Monday, January 3, 2011

วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ผ่านพ้นและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต่อไปของประเทศไทย*

ในบทความที่แล้ว (6 ธ.ค. 2553) ผมได้กล่าวถึงวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมาและยังไม่จบสิ้น ทั้งวิกฤตทางการเงินที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก และวิกฤติหนี้ยุโรป ที่ได้แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป นอกจากนี้ ผมยังได้กล่าวถึงการใช้นโยบายทางการเงินและการคลังอย่างเต็มที่ของประเทศยักษ์ใหญ่ต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ซึ่งรวมถึงการใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนปรนอย่างเข้มข้นของสหรัฐอเมริกา ที่ไม่ได้มีเป้าหมายในการควบคุมภาวะเงินเฟ้ออีกต่อไป แต่กลับมีเป้าหมายอื่นๆ เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามค่าเงินในปีนี้ก็เป็นได้

เมื่อลองมองย้อนดูเศรษฐกิจไทยในปี พ.ศ. 2553 ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ทั้งระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รายได้ภาษีที่รัฐจัดเก็บได้ มูลค่าการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมูลค่าการส่งออก ล้วนมีตัวเลขที่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้แต่แรก แม้ว่าจะเป็นปีที่ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาทางการเมืองและความแตกแยกทางความคิดอย่างรุนแรงก็ตาม ด้วยภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ดีเช่นนี้ อาจทำให้ผู้กำหนดนโยบายของประเทศลดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่มีต่อประเทศไทยไปบ้าง แต่ในปี พ.ศ. 2554 ที่กำลังจะเริ่มต้นนี้ ผมในฐานะที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ซึ่งยังมีข้อกังวลกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต่อไปของประเทศไทยในหลายเรื่องด้วยกัน อาทิเช่น

เนื่องจากประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับประเทศอื่นๆ เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยได้ดำเนินนโยบาย Export led growth (ใช้การส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ) มาเป็นเวลานาน ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ภาวะเศรษฐกิจโลกมีความผันผวนอย่างรุนแรง รวมถึงค่าเงินของประเทศยักษ์ใหญ่ต่างๆ ที่มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน เรากลับเห็นธนาคารแห่งประเทศไทยยังดำเนินนโยบายที่เน้นเป้าหมายในการควบคุมภาวะเงินเฟ้อเป็นหลัก โดยได้เริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าอัตราดอกเบี้ยของประเทศได้กลับมาอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งจะส่งผลทำให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อไปอีกในช่วงปี พ.ศ. 2554 นี้

การดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ผ่านมาค่อนข้างเป็นเอกเทศเป็นอย่างมาก โดยเน้นพิจารณาพื้นฐานเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก ในขณะที่ประเทศยักษ์ใหญ่กำลังใช้นโยบายทางการเงินต่อสู้กันเพื่อชิงความได้เปรียบและทำให้ตัวเองรอดพ้นจากปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น หากลองยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้น ประเทศไทยอาจเปรียบเสมือนกับเรือลำน้อยที่ร่องลอยอย่างเป็นอิสระอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรที่กำลังเกิดคลื่นมรสุมอย่างรุนแรง โดยผู้บังคับเรือกลับมุ่งแต่บังคับหางเสือเพื่อมุ่งไปให้ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้แต่เพียงอย่างเดียว หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เราคงได้แต่ภาวนาขอให้คลื่นมรสุมสงบโดยเร็ว ก่อนที่เรือลำนี้จะถูกคลื่นซัดให้จมลงได้

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศไทยยังมีทางเลือกของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอยู่ ในบทความที่แล้ว ผมได้กล่าวถึงการเลือกสามประการที่นำไปสู่ข้อขัดแย้ง ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เลือกใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว เพื่อยินยอมให้เงินทุนระหว่างประเทศไหลเข้าออกได้อย่างเสรี และการมีนโยบายทางการเงินอย่างเป็นอิสระของตนเอง แต่ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่ประเทศไทยจะหันมาทบทวนทางเลือกสามประการที่เคยมีกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนอย่างรุนแรงเช่นนี้ การเปลี่ยนมาใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้าย (Capita control) โดยประเทศสามารถใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ อย่างที่ประเทศมาเลเซียและสาธารณรัฐประชาชนจีนใช้ ในเวลานี้อาจมีความเหมาะสมกว่าก็เป็นได้ เพราะสามารถช่วยลดผลกระทบของความผันผวนทางเศรษฐกิจจากภายนอกที่เกิดขึ้น อีกทั้งยังสามารถรักษาระดับค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกว่าที่เป็นอยู่ก็เป็นได้ (การที่ประเทศยักษ์ใหญ่ต่างๆ ได้เริ่มใช้นโยบายทางการเงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงแทรกแซงค่าเงินของตนนั้น อาจทำให้ค่าเงินบาทที่ถูกกำหนดจากตลาดในเวลานี้ไม่ใช่ระดับที่เหมาะสมกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศไทย)

นอกจากนี้ ภาคการส่งออกของประเทศไทยจะปรับตัวอย่างไรกับการแข็งค่าอย่างต่อเนื่องของค่าเงินบาทที่เกิดขึ้น และถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่ผู้กำหนดนโยบายของประเทศจะหันมาพิจารณาทบทวนการใช้นโยบาย Export led growth ว่ายังเหมาะสมกับประเทศไทยอยู่หรือไม่? บางทีอาจถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะหันกลับมาใช้นโยบายที่เน้นการพึ่งพาตนเองมากขึ้น และ/หรือให้ความสำคัญกับการค้าระหว่างประเทศภายในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้นกว่าเป็นอยู่ เพื่อลดผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทที่เกิดขึ้นในเวลานี้

ด้วยพื้นที่ของบทความที่มีจำกัด ผมขออนุญาตนำเสนอข้อกังวลอื่นๆ ในบทความฉบับหน้า และสุดท้ายนี้ ผมในนามตัวแทนของผู้เขียนบทความประจำคอลัมน์ทันเศรษฐกิจของอาจารย์ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ขออวยพรให้ผู้อ่านทุกท่านประสบความสุขสวัสดีตลอดปี พ.ศ. 2554 นี้ด้วยครับ

*"วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ผ่านพ้นและการดำเนินโยบายเศรษฐกิจต่อไปของประเทศไทย" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 3 ม.ค. 2554

Monday, December 6, 2010

วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ผ่านมาและที่ยังไม่ผ่านพ้น*

ในบทความที่แล้ว(*) ผมได้กล่าวถึง Impossible trinity ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งคือการเลือกสามประการที่นำไปสู่ข้อขัดแย้งที่ประกอบไปด้วย หนึ่ง การเลือกใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (Fixed exchange rates) สอง การยินยอมให้เงินทุนระหว่างประเทศไหลเข้าออกได้อย่างเสรี (Capital mobility) และ สาม การมีนโยบายทางการเงินอย่างเป็นอิสระของตนเอง (Monetary autonomy) (นักศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ อาจลองพิสูจน์ถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้โดยใช้แบบจำลอง Mundell-Fleming)

ประเทศไทยในช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ยินยอมให้เงื่อนไขทั้งสามประการเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งการดำเนินระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ การยินยอมให้เงินทุนไหลเข้า-ออกอย่างเป็นอิสระ และการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถดำเนินนโยบายทางการเงินอย่างเป็นอิสระ เนื่องจากเป็นสามเงื่อนไขที่มีความขัดแย้งในตัวเอง หากเมื่อใดที่อัตราแลกเปลี่ยนของประเทศไทยที่ถูกกำหนดโดยนัยได้ยึดกับค่าเงินสกุลดอลลาร์เป็นหลัก มีความแตกต่างอย่างมากจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ควรเป็น ย่อมไม่ใช่เรื่องยากที่นักเก็งกำไรค่าเงินจะเห็นโอกาสและเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาท ที่แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะพยายามเข้าไปแทรกแซงหรือปกป้องค่าเงินเพียงใด ก็ไม่มีทางที่จะฝืนกลไกของตลาดได้ ในเวลานั้นประเทศไทยได้สูญเสียเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งนำไปสู่การลอยตัวค่าเงินบาทในเวลาต่อมา และการเข้ารับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งในเวลานั้นได้สนับสนุนแนวทางการใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว

ประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างมาเลเซียที่ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจคล้ายคลึงกัน กลับเลือกทางเดินที่แตกต่างจากประเทศไทย โดยได้ตัดสินใจหันหลังให้กับ IMF และใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้าย (Capita control) ในการปกป้องการเข้ามาของนักเก็งกำไร ซึ่งในเวลานั้นนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่รู้สึกเคลือบแคลงสงสัยว่าอาจเป็นการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาด เพราะการใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้ายน่าจะส่งผลลบต่อระบบเศรษฐกิจมาเลเซียอย่างรุนแรงจากการไม่ไหลกลับของเงินลงทุนจากต่างประเทศ แต่งานวิจัยที่ได้ศึกษาเรื่องนี้ต่อมาในภายหลัง เช่น งานศึกษาของ IMF ในปี ค.ศ. 2006(**) กลับไม่พบว่า การใช้มาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้ายของมาเลเซียในขณะนั้นได้ส่งผลลบต่อเศรษฐกิจของประเทศ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นพบว่า มีระดับใกล้เคียงกับประเทศที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจอื่นๆ (ซึ่งรวมถึงประเทศไทย) อันเป็นผลพวงมาจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจอันแข็งแกร่งของประเทศเป็นสำคัญ ดังนั้นข้อกังวลที่นักเศรษฐศาสตร์เคยมีถึงผลลบจากการเลือกดำเนินนโยบายควบคุมทุนเคลื่อนย้าย จึงได้เบาบางลงมากในปัจจุบัน

ในขณะเดียวกัน โลกในยุคปัจจุบันซึ่งอยู่ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ (Globalization) ที่ระบบเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ มีความเชื่อมโยงและเกี่ยวข้องกันอย่างมาก เราได้พบเห็นปรากฎการณ์ทางเศรษฐกิจต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลก (Global imbalance) ที่เกิดขึ้นในด้านการค้าและการเงินระหว่างประเทศ และความล้มเหลวของการรวมตัวทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่เกิดในกลุ่มประเทศสมาชิก Eurozone ที่ใช้เงินสกุลเงินร่วมกัน ซึ่งที่ผ่านมาผมได้เขียนบทความในเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง

อีกทั้งเรายังได้เห็นถึงการกลับมาครั้งยิ่งใหญ่ของเคนส์ (Keynesian) จากการดำเนินนโยบายทางการคลังอย่างเต็มที่ของรัฐบาลทั้งในประเทศยักษ์ใหญ่และยักษ์เล็กต่างๆ โดยเฉพาะการเพิ่มรายจ่ายภาครัฐเพื่อหวังกอบกู้เศรษฐกิจ ซึ่งอาจกลายเป็นภาระหรือปัญหาทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาว ดังเช่นที่ได้เป็นสาเหตุของวิกฤต (หนี้) เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแล้วในสหภาพยุโรป

นอกจากนี้ เรายังได้เห็นการใช้นโยบายทางการเงินที่ไม่ใช่ลักษณะปกติ (Unconventional monetary policy) ของประเทศยักษ์ใหญ่ โดยมีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายหลักที่ไม่ใช่การควบคุมอัตราเงินเฟ้อ (Inflation targeting) เหมือนปกติ แต่กลับมีวัตถุประสงค์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การออกมาตรการผ่อนปรนทางการเงิน (Quantitative easing) ของสหรัฐอเมริกา โดยการเพิ่มปริมาณเงินในระบบ เพื่อกดดันให้อัตราดอกเบี้ยทั้งในระยะสั้นและในระยะยาวต่ำลง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้น

สำรับการออกมาตรการการผ่อนปรนทางการเงินครั้งที่ 2 ที่กำลังออกมาของสหรัฐอเมริกา ในขณะที่อัตราอัตราดอกเบี้ยของประเทศอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับศูนย์แล้ว หากไม่มีผลต่อการเพิ่มการลงทุนของนักลงทุน (เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว) ก็อาจส่งผลต่อความวิตกกังวลในเรื่องเงินเฟ้อ และอาจทำให้เงินทุนไหลออกนอกประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าต่อไปอีก ผลของนโยบายตรงนี้อาจเป็นความต้องการอีกอย่างหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ในการแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าที่มีอย่างยืดเยื้อและยาวนานก็เป็นได้

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือไม่ใช่เพียงสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่ได้ดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนปรนอย่างเข้มข้นในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ประเทศยักษ์ใหญ่อื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งรวมถึงประเทศญี่ปุ่น ก็กำลังพิจารณาใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนปรนระลอกใหม่ ซึ่งส่วนหนึ่งใช้เพื่อแก้ไขปัญหาค่าเงินที่กำลังแข็งค่าขึ้น เพื่อเป็นการตอบโต้ระหว่างกัน และอาจนำไปสู่สงครามต่อสู้ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในอีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่าสงครามค่าเงิน (Currency wars) นั่นเอง

หมายเหตุ
สำหรับตอนที่สองของบทความนี้ ผู้อ่านสามารถติดตามได้ในหนังสือพิมพ์ โพสท์ ทู เดย์ ฉบับวันจันทร์ที่ 3 มกราคม 2554

อ้างอิง:
* http://sasatra.blogspot.com/2010/10/blog-post.html
** Simon Johnson, Kalpana Kochhar, Todd Mitton, and Natalia Tamirisa, 2006, “Malaysian Capital Controls: Macroeconomics and Institutions,” IMF Working paper WP/06/51.

*"วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ผ่านมาและที่ยังไม่ผ่านพ้น" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 6 ธ.ค. 2553

Monday, October 11, 2010

วิกฤติหนี้ภาครัฐยุโรป กับ การเลือกสามประการที่ไม่ควรเกิดขึ้น*

ที่ผ่านมา ผมได้เขียนบทความต่อเนื่องที่ชี้ให้เห็นถึงข้อผิดพลาดของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ (International economic integration) ของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะในกลุ่ม Eurozone ที่มีการใช้นโยบายทางการเงินและสกุลเงินร่วมกัน แต่กลับล้มเหลวในการบังคับให้ประเทศสมาชิกดำเนินการรักษาพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาค รวมถึงฐานะทางการคลังให้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดที่ตั้งไว้ และได้กลายเป็นสาเหตุสำคัญของการวิกฤติหนี้ภาคยุโรป

หากย้อนเวลากลับไปเมื่อปี ค.ศ. 2000 Prof. Dani Rodrik อาจารย์เศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Harvard ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เขียนบทความวิชาการชิ้นหนึ่งที่มีความน่าสนใจและมีความเกี่ยวข้องกับวิกฤตหนี้ภาครัฐยุโรปที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ โดย Prof. Dani Rodrik ได้เขียนถึง Political trilemma of the world economy หรือ การเลือกสามประการที่เป็นไปไม่ได้ (หรือที่นำไปสู่ปัญหา) ซึ่งไม่ใช่ Impossible trinity ที่นักเศรษฐศาสตร์คุ้นเคยเป็นอย่างดีในการอธิบายถึงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย (โดย Impossible trinity ได้กล่าวถึงการเลือกสามประการที่ไม่ควรเกิดพร้อมกัน จาก หนึ่ง การเลือกใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (Fixed exchange rates) สอง การยินยอมให้เงินทุนระหว่างประเทศไหลเข้าออกได้อย่างเสรี (Capital mobility) และ สาม การมีนโยบายทางการเงินอย่างเป็นอิสระของตนเอง (Monetary autonomy) ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยได้ดำเนินนโยบายทั้งสามประการพร้อมกัน และนำไปสู่การถูกโจมตีค่าเงินบาท สุดท้ายรัฐบาลจึงตัดสินใจที่จะสละการเลือกใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ในขณะที่ยังยินยอมให้เงินทุนไหลเข้าออกได้อย่างเสรีและการมีนโยบายทางการเงินของตนเอง)

การเลือกสามประการที่ Prof. Dani Rodrik ได้เขียนอธิบายซึ่งสามารถเลือกสูงสุดได้เพียง 2 จาก 3 ประการ คือ หนึ่ง การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ (Integrated national economies) เช่น การรวมกลุ่มเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรป สอง การมีอำนาจที่เป็นอิสระของตนเอง โดยแต่ละประเทศมีอธิปไตยในการออกนโยบายของตนเองซึ่งอาจมีผลต่อตลาดได้ (Nation state) และ สาม การมีสถาบันหรือระบบการเมืองร่วมกันในระดับสากล (Mass politics) หรือสหพันธรัฐ เช่น การจัดตั้งสหภาพยุโรปที่ไม่ได้จำกัดประเทศที่จะเข้ามาเป็นสมาชิก และมีความคล่องตัว รวมถึงสามารถตอบสนองต่อกลุ่มต่างๆ ได้ดี แต่ทั้งนี้นโยบายที่ออกมาจะต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อลดอุปสรรคหรือต้นทุนทางการค้าและการเคลื่อนย้ายทุนระหว่างกัน รวมทั้งส่งเสริมให้กลไกต่างๆ ของตลาดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หากยุโรปเลือกการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ประเทศสมาชิกจะต้องตัดสินใจเลือกระหว่างการยินยอมให้แต่ละประเทศมีอธิปไตยของตนเองในการกำหนดนโยบายได้อย่างเป็นอิสระ แต่เป็นนโยบายที่เอื้อต่อการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น หรือ การมีสถาบันหรือระบบการเมืองของสหภาพยุโรปที่เข้ามาดูแลกำหนดนโยบายของประเทศสมาชิก แต่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น (แม้ว่าจะเลือกการมีสถาบันหรือระบบการเมืองของสหภาพยุโรปในการกำหนดนโยบาย ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปยังสามารถมีรัฐบาลของตนเองได้ เพียงแต่ไม่สามารถออกนโยบายที่มีผลให้ต่อกลไกตลาดโดยรวมได้) แต่เนื่องจากสหภาพยุโรปไม่ตัดสินใจเลือกเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง และปล่อยให้เงื่อนไขทั้งสามประการดำเนินไปพร้อมกัน ทั้งการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ทั้งการยินยอมให้แต่ประเทศมีอำนาจอธิปไตยในการออกนโยบายของตนเอง โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือทางการคลังได้อย่างเกือบไม่มีข้อจำกัด และ ทั้งการมีรัฐบาลกลางของสหภาพยุโรป เช่น สภายุโรป คณะรัฐมนตรียุโรป คณะกรรมมาธิการยุโรป และธนาคารกลางแห่งสหภาพยุโรปเข้ามาดูแลกำหนดนโยบายทางการเงินของประเทศสมาชิก การเลือกสามประการให้ดำเนินไปพร้อมกัน จึงได้นำพาประเทศสมาชิก โดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม PIIGS เดินไปสู่ปัญหาวิกฤตหนี้ภาครัฐในครั้งนี้

สำหรับอนาคตของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปที่จะเกิดขึ้นต่อไปจากนี้ คงจะถึงเวลาแล้วที่สหภาพยุโรปจำเป็นต้องตัดสินใจเลือกให้ชัดเจน โดยหากยังต้องการรักษาไว้ซึ่งการใช้นโยบายการเงิน รวมถึงการใช้สกุลเงินร่วมกัน สหภาพยุโรปจำเป็นต้องจำกัดความมีอธิปไตยของแต่ละประเทศสมาชิกในการกำหนดนโยบายของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายทางด้านการคลัง หรือหากสหภาพยุโรปต้องการรักษาอธิปไตยในการออกนโยบายของแต่ละประเทศสมาชิกให้คงอยู่ สหภาพยุโรปจำเป็นต้องสละการใช้สกุลเงินและนโยบายทางการเงินร่วมกัน มิฉะนั้นแล้ว วิกฤตเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปคงจะกลับมาเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก

วิกฤตหนี้ภาครัฐยุโรปที่เกิดขึ้นจึงเป็นบทเรียนอันทรงคุณค่าแก่ผู้กำหนดนโยบายของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนในการเรียนรู้ถึงข้อผิดพลาดสำคัญของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปที่เกิดขึ้น เพื่อให้การก้าวเดินไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic community) ของประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นไปได้อย่างมั่นคงต่อไปในอนาคต

การเลือกสามประการที่เป็นไปไม่ได้



อ้างอิงจาก
Rodrik, Dani, 2000, “How Far will International Economic Integration Go?” Journal of Economic Perspectives, Vol. 14, pp. 177-186.

*"วิกฤติหนี้ภาครัฐยุโรป กับ การเลือกสามประการที่ไม่ควรเกิดขึ้น"ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 11 ต.ค. 2553

Monday, August 2, 2010

วิกฤติหนี้ภาครัฐยุโรป สู่การอ่อนค่าของเงินสกุลยูโร*

ในบทความที่แล้ว (วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม (1)) เราได้เห็นถึงสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งของวิกฤติหนี้ภาครัฐยุโรปในครั้งนี้ที่มาจากการขาดดุลงบประมาณของภาครัฐอย่างรุนแรง รวมถึงความล้มเหลวของสหภาพยุโรปในการควบคุมให้แต่ละประเทศสมาชิกในกลุ่ม Eurozone รักษาฐานะทางการคลังตามที่กำหนดใน Maastricht convergence criteria ไว้ได้ นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุสำคัญที่มาจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศอย่างรุนแรง ซึ่งผู้เขียนจะขอกล่าวต่อไปในบทความนี้

ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current account) หมายถึง ผลรวมสุทธิของดุลการค้า ดุลบริการ ดุลรายได้และเงินโอน หากมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมากกว่ามูลค่าการส่งออกที่ได้ ประเทศก็จะขาดดุลการค้าและทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล ซึ่งจะมีผลให้เกิดการไหลออกของเงินตราต่างประเทศ ในกรณีของประเทศกรีซและโปรตุเกสระดับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP สูงถึงร้อยละ 11.2 และ 10.3 ตามลำดับ แต่ทั้งนี้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดดุลการค้า) เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกประเทศ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดแต่เพียงอย่างเดียว จึงไม่ได้เป็นเงื่อนไขที่เพียงพอจะทำให้ประเทศเกิดวิฤตเศรษฐกิจขึ้นมาได้

เงื่อนไขประกอบที่สำคัญในวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ ได้แก่ การที่ประเทศในกลุ่มที่เกิดวิกฤตหนี้สาธารณะ หรือกลุ่ม PIIGS ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศโปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี กรีซ และสเปน สูญเสียความเป็นอิสระของอัตราแลกเปลี่ยนเนื่องจากได้เปลี่ยนไปใช้สกุลเงินอียูร่วมกัน ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างรุนแรง จึงไม่สามารถแก้ไขโดยการลดค่าเงินของแต่ละประเทศลง เพื่อกระตุ้นให้การส่งออกสินค้าดีขึ้นและนำเข้าสินค้าน้อยลง ซึ่งจะช่วยแก้ไขหรือลดปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศให้น้อยลงได้

เมื่อประเทศเผชิญกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ประเทศจำเป็นต้องรักษาสมดุลทางบัญชีของประเทศด้วยการเกินดุลบัญชีทุน (Capital account) (การเกินดุลบัญชีทุนหมายถึง เงินทุนที่ไหลเข้ามาในประเทศเพื่อการลงทุนหรือกู้ยืมมีมากกว่าที่ไหลออกจากประเทศ) เพื่อชดเชยการขาดดุลบัญเดินสะพัดที่เกิดขึ้น หากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมีมากกว่าการเกินดุลบัญชีทุน ก็จะนำไปสู่การขาดดุลการชำระเงิน (Balance of payment) ซึ่งจะต้องใช้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่ในการชดเชยการขาดดุลการชำระเงินที่เกิดขึ้น

ในกรณีของประเทศกรีซ การไหลออกของเงินตราต่างประเทศที่เกิดขึ้นจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและปัญหาการขาดดุลงบประมาณ ถูกชดเชยด้วยการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศที่มาจากการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศเป็นหลัก ดังที่ได้กล่าวแล้วในบทความที่ผ่านมา การเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศ Eurozone ได้เพิ่มความเชื่อถือให้กับประเทศสมาชิก ประเทศกรีซสามารถกู้ยืมเงินจากต่างประเทศได้เป็นจำนวนมากและด้วยอัตราที่ต่ำกว่าที่ควรเป็นโดยปกติ ซึ่งไม่สะท้อนความเสี่ยงของการกู้ยืมเงินที่เกิดขึ้นหรือความสามารถในการชำระหนี้ของประเทศได้อย่างเหมาะสม

อีกทั้งการที่ประเทศกรีซหรือประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม PIIGS ใช้เงินสกุลยูโรร่วมกัน การแก้ไขปัญหาด้วยมือที่มองไม่เห็น (Invisible hand) ผ่านกลไกการทำงานของอัตราแลกเปลี่ยนจึงไม่สามารถเป็นไปได้อย่างทันท่วงที เนื่องจากค่าเงินสกุลยูโรไม่เพียงถูกกำหนดจากปัจจัยของประเทศในกลุ่ม PIIGS แต่ยังถูกกำหนดจากประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจของโลก อย่างเช่น เยอรมันนี และฝรั่งเศษ ซึ่งมีพื้นฐานหรือความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจแตกต่างกับประเทศสมาชิกอื่นๆ ของกลุ่ม Eurozone เป็นอย่างมาก แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า มือที่มองไม่เห็นจะไม่ทำงาน ในทางกลับกัน มือที่มองไม่เห็นกำลังทำงานอย่างเต็มที่ในการผลักให้ค่าเงินสกุลยูโรอ่อนค่าลง โดยค่าเงินสกุลยูโรได้อ่อนค่าลงมาจากประมาณ 1.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งยูโร หรือประมาณ 50 บาทต่อหนึ่งยูโร เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา จนมาเหลือไม่ถึง 1.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งยูโร หรือประมาณ 42 บาทต่อหนึ่งยูโรในปัจจุบัน

นักวิชาการหลายท่านได้คาดการณ์ว่า ค่าเงินสกุลยูโรมีแนวโน้มจะกลับไปสู่ระดับที่ประมาณ 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งยูโร หากเป็นเช่นนั้นจริงย่อมแสดงว่า ค่าเงินสกุลยูโรยังมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงอีกมากกว่าร้อยละ 20 เลยทีเดียว ดังนั้นหากถามว่าผลกระทบจากวิกฤติหนี้ภาครัฐยุโรปที่มีต่อประเทศไทยนั้นจะมากน้อยเพียงใด แม้ดูเหมือนว่าผลกระทบโดยตรงของวิกฤตหนี้ภาครัฐยุโรปที่มีต่อประเทศไทยจะไม่มากนัก เพราะประเทศไทยมีความสัมพันธทางเศรษฐกิจที่ห่างกับประเทศในกลุ่ม PIIGS อยู่มาก แต่ถ้าพิจารณาถึงค่าเงินสกุลยูโรที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้อีกมาก ประเทศในกลุ่ม Eurozone หรือในสหภาพยุโรป มีปริมาณการค้ารวมกับประเทศไทยอยู่ค่อนข้างมาก (สหภาพยุโรปนับเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของประเทศไทย เมื่อพิจารณามูลค่าการค้ารวมของประเทศ) ตรงจุดนี้เองที่น่าเป็นห่วงว่า ผลกระทบของวิกฤตหนี้ยุโรปที่มีต่อภาคเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะต่อภาคการส่งออกของประเทศ อาจรุนแรงกว่าที่นักวิชาการและนักวิเคราะห์หลายท่านเคยได้ออกมาคาดการณ์ไว้

อ้างอิงได้จาก
(1) http://sasatra.blogspot.com/2010/07/blog-post.html

*"วิกฤติหนี้ภาครัฐยุโรป สู่การอ่อนค่าของเงินสกุลยูโร" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 2 ส.ค. 2553

Monday, July 5, 2010

วิกฤติหนี้ภาครัฐยุโรป*

หากย้อนเวลากลับไปเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1999 ทั่วโลกต่างตื่นเต้นและจับจ้องกับการที่ 11 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้รวมกลุ่ม (Integration) ทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า Eurozone (ปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มเป็น 16 ประเทศ) โดยมีการใช้นโยบายทางการเงินและสกุลเงินร่วมกัน นั่นคือ สกุลเงินยูโร ในตอนนั้นนักวิชาการหลายท่านต่างสงสัยว่าการรวมกลุ่ม Eurozone อาจจะไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะเนื่องจากแต่ละประเทศมีความแตกต่างอย่างมากในพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่ม Eurozone ซึ่งหมายถึง การสูญเสียความเป็นอิสระของนโยบายทางการเงิน โดยธนาคารกลางแห่งสหภาพยุโรป (European Central Bank) จะเป็นผู้กำหนดนโยบายทางการเงิน รวมถึงอัตราดอกเบี้ยของทั้งกลุ่มประเทศ Eurozone

เพื่อให้พื้นฐานทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศมีความใกล้เคียงกัน สหภาพยุโรปจึงได้ออกข้อกำหนดเพื่อให้แต่ประเทศที่สนใจจะเข้ามาเป็นสมาชิกของ Eurozone ได้ปรับให้มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาคใกล้เคียงกันก่อน โดยข้อกำหนดดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Maastricht convergence criteria ซึ่งมีข้อกำหนดทั้งในเรื่องอัตราเงินเฟ้อ สถานะทางการคลัง อัตราดอกเบี้ย รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยน

ในส่วนของข้อกำหนดทางการคลัง ถึงแม้ว่าประเทศสมาชิก Eurozone จะมีความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายทางการคลังเป็นของตนเอง แต่สหภาพยุโรปได้กำหนดให้แต่ละประเทศสมาชิก จะต้องมีระดับการขาดดุลงบประมาณ ไม่เกินร้อยละ 3 ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ หรือ GDP และระดับหนี้ของประเทศจะต้องไม่เกินร้อยละ 60 ของ GDP และเพื่อให้การบังคับใช้ข้อกำหนด Maastricht เป็นไปได้อย่างจริงจัง ในปี ค.ศ. 1997 สหภาพยุโรปได้ออกข้อตกลง Stability and Growth Pact (SGP) เพื่อเป็นเครื่องมือในการกำกับ โดยกำหนดบทลงโทษหากประเทศสมาชิกไม่สามารถดำเนินการได้ตามข้อตกลงที่ตั้งไว้ ซึ่งอาจถูกปรับได้สูงถึง 0.5% ของ GDP

ข้อกำหนดทางการคลังที่ถูกกำหนดไว้ดังกล่าวได้ถูกวิพากย์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม บ้างว่าเป็นข้อกำหนดที่ไม่มีความยืดหยุ่นเพียงพอ และมีความหละหลวมในการบังคับใช้ ซึ่งประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ใน Eurozone ถูกพบว่า ไม่ได้ดำเนินการรักษาสถานะทางการคลังให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่ตั้งไว้ เช่น ในปีที่แล้ว ประเทศในกลุ่มที่เกิดวิกฤติหนี้ภาครัฐ หรือที่เรียกว่า PIIGS ซึ่งประกอบไปด้วย โปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี กรีซ และสเปน มีการขาดดุลงบประมาณสูงถึงร้อยละ 7.7, 14.7, 4.5, 14.5, และ7.2 ของ GDP ตามลำดับ ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าข้อกำหนดที่ตั้งไว้ที่ไม่เกินร้อยละ 3 ของ GDP ที่แย่ไปกว่านั้น ประเทศกรีซ ถูกพบว่ามีการตกแต่งดุลบัญชีของประเทศเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ที่สหภาพยุโรปได้กำหนดไว้ ก่อนที่จะสามารถเข้ามาเป็นสมาชิกประเทศ Eurozone ได้ในปี ค.ศ. 2001

เมื่อการบังคับใช้ข้อกำหนดของ Eurozone เป็นไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ หลายๆ ประเทศจึงไม่ได้มีการรักษาวินัยทางการคลังอย่างที่ควรจะเป็น ตัวอย่างเช่น การขาดดุลงบประมาณเป็นอย่างมากของประเทศกรีซ เกิดจากการใช้จ่ายอย่างเกินตัวของภาครัฐ รายจ่ายภาครัฐของประเทศกรีซคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 50 ของ GDP ซึ่งนับว่าเป็นสัดส่วนที่สูงมาก โดยส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือยและไม่มีประสิทธิภาพ ที่มาจากโครงการประชานิยมที่ออกมาอย่างมากมาย ระบบประกันสังคมที่เป็นไปอย่างเกินตัว นอกจากนี้ รายได้ของรัฐที่จัดเก็บได้จริงต่ำกว่าที่ตั้งไว้ในตอนจัดทำงบประมาณเป็นอย่างมาก ปัจจัยเหล่านี้ ล้วนส่งผลให้ประเทศกรีซเกิดการขาดดุลงบประมาณอย่างมาก และได้กลายเป็นคำถามต่อไปในอนาคตว่า การรวมกลุ่มเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น โดยยินยอมให้รัฐบาลของแต่ประเทศจัดทำงบประมาณได้ด้วยตนเอง งบประมาณที่จัดทำขึ้นมานั้นจะมีความน่าเชื่อถือเพียงใดและจะสร้างปัญหาต่อไปหรือไม่? เพราะรัฐบาลอาจมีแรงจูงใจในการจัดทำงบประมาณที่มีการประมาณการรายรับให้สูงกว่าที่ควรจะเป็น เพื่อสามารถเพิ่มงบประมาณรายจ่ายภาครัฐให้สูงขึ้นก็เป็นได้

เมื่อรายจ่ายสูงกว่ารายรับที่ภาครัฐจัดเก็บได้ ปัญหาหนี้ภาครัฐจึงเกิดขึ้น ในกลุ่มประเทศ PIIGS หนี้ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นเป็นหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ โดยเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ (กว่า 80%) เป็นประเทศในสหภาพยุโรป ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศษ และ เยอรมันนี การกู้ยืมเงินจากต่างประเทศอย่างมากมายนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้นโยบายทางการเงินร่วมกันของประเทศในกลุ่ม Eurozone ด้วยความเชื่อมั่นในพื้นฐานทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ Eurozone อัตราดอกเบี้ยที่ถูกกำหนดโดยธนาคารกลางของสหภาพยุโรป (ECB) จึงเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่หากประเทศในกลุ่ม PIIGS มีนโยบายทางการเงินที่เป็นอิสระและเป็นผู้กำหนดอัตราดอกเบี้ยด้วยตนเอง

เมื่อกลไกการทำงานผ่านทางอัตราดอกเบี้ยไม่ได้ถูกทำงานอย่างเหมาะสม ในการแสดงถึงความเสี่ยงในการกู้ยืมเงินหรือความสามารถในการชำระหนี้ของแต่ละประเทศได้ ประเทศในกลุ่ม PIIGS จึงสามารถกู้ยืมเงินจากต่างประเทศได้อย่างเกินตัว และได้กลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ระดับหนี้ภาครัฐของประเทศในกลุ่ม PIIGS สูงจนอยู่ในระดับที่อาจมีปัญหาในการชำระหนี้ได้ ในกรณีของประเทศกรีซ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศจาก AA- ในปี ค.ศ. 2008 เหลือเพียง BB+ ในปีนี้ ซึ่งเป็นระดับที่ S&P ประเมินว่าเจ้าหนี้อาจจะได้รับการชำระหนี้เพียง 30-50% ของเงินต้น

ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า ความล้มเหลวในการควบคุมให้แต่ละประเทศสมาชิกในกลุ่ม Eurozone รักษาฐานะทางการคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ได้กลายเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งของการเกิดวิกฤติหนี้ภาครัฐยุโรปในครั้งนี้ บทความถัดไปของผู้เขียน (ในวันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม) จะเป็นการนำเสนอสาเหตุสำคัญอื่นๆ รวมถึงผลกระทบจากวิกฤติหนี้ภาครัฐยุโรปที่จะมีต่อประเทศไทย

*"วิกฤติหนี้ภาครัฐยุโรป" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 5 ก.ค. 2553