Thursday, May 17, 2007
โครงสร้างภาษีเดียวของกลุ่มสหภาพยุโรป*
หากย้อนกลับไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ได้สร้างความประหลาดใจให้กับโลกใบนี้ ด้วยความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงที่จะใช้เงินสกุลเดียวร่วมกัน ซึ่งเรารู้จักกันในชื่อของเงินสกุลยูโร เหตุการณ์ในครั้งนั้น ประเทศสมาชิกทั้งหลายจำเป็นต้องยอมเสียสละถึงความมีอิสระทางด้านนโยบายการเงินในแต่ละประเทศ (Monetary policy sovereignty) ซึ่งถือได้ว่าเป็นก้าวย่างที่สำคัญก้าวใหญ่ ที่จะนำไปสู่การเป็นเขตเศรษฐกิจหนึ่งเดียวของกลุ่มสหภาพยุโรป มาในวันนี้กลุ่มสหภาพยุโรปกำลังจะสร้างความประหลาดใจให้กับโลกครั้งใหม่ ด้วยการผลักดันข้อตกลงการมีโครงสร้างภาษีนิติบุคคลเดียวกัน ซึ่งในครั้งนี้สิ่งที่ประเทศสมาชิกจะต้องยอมสูญเสียคือ ความมีอิสระของนโยบายภาษี (Tax sovereignty)
แม้การขาดอิสระของการกำหนดนโยบายภาษีจะทำให้รัฐบาลขาดเครื่องมือที่สำคัญไปก็ตาม แต่โครงสร้างภาษีเดียวเองก็มีข้อดีอยู่หลายประการด้วยกัน ซึ่งสิ่งที่เราสามารถเห็นได้ไม่ยาก คือ โครงสร้างภาษีเดียว ช่วยส่งเสริมให้กลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรปรวมกันเป็นเนื้อเดียวกันอย่างเป็นบึกแผ่นและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น และยังช่วยลดต้นทุนในการกรอกภาษี (Tax compliance costs) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัทข้ามชาติ ที่มีธุรกิจ ธุรกรรมอยู่ในหลายประเทศลง
นอกจากนี้อีกหนึ่งประโยชน์ที่สำคัญอย่างยิ่งในทางเศรษฐศาสตร์คือ การช่วยลดความสูญเสียที่เกิดจากการบิดเบือนที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างภาษีที่แตกต่างกันระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงาน กล่าวคือ บางประเทศใช้วิธีการกำหนดอัตราภาษีต่ำ เพื่อดึงดูดให้มีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ แต่การไหลเข้ามาของเงินทุนที่เกิดขึ้นเนื่องจากอัตราภาษีที่แตกต่างกันในลักษณะนี้ จะก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์นั้น เราเรียกว่าความสูญเสียทางประสิทธิภาพ (Efficiency) จากการที่ตลาดถูกบิดเบือนนั่นเอง
แม้ว่าในวันนี้ หลายๆ ประเทศได้ออกมาคัดค้านกับแนวความคิดดังกล่าว เช่น อังกฤษ และไอร์แลนด์ และถึงแม้ว่าหนทางสู่ความสำเร็จที่จะบรรลุข้อตกลงยังอยู่ห่างไกลจากปัจจุบันอยู่มากก็จริง แต่ถ้าหากถามถึงความยากง่ายระหว่าง การบรรลุข้อตกลงการใช้เงินสกุลเดียวกัน กับ การบรรลุข้อตกลงการใช้โครงสร้างภาษีเดียวกัน คำตอบค่อนข้างชัดเจนว่า การบรรลุข้อตกลงที่จะใช้เงินสกุลเดียวกันนั้น ค่อนข้างยุ่งยากและมีความซับซ้อนกว่าค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงเป็นไปได้ครับ หากเราจะได้เห็นถึงความสำเร็จในการบรรลุถึงข้อตกลงทางด้านนโยบายภาษีที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรปในอนาคต
แต่ทั้งนี้เป็นที่น่าเสียดาย หากมองย้อนกลับมายังประเทศในภูมิภาคเราแล้ว หลายๆครั้งในอดีต เช่น ในช่วงที่เราประสบปัญหาวิกฤติการณ์ทางการเงินในภูมิภาคเอเชีย เราเคยพูดถึงความร่วมมือที่จะนำไปสู่การรวมกลุ่มเศรษฐกิจในภูมิภาค ทั้งในระดับอาเซียน และในระดับเอเชีย เรายังเคยคิดถึงความร่วมมือที่จะปรับใช้ค่าเงินสกุลเดียวร่วมกันในภูมิภาค หรือ แม้แต่การใช้เงินญี่ปุ่นเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนซื้อขายระหว่างประเทศภายในภูมิภาค แทนการพึ่งพิงเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเพียงสกุลเดียว ความร่วมมือเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างให้ภูมิภาคเอเชียสามารถเติบโตได้อย่างมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น
แต่ในวันนี้ 10 ปีผ่านไป ทุกสิ่งทุกอย่าง ยังเป็นเช่นเดิม ไม่มีสัญญานใดๆที่บ่งบอกถึงการพัฒนาหรือความคืบหน้าใดๆที่เป็นรูปธรรม ในการสร้างความร่วมมือกันภายในภูมิภาค ในทางกลับกัน กลับมีแต่สิ่งที่แสดงถึงการแตกแยกและการแข่งขันกันเองภายในภูมิภาค เช่นการแข่งขัน แย่งเจรจาจัดตั้งเขตการค้าเสรีชนิดทวิภาคีกับประเทศคู่ค้าต่างๆ (Bilateral Free Trade Agreement)
น่าผิดหวังครับ ทั้งๆที่ ทุกคนต่างทราบกันดีอยู่ว่า การแข่งกันเองในลักษณะนี้ จะเป็นการลดอำนาจต่อรองของตนเองในการเจรจากับประเทศคู่ภาคียักษ์ใหญ่ต่างๆ ลง อีกทั้งยังก่อให้เกิดผลเสียต่างๆ อีกมากมาย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากความอ่อนแอและความไม่จริงใจที่จะร่วมมือกันระหว่างประเทศต่างๆภายในภูมิภาคนี้นั่นเอง วันนี้หรือวันต่อๆไป เราคงทำได้แต่ยืนมอง ดูการพัฒนาของความร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มประเทศอื่นๆ ภายนอกภูมิภาคแห่งนี้ ผมขอเอาใจช่วยครับ
* "โครงสร้างภาษีเดียวของกลุ่มสหภาพยุโรป" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 17 พ.ค. 2550
Thursday, May 3, 2007
“มึงมีกู ไม่มีจน” *
Thursday, April 5, 2007
การปฎิรูประบบการประกันสุขภาพของผู้ว่าการรัฐกล้ามโต*
แน่นอนครับสำหรับประชาชนที่มีรายได้น้อยและไม่สามารถซื้อประกันด้วยตนเองได้ รัฐจะต้องเข้าไปช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อประกันเหล่านั้น ซึ่งแนวนโยบายดังกล่าวได้รับการขานรับจากมลรัฐอื่นๆ ซึ่งรวมถึงมลรัฐ California ของผู้ว่าการรัฐกล้ามโต Arnold Schawarzenegger
Thursday, September 7, 2006
ใครควรเป็นผู้ลงทุนในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ ?*
การไฟแนนซ์เงินทุนที่ใช้ในโครงการต่างๆ ของรัฐ โดยส่วนใหญ่แล้วมีแหล่งเงินทุนที่สำคัญอยู่ 2 แหล่งหลักคือ การลงทุนโดยภาครัฐเป็นผู้ลงทุนโดยตรง และการลงทุนโดยภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุน หนึ่งในข้อดีที่สำคัญของการที่ภาครัฐเป็นผู้ลงทุนคือ สามารถเพิ่มความเชื่อมั่นในด้านผลประโยชน์ที่สังคมจะได้รับจากโครงการ เนื่องจากโครงการอยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากภาครัฐ แต่ทั้งนี้ในหลายๆโครงการพบว่า ภาครัฐมีเงินไม่เพียงพอที่จะสามารถลงทุนได้เองทั้งหมด ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องไปกู้เงินลงทุนมาเองโดยตรงเพื่อใช้ในการไฟแนนซ์โครงการเหล่านั้น การกู้เงินโดยภาครัฐ ซึ่งภาครัฐทำหน้าที่เป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ที่ใช้ในการลงทุน ในมุมมองของผู้ให้กู้ การค้ำประกันดังกล่าวเป็นการลดความเสี่ยงของโครงการที่มีต่อผู้ให้กู้ลง เนื่องจากแม้ว่าโครงการจะไปไม่รอด ภาครัฐก็สามารถหารายได้ส่วนอื่นๆมาใช้ เช่น รายได้จากภาษี มาใช้ในการชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวได้ ดังนั้นความเสี่ยงต่อการปล่อยกู้จึงค่อนข้างต่ำ
แต่ในความเป็นจริง การที่ภาครัฐเข้าไปค้ำประกันเงินกู้ที่ใช้ในการลงทุน มิได้เป็นการลดความเสี่ยงของโครงการที่จะเกิดขึ้นแต่อย่างใด ในทางกลับกัน กลับเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับโครงการ เนื่องจากการค้ำประกันเงินกู้ของรัฐเป็นการผลักภาระความเสี่ยงที่เกิดขึ้นโดยตรงจากโครงการไปสู่ประชาชนผู้เสียภาษี เพราะประชาชนเป็นเจ้าของเงินทุนที่แท้จริง แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เจ้าของเงินทุนที่แท้จริง หรือประชาชนผู้เสียภาษีมักไม่มีโอกาสในการเข้ามาตรวจสอบถึงการดำเนินงานและความเหมาะสมของโครงการ ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้น โครงการที่มีการค้ำประกันเงินกู้จากรัฐ กลับทำให้การตรวจสอบโครงการจากผู้ให้กู้เช่น สถาบันการเงินต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่าโครงการที่ไม่มีการค้ำประกันเงินกู้จากภาครัฐ ดังนั้นความเสี่ยงของโครงการที่ภาครัฐค้ำประกันเงินกู้จึงมีโอกาสสูงกว่าโครงการที่ไม่ได้มีการค้ำประกันเงินกู้ไว้ อย่างไม่อาจปฎิเสธได้
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับกรณีที่ โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐโดยได้มีการนำเอาภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุน โดยที่รัฐไม่ต้องค้ำประกันเงินกู้ทั้งหมด แม้จะดูมีความเสี่ยงสูงขึ้นในมุมมองของผู้ให้กู้เงินทุน จากความเสี่ยงที่มากขึ้น มีการตรวจสอบโครงการจากผู้ให้กู้ก็จะมีความเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งเมื่อปล่อยกลไกตลาดทำงาน โดยมีการตรวจสอบมากขึ้นจากภาคเอกชน สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้โครงการดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาระความเสี่ยงของโครงการที่มีต่อประชาชนผู้เสียภาษีลง นอกจากนี้ยังช่วยลดปัญหาของความไม่โปร่งใสของโครงการ เนื่องจากการภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ การลงทุนโดยภาคเอกชน จะเพิ่มความเชื่อมั่นในแง่ของการแข่งขัน และเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการบริหารโครงการ
ดังนั้นโดยสรุปแล้ว โครงการที่ดีควรเกิดจากการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ภาครัฐควรลดบทบาทในการค้ำประกันเงินกู้ลง โดยเงินกู้ส่วนหนึ่งควรมาจากเงินกู้ของภาคเอกชน ซึ่งไม่ได้รับการค้ำประกันจากภาครัฐ เพื่อให้โครงการดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีการตรวจสอบจากภาคเอกชน รวมถึงเป็นการลดความเสี่ยงของโครงการที่มีต่อประชาชนลง โดยที่รัฐยังสามารถทำหน้าที่ในการกำกับ ดูแล และรักษาผลประโยชน์ของประชาชนไว้ได้ นอกจากนี้ข้อมูลของโครงการควรนำมาเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับทราบ เพราะประชาชนผู้เสียภาษีมักไม่ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาโครงการ ซึ่งในบางกรณีการขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนจะนำไปสู่ปัญหาการต่อต้านโครงการเหล่านั้นต่อมาในภายหลัง ดังนั้นความร่วมมือระหว่างภาคประชาชนและภาครัฐควรมีตั้งแต่เริ่มพิจารณาโครงการ
* "ใครควรเป็นผู้ลงทุนในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ ?" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 7 ก.ย. 2549
Thursday, May 25, 2006
หลักเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นกับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค*
โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคหรือระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ถูกเริ่มใช้ในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2544 คงไม่สามารถปฎิเสธได้ว่า โครงการ 30 บาทเป็นหนึ่งในนโยบายที่สำคัญของพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ชื่นชอบจากประชาชนโดยเฉพาะชาวรากหญ้าเป็นอย่างมาก และคงจะปฎิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่านโยบายดังกล่าวเป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐที่ช่วยในเรื่องการกระจายรายได้ จากผู้มีรายได้มากไปยังผู้มีรายได้น้อย ซึ่งมีส่วนช่วยบรรเทาความไม่เท่าเทียมกันในสังคมให้ลดลง โดยช่วยให้ผู้ที่มีรายได้น้อยได้รับโอกาสมากขึ้นในการรับบริการทางด้านสุขภาพจากภาครัฐ
จริงๆแล้วระบบประกันสุขภาพไม่ใช่เรื่องใหม่หรือมีแต่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ประเทศอื่นๆทั่วโลกต่างก็มีเช่นเดียวกัน ประเทศในเอเชียได้แก่ เกาหลีใต้ สิงค์โปร์ ไต้หวัน จีน ฟิลิปปินส์ หรือเวียดนาม ต่างก็มีระบบประกันสุขภาพให้แก่ประชาชน โดยระบบประกันสุขภาพในแต่ประเทศอาจมีความแตกต่างกันบ้างในแง่ของรายระเอียดในการให้บริการ รวมถึงวิธีการจัดหาเงินทุนมาใช้ในการอุดหนุนโครงการ เช่น เงินที่ใช้ในการอุดหนุนระบบประกันสุขภาพในฮ่องกงมากกว่าครึ่งได้มาจากเงินงบประมาณของรัฐ ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นเงินอุดหนุนส่วนใหญ่มากจากกองทุนประกันสังคม (Social Insurance) ที่ถูกตั้งขึ้นมา เป็นต้น
โดยส่วนใหญ่แล้วเงินที่ใช้ในการอุดหนุนระบบประกันสุขภาพไม่ว่าจะเป็นของประเทศใดก็ตาม มักมีไม่เพียงพอต่อความต้องการที่แท้จริง หากเทียบกับเงินที่ใช้ในกรณีที่ไม่มีระบบประกันสุขภาพ ซึ่งคิดเงินกับผู้รับบริการตามค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้นจริง หรือถ้าจะกล่าวในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้ว ระบบประกันสุขภาพเป็นระบบที่กลไกตลาดไม่ได้ทำหน้าที่ในการตัดสินราคาของการให้บริการ โดยราคาหรือเงินที่ได้ในการอุดหนุนที่เกิดขึ้นนั้น มีระดับที่ต่ำกว่าในกรณีที่ปล่อยให้กลไกตลาดทำหน้าที่เป็นตัวตัดสิน หรือเป็นระดับราคาที่ต่ำกว่าจุดดุลยภาพที่เกิดจากเส้นอุปสงค์หรือเส้นความต้องการรับการบริการตัดกับเส้นอุปทานหรือเส้นความต้องการให้บริการที่ควรเป็นนั่นเอง
ซึ่งแน่นอน ณ.จุดดุลยภาพใหม่ที่เกิดขึ้น ความต้องการรับบริการทางด้านสาธาณสุข จะมีมากกว่าความสามารถในการให้บริการทางด้านสาธารณสุขของรัฐหากยังรักษาคุณภาพของการให้บริการไว้ให้ดีดังเดิม ดังนั้นเพื่อให้รองรับผู้ป่วยได้มากขึ้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการลดคุณภาพของการให้บริการลดเพื่อให้ต้นทุนต่อการรักษาผู้ป่วยลดลง ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาในด้านคุณภาพของการให้บริการทางด้านสาธารณสุขที่ประชาชนจะได้รับต่อไปในอนาคต โดยยิ่งปล่อยให้กลไกของตลาดถูกบิดเบือนมากเท่าไหร่ ปัญหาทางด้านคุณภาพของการให้บริการที่จะเกิดขึ้นก็จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ประสบการณ์ของประเทศอื่นๆที่ใช้ระบบประกันสุขภาพมาเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของประเทศที่พัฒนาแล้ว ย่อมเป็นตัวอย่างที่ดีที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการการบิดเบือนกลไลตลาดเป็นอย่างดี เช่น ระบบประกันสุขภาพของประเทศอังกฤษและแคนาดา ต่างก็มีปัญหาในเรื่องเงินอุดหนุนที่มีอยู่จำกัดและมีไม่เพียงพอต่อความต้องการที่แท้จริง สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้โรงพยาบาลไม่สามารถจัดซื้อเครื่องไม้ เครื่องมือในการรักษาที่ทันสมัย จำนวนเตียงต่อหัวประชากรลดลงอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนที่จะมีระบบประกันสุขภาพเกิดขึ้น เงินที่ใช้ในการจ้างบุคลากรทางการแพทย์มีไม่เพียงพอ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยที่ต้องการรับการรักษาต้องรอจนกว่าจะมีแพทย์หรือเครื่องมือทางการแพทย์ว่าง ซึ่งในบางกรณีการรอคอยมีระยะเวลาที่นานเกินไป จนทำให้การรักษาไม่ทันท่วงที เป็นต้น
การวิเคราะห์โดยใช้หลักเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นและการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศอื่น ทำให้พอคาดเดาได้ถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้กับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เราคงไม่อยากเห็นปัญหาในลักษณะเดียวกันกับที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ ต้องมาเกิดซ้ำในประเทศไทย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐจะต้องพิจารณาถึงแนวทางต่างๆในการอุดหนุนโครงการให้อยู่รอดได้ รวมถึงการดูแลในเรื่องคุณภาพในการให้บริการทางด้านสาธารณสุขให้อยู่ในระดับที่ดี มิเช่นนั้นแล้ว ในความเป็นจริงประเทศไทยอาจกำลังเดินออกจากเป้าหมายที่ฝันไว้กับการเป็นศูนย์กลางบริการสุขภาพของเอเชีย (Health Hub of Asia)
ถึงจุดนี้โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค คงไม่ใช่แค่เพียงนโยบายที่ใช้เพื่อหาเสียงของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นโครงการที่มีความจำเป็นและมีความสำคัญต่อความเป็นดีอยู่ดีของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศไทยนั่นเอง
* "หลักเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นกับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 25 พ.ค. 2549