนี้ นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ แม้เวลาจะล่วงเลยไปหลายปีแล้วก็ตาม วิกฤตหนี้ภาครัฐยุโรปก็ยังวนเวียนอยู่ และดูเหมือนว่าจะไม่มีทางจบสิ้นลงได้ ซ้ำร้ายปัญหาที่เกิดขึ้นในวันนี้กลับทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นและขยายวงกว้างขึ้นจากประเทศกรีซจนไปถึงประเทศสเปน (และอิตาลี) รัฐบาลไทยเองก็ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังจัดทำ Daily report ติดตามสถานการณ์เป็นประจำทุกวัน นอกจากนี้ ในสัปดาห์ที่แล้วท่านรมว. กระทรวงการคลังยังได้ออกมาเปิดเผยถึงแผนการรับมือวิกฤตหนี้ภาครัฐยุโรป(2) หากเกิดผลกระทบกกับประเทศไทย อาทิเช่น ในกรณีที่เกิดวิกฤติตลาดหุ้นรุนแรง ก็จะมีการจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้นเพื่อรองรับ หรือการเตรียมใช้เงินคงคลังที่มี 5.5 แสนล้านบาท เพื่อรองรับความผันผวนและปัญหาการขาดสภาพคล่อง (หากเกิดขึ้น) เป็นต้น

แต่สิ่งที่ผมยังรู้สึกไม่สบายใจที่สุดในเรื่องปัญหาวิกฤตหนี้ภาครัฐยุโรป คือ แม้เวลาจะผ่านจากจุดเริ่มต้นไปนานมากแล้ว วิกฤตหนี้ภาครัฐยุโรปก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง ตรงจุดที่ตรงต้นตอของปัญหา (ที่เกิดจากระบบการรวมกลุ่มเศรษฐกิจที่มีการใช้สกุลเงินยูโรร่วมกัน) นอกจากปัญหาที่เกิดจากระบบการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่มีข้อผิดพลาด ดังที่ผมได้กล่าวข้างต้นแล้ว สาเหตุของปัญหาอีกส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ประเทศสมาชิกในกลุ่มยูโรโซนได้ใช้ประโยชน์จากการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศในอัตราที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้เงินทุนไหลเข้าในประเทศเป็นจำนวนมาก และผลักดันให้ราคาสินค้า (รวมถึงเงินเฟ้อ) และค่าจ้างแรงงานเพิ่มสูงขึ้น จนเกินกว่ารายได้เพิ่มที่เกิดขึ้นจากการใช้ปัจจัยการผลิตนั้น (Marginal revenue product) ซึ่งทำให้ประเทศสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปโดยที่ไม่สามารถใช้กลไกของอัตราแลกเปลี่ยนในการปรับตัวได้ (เนื่องจากใช้สกุลร่วมกันกับประเทศอื่นๆ) สุดท้ายฟองสบู่ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นก็แตก

นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังอย่างนาย พอล ครุกแมน (Paul Krugman) ก็ได้แสดงความคิดเห็นถึง วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศกรีซ ในหนังสือพิมพ์ New York Times ในเดือนที่แล้วว่า(3) แม้จะได้รัฐบาลภายใต้การนำของนาย Antonis Samaras ที่สนับสนุนการเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากสหภาพยุโรปและพร้อมนำมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังมาใช้ แต่แค่นั้นก็คงไม่เพียงพอที่จะทำให้ประเทศกรีซสามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ไปได้ด้วยตนเอง โดยนาย พอล ครุกแมน มองว่าหนทางในการแก้ไขปัญหานี้ต้องกลับไปแก้ที่พฤติกรรมของธนาคารกลางแห่งยุโรป (ECB) และประเทศยักษ์ใหญ่อย่างเยอรมันนี นอกจากนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ก็พึ่งออกรายงานที่เรียกร้องให้ประเทศในกลุ่มยูโรโซนแสดงความมุ่งมั่นต่อการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่ใช้นโยบายการเงินร่วมกันที่สมบูรณ์มากขึ้น ด้วยการจัดทำระบบการธนาคารร่วมกัน (ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สำคัญและจำเป็นของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ และควรเกิดขึ้นโดยทันที) และการจัดทำนโยบายทางการคลังร่วมกัน (Fiscal integration) ที่มีการกำกับดูแลดีขึ้น (Better governance) และมีการแบ่งรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น (More risk sharing) ทั้งนี้การดำเนินโยบายทางการคลังร่วมกัน (แม้อาจใช้เวลานาน แต่ก็ควรมีแผนการดำเนินงาน) อาจเริ่มต้นจากการจัดทำข้อกำหนดต่างๆ ในเรื่องหนี้ของแต่ละประเทศ (อาทิเช่น ข้อจำกัดในการออกตราสารหนี้ระยะสั้น และข้อจำกัดในเรื่องระดับหนี้) หรือแม้แต่การให้อำนาจแก่สหภาพยุโรปในการคัดค้านการจัดทำงบประมาณขาดดุลของรัฐบาลในแต่ละประเทศสมาชิก ซึ่งจะช่วยลดแนวโน้มการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศหนึ่งที่จะส่งผลลบต่อประเทศสมาชิกอื่นๆ ในกลุ่มยูโรโซนได้

อย่างที่ผมเคยเขียนไว้ในบทความที่ผ่านมา อนาคตของกลุ่มยูโรโซนที่จะเกิดขึ้นต่อไปจากนี้ส่วนหนึ่งขึ้นกับว่า สหภาพยุโรปจะมีวิธีการอย่างไรในการจำกัดอธิปไตยของแต่ละประเทศสมาชิกในการกำหนดนโยบายของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายทางด้านการคลัง หากสหภาพยุโรปยังไม่กล้าที่จะพิจารณาในเรื่องนี้ร่วมกันอย่างจริงจังเหมือนเช่นที่ผ่านมา และมัวแต่โต้แย้งถึงข้อกำหนดในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินระยะสั้นแก่ประเทศสมาชิกที่ประสบปัญหาเพียงเท่านั้น ต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหาวิกฤตหนี้ภาครัฐยุโรปก็จะไม่ได้รับการแก้ไข เมื่อเป็นเช่นนั้น ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปก็คงไม่สามารถจบลงได้ และเราคงได้เห็นปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปค่อยๆ ลุกลามไปยังประเทศอื่นๆ ที่เหลือในกลุ่มยูโรโซน ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ก็อาจช้าเกินไปแล้วที่สหภาพยุโรปจะสามารถรักษาสกุลเงินยูโรให้คงอยู่ต่อไปได้


อ้างอิง

(1) ผู้อ่านสามารถติดตามบทความย้อนหลังได้ที่ http://sasatra.blogspot.com

(2) http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20120625/458362/ตั้งกองทุนพยุง-ดึงเงินคงคลัง-สู้วิกฤตหนี้ยุโรป.html

(3) http://www.nytimes.com/2012/06/18/opinion/krugman-greece-as-victim.html?partner=rssnyt&emc=rss

(4) http://www.imf.org/external/pubs/ft/survey/so/2012/CAR062112A.htm


* "วิกฤตหนี้ภาครัฐยุโรป… ปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข"ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 2 ก.ค. 2555