เมื่อวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา นายจอห์น แมคเคน (John McCain) ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาตัวแทนพรรครีพับลิกัน ได้แถลงนโยบายเศรษฐกิจของเขา ที่มหาวิทยาลัย Carnegie Mellon ในประเทศสหรัฐฯ นโยบายที่เขาได้แถลงออกไปในวันนั้นได้ลบคำสบประมาทส่วนหนึ่งที่เคยมีต่อเขา ในเรื่องการขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจอย่างแท้จริง โดยแมคเคนได้แสดงเจตจำนงค์อย่างชัดเจนว่า หากเขาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐฯ เขาจะผลักดันให้นโยบายเหล่านี้เกิดขึ้นจริงให้จงได้
ยิ่งไปกว่านั้น จากการที่พรรคเดโมแครตยังไม่สามารถเลือกตัวแทนพรรคเพื่อเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน ที่แบ่งแยกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจนระหว่างผู้สนับสนุนนายบารัก โอบาม่า และผู้สนับสนุนนางฮิลลารี คลินตัน จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ หากพรรคเดโมแครตยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในเร็ววัน เสือเฒ่าอย่าง นายจอห์น แมคเคน ก็จะมีโอกาสที่ดีในการได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐฯ ดังนั้นนโยบายเศรษฐกิจของแมคเคน หรือที่ถูกเรียกว่า “McCainomics” จึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามอีกต่อไป
นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้ติดตามนโยบายเศรษฐกิจของแมคเคนต่างเห็นพ้องและยอมรับกันว่า หลายๆ นโยบายที่แมคเคนได้นำเสนอ เป็นนโยบายที่ดี และสอดคล้องกับหลักการเศรษฐศาสตร์ ผู้เขียนเองก็มีความเห็นเช่นเดียวกันกับนักเศรษฐศาสตร์เหล่านั้น และคิดว่าหลายๆนโยบายของแมคเคนมีความน่าสนใจและอาจนำมาปรับใช้ได้กับประเทศไทยต่อไปในอนาคต
ผู้เขียนขอใช้โอกาสในวันนี้นำเสนอนโยบายส่วนหนึ่งของแมคเคนที่ได้แถลงไว้ เฉพาะในส่วนของนโยบายภาษี (เนื่องจากพื้นที่ของบทความที่มีจำกัด) โดยแมคเคนได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฎิรูประบบภาษี เพื่อให้เกิดระบบภาษีที่มีความเสมอภาคมากขึ้น และลดการบิดเบือนตลาดที่เคยมีมาในอดีต ซึ่งระบบภาษีที่ดีนั้น จะช่วยส่งเสริมให้เศรษฐกิจสหรัฐฯเติบโตขึ้น เพิ่มการจ้างงาน และเพิ่มบรรยากาศการลงทุนที่ดีภายในประเทศ
ข้อเสนอในด้านนโยบายภาษีของแมคเคน สามารถสรุปได้ดังนี้
- ข้อเสนอในการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล จากที่เดิมกำหนดไว้สูงสุดที่ร้อยละ 35 มาเป็นอัตราสูงสุดที่ร้อยละ 25 โดยแมคเคนได้กล่าวถึงเหตุผลว่า การที่ปัจจุบันอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของสหรัฐฯ ถูกกำหนดไว้ในอัตราที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ เป็นปัจจัยหนี่งที่ทำให้บริษัทหรือนักลงทุนของสหรัฐฯ นำเงินไปลงทุนยังประเทศอื่นๆ เป็นจำนวนมาก ดังนั้นการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของสหรัฐฯลง จะทำให้บริษัทหรือนักลงทุนเหล่านั้นหันกลับมาลงทุนภายในประเทศกันมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มการจ้างงาน รวมถึงเกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ
- ข้อเสนอในการปรับวิธีการคิดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเดิมที่มีการคิดภาษี 2 ระบบด้วยกันคือ ระบบการคิดภาษีแบบดั้งเดิม ที่มีข้อยกเว้นและช่องโหว่ทางด้านภาษี (Tax loopholes) เป็นจำนวนมาก และระบบการคิดภาษีแบบ the Alternative Minimum Tax ที่มีอัตราภาษีที่ต่ำกว่า แต่มีข้อยกเว้นทางด้านภาษีไม่มากนัก เพื่อลดช่องโหว่ทางด้านภาษีที่เกิดขึ้นในระบบแรก ทั้งนี้ชาวสหรัฐฯจะต้องแสดงการคิดคำนวนภาษีทั้งสองระบบดังกล่าว และจะต้องจ่ายภาษีเท่ากับวิธีการคิดคำนวนที่ให้ภาษีสูงกว่า โดยแมคเคนเสนอให้ยกเลิกวิธีการคิดภาษีแบบ Alternative Minimum Tax ออกไป เพราะก่อให้เกิดต้นทุนทางด้านภาษีที่สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้การยกเลิกวิธีการคิดดังกล่าว จะช่วยลดภาระภาษีที่เกิดขึ้นต่อชนชั้นกลางของสหรัฐฯ กว่า 25 ล้านครอบครัวได้เป็นอย่างมาก
- ข้อเสนอในการปรับปรุงระบบภาษีให้มีความเสมอภาคมากขึ้น เช่น บุคคลที่สมรส หรือบุคคลที่เป็นโสด ควรจ่ายภาษีในลักษณะที่เท่าเทียมกัน เช่นได้รับการลดหย่อนทางด้านภาษีที่เท่าเทียมกัน ข้อเสนอในเรื่องนี้จะช่วยลดความไม่เท่าเทียมจากภาษีที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
- ข้อเสนอในการเพิ่มค่าลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดู คู่สมรส บิดา มารดา หรือผู้ที่ต้องอุปการะ จากเดิมที่กำหนดไว้ $US 3,500 มาเป็น $US 7,000 ต่อคน โดยข้อเสนอนี้เกิดจากการที่ค่าลดหย่อนดังกล่าวถูกกำหนดไว้มาเป็นเวลานาน ซึ่งมูลค่าที่แท้จริงของค่าลดหย่อนลดลงทุกปีเนื่องจากเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น
- ข้อเสนอในการปรับระบบภาษีให้ส่งเสริมและเอื้อหนุนต่อการพัฒนาทางด้านนวัตกรรม (Innovation) ตัวอย่างเช่น การอนุญาตให้ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการลงทุนทางเครื่องจักรและเทคโนโลยีทั้งหมดในปีนั้น โดยข้อเสนอเหล่านี้จะช่วยให้เกิดการพัฒนาทางด้านนวัตกรรมกันมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ เติบโตอย่างแข็งแกร่ง รวมถึงเพิ่มการจ้างงานภายในประเทศ
- ข้อเสนอในการปฎิรูประบบภาษีให้เป็นระบบภาษีที่ง่ายขึ้น (A simpler tax system) โดยแมคเคนได้เสนอให้เพิ่มทางเลือกในการคิดคำนวนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแก่ประชาชน ซึ่งประชาชนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ระบบภาษีแบบดั้งเดิม หรือใช้ระบบภาษีที่จะถูกนำเสนอขึ้นมาใหม่ โดยระบบภาษีใหม่ที่จะเกิดขึ้นจะเป็นระบบภาษีที่มีความเสมอภาคและไม่ยุ่งยากซับซ้อน ซึ่งจะมีอัตราภาษีเพียง 2 อัตรา (เปรียบเทียบกับเดิมที่มี 6 อัตรา) แต่ทั้งนี้จะมีการลดหย่อนทางด้านภาษีไม่มากนัก (ตามหลักการของระบบภาษีคงที่ A flat tax system) เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม รวมถึงลดช่องโหว่ทางด้านภาษีนั้นเอง
- ข้อเสนอในการยกเว้นการเก็บภาษีน้ำมันในช่วงฤดูร้อน เพื่อบรรเทาปัญหาราคาน้ำมันแพงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งข้อเสนอนี้ได้รับการวิพากย์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมเป็นอย่างมาก
* "แมคเคนโนมิกส์ (McCainomics): นโยบายภาษี" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 21 พ.ค. 2551
Wednesday, May 21, 2008
Wednesday, April 9, 2008
ทฤษฎีประชากรล้นโลกของ Malthus และปัญหาสภาวะโลกร้อน*
กว่า 200 ปีก่อน มีนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษท่านหนึ่งได้สร้างทฤษฎีประชากรที่ทำให้คนในยุคสมัยนั้นตื่นตระหนกกับคำทำนายของเขา นักเศรษฐศาสตร์ท่านนั้นมีนามว่า โทมัส โรเบิร์ต มัธทาส (Thomas Robert Malthus) สิ่งที่ Malthus ได้นำเสนอในข้อคิดเห็นเกี่ยวกับประชากร (An Essay on the Principle of Population, 1798) มีใจความสำคัญดังนี้
อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรบนโลก มีลักษณะที่เพิ่มขึ้นเป็น Geometric ratio หรือเพิ่มเป็นอันดับที่มีตัวคูณร่วม เช่น เพิ่มขึ้นจาก 1, 2, 4, 8, 16, …. ในขณะเดียวกันอัตราการเพิ่มขึ้นของอาหารที่มนุษย์สามารถผลิตได้นั้น กลับมีลักษณะเป็น Arithmetic ratio หรือเพิ่มเป็นอันดับที่มีตัวบวกร่วม เช่น เพิ่มขึ้นจาก 1, 2, 3, 4, 5, …. ซึ่งอัตราการเพิ่มขึ้นที่แตกต่างกันระหว่างจำนวนประชากรกับจำนวนอาหารที่สามารถผลิตได้นั้น ทำให้คนในยุคสมัยนั้นเกิดความกังวลถึงอนาคต ที่อาหารที่ผลิตบนโลกจะไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคของมนุษย์
Malthus ยังได้อธิบายถึงปัจจัยสองประการที่จะคอยป้องกันไม่ให้จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงเกินไปนั้น ปัจจัยแรก Malthus เรียกว่า Positive check หรือปัจจัยที่เพิ่มอัตราการตายของประชากรให้สูงขึ้น ได้แก่ ความยากจนค้นแค้นของประชากร สภาวะสงคราม เป็นต้น สำหรับปัจจัยที่สอง Malthus เรียกว่า Negative check หรือปัจจัยที่ลดอัตราการเกิดของประชากร ได้แก่ ประชากรมีการวางแผนครอบครัว รวมถึงมีการคุมกำเนิดเกิดขึ้น หรือแม้นแต่ลักษณะของประชากรที่แต่งงานช้าลง รวมถึงมีลูกน้อยลง ก็เป็นลักษณะของ Negative check นั่นเอง
แม้นว่าทฤษฎีประชากรที่ Malthus นำเสนอนั้น เรายังไม่พบว่าคำทำนายที่ว่าประชากรล้นโลกได้เกิดขึ้นจริง นักวิชาการในบางยุคบางสมัยได้กล่าวถึงทฤษฎีประชากรของ Malthus ว่าเป็นทฤษฎีที่ล้มเหลวที่สุดตั้งแต่เคยมีมา ซึ่งหนึ่งในเหตุผลหลายประการที่ทำให้ทฤษฎีของ Malthus ดังกล่าวล้มเหลว คือ Malthus เองลืมคิดถึงการปฎิรูปเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นนั้น เช่น การมีเทคโนโลยีในการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ช่วยทำให้มนุษย์สามารถผลิตอาหารได้มากขึ้นแม้นว่าจะมีปริมาณทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตเท่าเดิม หรือแม้นแต่จะลดลงก็ตาม
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจ ที่มนุษย์ในยุคหลังอาจไม่รู้จัก หรือรู้สึกกังวลใจกับทฤษฎีประชากรล้นโลกของ Malthus แต่มนุษย์กลับกำลังเผชิญกับคำทำนายของทฤษฎีใหม่ที่เกิดขึ้นมากับปัญหาสภาวะโลกร้อน (Global warming) ที่ทำให้มนุษย์กังวลกับคำทำนายทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า ในอนาคตน้ำจะท่วมโลก ทั้งนี้เนื่องจากน้ำแข็งในขั้วโลกละลายอย่างรวดเร็ว จากการที่อุณหภูมิบนโลกนี้เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากการที่แสงแดด ไม่สามารถสะท้อนผ่านกลุ่มก๊าซเรือนกระจกออกจากชั้นบรรยากาศโลกไปได้
เมื่อเราพิจารณาแนวคิดทั้งสองทฤษฎีนี้ ต่างมีความคล้ายคลึงกัน โดยต่างก็เกี่ยวข้องกับการเสียสมดุลย์ทางธรรมชาติบนโลก และมนุษย์ในยุคนั้น ต่างตื่นตระหนกกับคำทำนายของทฤษฎีที่เกิดขึ้น โดย Malthus ได้ทำนายถึงการเสียสมดุลย์ที่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของประชากรที่มากกว่าการเพิ่มขึ้นของอาหารบนโลก ในขณะที่ปัญหาสภาวะโลกร้อนเกิดจากการสมดุลย์ทางธรรมชาติเสียไป จากการที่มนุษย์ได้เพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจก (เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์) สู่ชั้นบรรยากาศโลก
ทฤษฎีของ Malthus แม้นว่าคนรุ่นหลังในบางยุคกล่าวว่าเป็นทฤษฎีที่ล้มเหลว เนื่องจากสาเหตุหลายประการที่กล่าวแล้วข้างต้น แต่ในยุคปัจจุบันที่อาหารกำลังมีราคาแพง และดูเหมือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุควิกฤติการณ์อาหารขาดแคลน อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่แสดงให้เห็นถึงคำทำนายของ Malthus ว่ากำลังเป็นจริงสำหรับปัญหาสภาวะโลกร้อน ในปัจจุบันเรายังไม่ทราบว่าคำทำนายที่เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เราคงต้องรอเวลาให้ประชากรรุ่นหลังจากเราเป็นผู้หาคำตอบของคำทำนายนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ของมนุษย์โลกคือ เมื่อไหร่ก็ตามที่สมดุลย์ของธรรมชาติเสียไป ธรรมชาติ รวมถึงมนุษย์โลก จะต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว เพื่อเข้าหาสมดุลย์ใหม่ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Positive หรือ Negative checks ก็ตาม ในขณะเดียวกัน วิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีก็ไม่เคยหยุดอยู่นิ่ง มนุษย์ได้เรียนรู้และพัฒนาสิ่งต่างๆใหม่ๆ เพื่อช่วยให้เราอยู่รอดได้จนถึงทุกวันนี้
* "ทฤษฎีประชากรล้นโลกของ Malthus และปัญหาสภาวะโลกร้อน" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 9 เม.ย. 2551
อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรบนโลก มีลักษณะที่เพิ่มขึ้นเป็น Geometric ratio หรือเพิ่มเป็นอันดับที่มีตัวคูณร่วม เช่น เพิ่มขึ้นจาก 1, 2, 4, 8, 16, …. ในขณะเดียวกันอัตราการเพิ่มขึ้นของอาหารที่มนุษย์สามารถผลิตได้นั้น กลับมีลักษณะเป็น Arithmetic ratio หรือเพิ่มเป็นอันดับที่มีตัวบวกร่วม เช่น เพิ่มขึ้นจาก 1, 2, 3, 4, 5, …. ซึ่งอัตราการเพิ่มขึ้นที่แตกต่างกันระหว่างจำนวนประชากรกับจำนวนอาหารที่สามารถผลิตได้นั้น ทำให้คนในยุคสมัยนั้นเกิดความกังวลถึงอนาคต ที่อาหารที่ผลิตบนโลกจะไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคของมนุษย์
Malthus ยังได้อธิบายถึงปัจจัยสองประการที่จะคอยป้องกันไม่ให้จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงเกินไปนั้น ปัจจัยแรก Malthus เรียกว่า Positive check หรือปัจจัยที่เพิ่มอัตราการตายของประชากรให้สูงขึ้น ได้แก่ ความยากจนค้นแค้นของประชากร สภาวะสงคราม เป็นต้น สำหรับปัจจัยที่สอง Malthus เรียกว่า Negative check หรือปัจจัยที่ลดอัตราการเกิดของประชากร ได้แก่ ประชากรมีการวางแผนครอบครัว รวมถึงมีการคุมกำเนิดเกิดขึ้น หรือแม้นแต่ลักษณะของประชากรที่แต่งงานช้าลง รวมถึงมีลูกน้อยลง ก็เป็นลักษณะของ Negative check นั่นเอง
แม้นว่าทฤษฎีประชากรที่ Malthus นำเสนอนั้น เรายังไม่พบว่าคำทำนายที่ว่าประชากรล้นโลกได้เกิดขึ้นจริง นักวิชาการในบางยุคบางสมัยได้กล่าวถึงทฤษฎีประชากรของ Malthus ว่าเป็นทฤษฎีที่ล้มเหลวที่สุดตั้งแต่เคยมีมา ซึ่งหนึ่งในเหตุผลหลายประการที่ทำให้ทฤษฎีของ Malthus ดังกล่าวล้มเหลว คือ Malthus เองลืมคิดถึงการปฎิรูปเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นนั้น เช่น การมีเทคโนโลยีในการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ช่วยทำให้มนุษย์สามารถผลิตอาหารได้มากขึ้นแม้นว่าจะมีปริมาณทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตเท่าเดิม หรือแม้นแต่จะลดลงก็ตาม
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจ ที่มนุษย์ในยุคหลังอาจไม่รู้จัก หรือรู้สึกกังวลใจกับทฤษฎีประชากรล้นโลกของ Malthus แต่มนุษย์กลับกำลังเผชิญกับคำทำนายของทฤษฎีใหม่ที่เกิดขึ้นมากับปัญหาสภาวะโลกร้อน (Global warming) ที่ทำให้มนุษย์กังวลกับคำทำนายทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า ในอนาคตน้ำจะท่วมโลก ทั้งนี้เนื่องจากน้ำแข็งในขั้วโลกละลายอย่างรวดเร็ว จากการที่อุณหภูมิบนโลกนี้เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากการที่แสงแดด ไม่สามารถสะท้อนผ่านกลุ่มก๊าซเรือนกระจกออกจากชั้นบรรยากาศโลกไปได้
เมื่อเราพิจารณาแนวคิดทั้งสองทฤษฎีนี้ ต่างมีความคล้ายคลึงกัน โดยต่างก็เกี่ยวข้องกับการเสียสมดุลย์ทางธรรมชาติบนโลก และมนุษย์ในยุคนั้น ต่างตื่นตระหนกกับคำทำนายของทฤษฎีที่เกิดขึ้น โดย Malthus ได้ทำนายถึงการเสียสมดุลย์ที่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของประชากรที่มากกว่าการเพิ่มขึ้นของอาหารบนโลก ในขณะที่ปัญหาสภาวะโลกร้อนเกิดจากการสมดุลย์ทางธรรมชาติเสียไป จากการที่มนุษย์ได้เพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจก (เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์) สู่ชั้นบรรยากาศโลก
ทฤษฎีของ Malthus แม้นว่าคนรุ่นหลังในบางยุคกล่าวว่าเป็นทฤษฎีที่ล้มเหลว เนื่องจากสาเหตุหลายประการที่กล่าวแล้วข้างต้น แต่ในยุคปัจจุบันที่อาหารกำลังมีราคาแพง และดูเหมือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุควิกฤติการณ์อาหารขาดแคลน อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่แสดงให้เห็นถึงคำทำนายของ Malthus ว่ากำลังเป็นจริงสำหรับปัญหาสภาวะโลกร้อน ในปัจจุบันเรายังไม่ทราบว่าคำทำนายที่เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เราคงต้องรอเวลาให้ประชากรรุ่นหลังจากเราเป็นผู้หาคำตอบของคำทำนายนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ของมนุษย์โลกคือ เมื่อไหร่ก็ตามที่สมดุลย์ของธรรมชาติเสียไป ธรรมชาติ รวมถึงมนุษย์โลก จะต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว เพื่อเข้าหาสมดุลย์ใหม่ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Positive หรือ Negative checks ก็ตาม ในขณะเดียวกัน วิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีก็ไม่เคยหยุดอยู่นิ่ง มนุษย์ได้เรียนรู้และพัฒนาสิ่งต่างๆใหม่ๆ เพื่อช่วยให้เราอยู่รอดได้จนถึงทุกวันนี้
* "ทฤษฎีประชากรล้นโลกของ Malthus และปัญหาสภาวะโลกร้อน" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 9 เม.ย. 2551
Wednesday, March 12, 2008
จากประเทศแอฟริกาใต้ สู่การเมืองไทย*
เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ร่วมกับคณะเดินทางไปประเทศแอฟริกาใต้เพื่อไปสัมภาษณ์หน่วยงานราชการ รวมถึงภาคธุรกิจต่างๆ เพื่อหาช่องทางการขยายตลาดของผู้ประกอบการ SME ไทย จากการพบปะพูดคุยกับคนแอฟริกาใต้หลายท่าน ทำให้ผมได้เรียนรู้สิ่งต่างๆที่น่าสนใจมากมาย โดยมีหลายเรื่องที่ทำให้ผมอดสะท้อนคิดถึงเมืองไทยไม่ได้ ทั้งนี้ผมขออนุญาตเล่าพอเป็นสังเขปดังนี้
ประเทศแอฟริกาใต้เป็นประเทศที่อยู่ตอนใต้สุดของทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยทรัพยากรแร่ทางธรรมชาติที่มีมูลค่ามาก เช่น ทอง เพชร แพลตินัม อยู่เป็นจำนวนมาก ปัจจัยทางธรรมชาติเหล่านี้ มีส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศแอฟริกาใต้มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก นอกจากนั้น การที่ประเทศแอฟริกาใต้เคยตกเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ ซึ่งในช่วงที่ตกเป็นอาณานิคมนั้น การบริหารประเทศตกอยู่ในน้ำมือของคนผิวขาว ซึ่งต้องยอมรับว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศที่แข็งแกร่งหลายอย่างที่ยังมีในปัจจุบัน เกิดจากการวางรากฐานที่ดีโดยคนผิวขาวที่เข้ามาปกครองในอดีต
การปกครองประเทศที่คนส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำจากคนผิวขาวที่เป็นคนกลุ่มน้อย ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงและยาวนานจากคนท้องถิ่น หรือเจ้าของประเทศเดิมที่เป็นคนผิวดำ การต่อสู้เรียกร้องเอกราชเป็นไปอย่างยาวนาน จนท้ายที่สุดประเทศก็ได้รับเอกราช นอกจากนี้ผู้นำในการเรียกร้องเอกราชชาวแอฟริกาใต้ ได้รับรางวัลโนเบิลสาขาสันติภาพ มากถึง 4 ท่านด้วยกัน นับตั้งแต่อาจารย์ Albert Lutuli ในปี ค.ศ. 1960 จนถึง อดีตประธานาธิบดี Nelson Mandela ในปี ค.ศ. 1993
ปี ค.ศ. 1994 นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของประเทศ ได้มีการจัดการเลือกตั้งครั้งแรกที่อนุญาตให้มีพรรคการเมืองของคนผิวดำเข้ามาแข่งขัน ผลการเลือกตั้งที่ออกมา พรรค African National Congress (ANC) ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดี Nelson Mandela ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของคนผิวดำชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ทั้งนี้เป็นเพราะสัดส่วนของประชากรผิวขาวกับผิวดำมีความแตกต่างกันมาก โดยมีเพียงประมาณร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมดที่เป็นคนผิวขาว ดังนั้นโอกาสต่อไปในอนาคตที่พรรคการเมืองของคนผิวขาวจะสามารถกลับมาบริหารประเทศไทยได้อีกครั้ง เรียกได้ว่าแทบจะเป็นศูนย์เลยทีเดียว
การเข้ามาบริหารประเทศของคนผิวดำ ดำเนินนโยบายชัดเจนที่จะสนับสนุนและผลักดันให้คนผิวดำเข้ามามีอำนาจในหน่วยงานต่างๆของภาครัฐมากขึ้น โดยเฉพาะตำแหน่งระดับสูงของประเทศ เช่น ตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี รวมถึงตำแหน่งในระดับสูงของหน่วยงานราชการต่างๆ
ตัวผมเอง จากการที่เข้าไปติดต่อพูดคุยกับหน่วยงานต่างๆ หลายหน่วยงานของแอฟริกาใต้พบว่า ปัจจุบันผู้บริหารในหน่วยงานต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นคนผิวดำ โดยอาจมีคนผิวขาวอยู่บ้าง แต่เป็นจำนวนน้อยมากและส่วนใหญ่เป็นระดับอาวุโสที่ใกล้จะเกษียณอายุกันหมดแล้ว ซึ่งภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ผู้บริหารประเทศเกือบทั้งหมดคงจะมีแต่เพียงคนผิวสีดำเท่านั้น
ปัญหาสำคัญที่ประเทศแอฟริกาใต้กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ (นอกเหนือจากปัญหาโรคเอดส์) คือความแตกต่างทางด้านการศึกษาระหว่างกลุ่มคนผิวขาวและคนผิวดำ ปัญหานี้ถูกสะสมมานานมานับตั้งแต่อดีต โดยในช่วงที่คนผิวขาวปกครองประเทศที่มีการแบ่งแยกสีผิวอย่างชัดเจน คนผิวดำส่วนใหญ่ไม่ได้รับโอกาสในการศึกษาที่ดี เฉกเช่นเดียวกับคนผิวขาว ดังนั้นเมื่อวันที่พรรคการเมืองของคนผิวดำชนะการเลือกตั้งเข้ามา ทรัพยากรบุคคลในส่วนของคนผิวดำที่มีความรู้และความสามารถที่ดีเพื่อเข้ามาบริหารประเทศจึงมีค่อนข้างจำกัด
ดังนั้นคนผิวดำที่เข้ามาปกครองประเทศในขณะนี้ หลายๆ คน จึงไม่มีความรู้หรือความสามารถในการบริหารประเทศอย่างแท้จริง บุคคลเหล่านี้ได้รับโอกาสเข้ามาบริหารประเทศที่มีความเจริญมั่นคั่งสะสมมาจากอดีต หากเปรียบเป็นสำนวนไทย คงไม่แคล้วกับสำนวนไทยที่ว่า “สามล้อถูกหวย”
ตัวอย่างเช่น รัฐมนตรีสาธารณสุขของแอฟริกาใต้ในปัจจุบันคือ ดร. Manto Tshabalala-Msimang ซึ่งนับว่ามีบทบาทสูงในประเทศแอฟริกาใต้ที่มีปัญหาโรคเอดส์อย่างรุนแรง โดนมีประชาชนเกิน 5 ล้านคนมีเชื้อ HIVs อยู่ในปัจจุบัน ดร. Manto เคยออกมาพูดว่า โรคเอดส์สามารถรักษาให้หายได้ โดยการใช้กระเทียม มะนาว และบีทรู้ท (Beetroot) ในการรักษา เช่นเดียวกัน ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของแอฟริการใต้คือ Thabo Mbeki ก็เคยถูกโจมตีอย่างหนังในช่วงปี ค.ศ. 2001 ที่ออกมาพูดว่าปัญหาโรคเอดส์ไม่ได้เกิดจากเชื้อ HIVs แต่เกิดจากความยากจน ดังนั้นหากแก้ปัญหาความยากจนได้ ปัญหาโรคเอดส์ก็จะหมดไป
ความคิดเหล่านี้ได้แสดงถึงความรู้ และความใจปัญหาของผู้นำประเทศ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่า เมื่อคนระดับผู้นำประเทศมีความคิดอย่างนี้ได้ คนแอฟริกาใต้จำนวนมากจึงไม่ได้เกรงกลัวหรือตระหนักถึงปัญหาโรคเอดส์ที่เกิดขึ้นเท่าที่ควร ทั้งที่ในปัจจุบันได้คร่าชีวิตคนแอฟริกาใต้เกือบวันละ 1,000 คน
สำหรับในปีหน้าที่จะมาถึง จะเป็นปีที่มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่เกิดขึ้นที่แอฟริกาใต้ ซึ่งไม่น่าแปลกใจ หากผู้นำพรรค African National Congress (ANC) ในปัจจุบันคือ นาย Jacob Zuma จะถูกคาดหมายให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีต่อจาก ประธานาธิบดี Thabo Mbeki ที่ใกล้จะครบวาระ แต่ทั้งนี้นาย Jacob Zuma เอง ก็มีปัญหาติดตัวมาหลายเรื่องที่ในปัจจุบันอยู่ในชั้นการฟ้องร้อง ดำเนินคดีในศาล เช่น
นาย Jacob Zuma เคยถูกกล่าวและฟ้องร้องว่า ได้ข่มขืนเพื่อนของครอบครัว (ต่อมาภายหลัง คดีได้ถูกยกฟ้อง) ซึ่งนาย Jacob ได้กล่าวในศาลว่า ตนเคยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ที่ติดเชื้อ AIDs แต่ไม่ได้มีการป้องกันแต่อย่างใด โดยเขาเชื่อว่า การอาบน้ำก็สามารถป้องกันโรคเอดส์ได้แล้ว นอกจากนี้ นาย Jacob ก็กำลังโดนฟ้องร้องในเรื่องของการรับสินบน และปัญหาการคอร์รับชั่น ดังนั้นในปีหน้า เมื่อนาย Jacob ได้รับการรับเลือกเป็นประธานาธิบดี ก็จะเป็นประธานาธิบดีผู้ที่มีข้อครหาเรื่องคอร์รับชั่นติดตัวมาด้วย
หากลองเปรียบเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศแอฟริกาใต้และในประเทศไทยในเวลานี้ แม้นว่าทั้งสองประเทศจะอยู่ไกลกันคนละทวีปของโลก แต่กลับมีหลายเรื่องที่คล้ายๆ กันอยู่จนน่าประหลาดใจ เช่น พรรคการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศ ได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้น จากกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่ยังมีปัญหาความยากจนและปัญหาการศึกษาอยู่ หรือ กลุ่มคนที่เข้ามาบริหารประเทศในปัจจุบัน หลายคนๆ ขาดความรู้ หรือประสบการณ์ในหน้าที่การบริหารงานในเรื่องเหล่านั้นจริง หรือ การมีผู้นำประเทศที่มาพร้อมข้อกล่าวหาติดตัวมาด้วย โดยเฉพาะในเรื่องปัญหาคอร์รับชั่น
* "จากประเทศแอฟริกาใต้ สู่การเมืองไทย" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 12 มี.ค. 2551
ประเทศแอฟริกาใต้เป็นประเทศที่อยู่ตอนใต้สุดของทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยทรัพยากรแร่ทางธรรมชาติที่มีมูลค่ามาก เช่น ทอง เพชร แพลตินัม อยู่เป็นจำนวนมาก ปัจจัยทางธรรมชาติเหล่านี้ มีส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศแอฟริกาใต้มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก นอกจากนั้น การที่ประเทศแอฟริกาใต้เคยตกเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ ซึ่งในช่วงที่ตกเป็นอาณานิคมนั้น การบริหารประเทศตกอยู่ในน้ำมือของคนผิวขาว ซึ่งต้องยอมรับว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศที่แข็งแกร่งหลายอย่างที่ยังมีในปัจจุบัน เกิดจากการวางรากฐานที่ดีโดยคนผิวขาวที่เข้ามาปกครองในอดีต
การปกครองประเทศที่คนส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำจากคนผิวขาวที่เป็นคนกลุ่มน้อย ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงและยาวนานจากคนท้องถิ่น หรือเจ้าของประเทศเดิมที่เป็นคนผิวดำ การต่อสู้เรียกร้องเอกราชเป็นไปอย่างยาวนาน จนท้ายที่สุดประเทศก็ได้รับเอกราช นอกจากนี้ผู้นำในการเรียกร้องเอกราชชาวแอฟริกาใต้ ได้รับรางวัลโนเบิลสาขาสันติภาพ มากถึง 4 ท่านด้วยกัน นับตั้งแต่อาจารย์ Albert Lutuli ในปี ค.ศ. 1960 จนถึง อดีตประธานาธิบดี Nelson Mandela ในปี ค.ศ. 1993
ปี ค.ศ. 1994 นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของประเทศ ได้มีการจัดการเลือกตั้งครั้งแรกที่อนุญาตให้มีพรรคการเมืองของคนผิวดำเข้ามาแข่งขัน ผลการเลือกตั้งที่ออกมา พรรค African National Congress (ANC) ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดี Nelson Mandela ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของคนผิวดำชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ทั้งนี้เป็นเพราะสัดส่วนของประชากรผิวขาวกับผิวดำมีความแตกต่างกันมาก โดยมีเพียงประมาณร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมดที่เป็นคนผิวขาว ดังนั้นโอกาสต่อไปในอนาคตที่พรรคการเมืองของคนผิวขาวจะสามารถกลับมาบริหารประเทศไทยได้อีกครั้ง เรียกได้ว่าแทบจะเป็นศูนย์เลยทีเดียว
การเข้ามาบริหารประเทศของคนผิวดำ ดำเนินนโยบายชัดเจนที่จะสนับสนุนและผลักดันให้คนผิวดำเข้ามามีอำนาจในหน่วยงานต่างๆของภาครัฐมากขึ้น โดยเฉพาะตำแหน่งระดับสูงของประเทศ เช่น ตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี รวมถึงตำแหน่งในระดับสูงของหน่วยงานราชการต่างๆ
ตัวผมเอง จากการที่เข้าไปติดต่อพูดคุยกับหน่วยงานต่างๆ หลายหน่วยงานของแอฟริกาใต้พบว่า ปัจจุบันผู้บริหารในหน่วยงานต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นคนผิวดำ โดยอาจมีคนผิวขาวอยู่บ้าง แต่เป็นจำนวนน้อยมากและส่วนใหญ่เป็นระดับอาวุโสที่ใกล้จะเกษียณอายุกันหมดแล้ว ซึ่งภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ผู้บริหารประเทศเกือบทั้งหมดคงจะมีแต่เพียงคนผิวสีดำเท่านั้น
ปัญหาสำคัญที่ประเทศแอฟริกาใต้กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ (นอกเหนือจากปัญหาโรคเอดส์) คือความแตกต่างทางด้านการศึกษาระหว่างกลุ่มคนผิวขาวและคนผิวดำ ปัญหานี้ถูกสะสมมานานมานับตั้งแต่อดีต โดยในช่วงที่คนผิวขาวปกครองประเทศที่มีการแบ่งแยกสีผิวอย่างชัดเจน คนผิวดำส่วนใหญ่ไม่ได้รับโอกาสในการศึกษาที่ดี เฉกเช่นเดียวกับคนผิวขาว ดังนั้นเมื่อวันที่พรรคการเมืองของคนผิวดำชนะการเลือกตั้งเข้ามา ทรัพยากรบุคคลในส่วนของคนผิวดำที่มีความรู้และความสามารถที่ดีเพื่อเข้ามาบริหารประเทศจึงมีค่อนข้างจำกัด
ดังนั้นคนผิวดำที่เข้ามาปกครองประเทศในขณะนี้ หลายๆ คน จึงไม่มีความรู้หรือความสามารถในการบริหารประเทศอย่างแท้จริง บุคคลเหล่านี้ได้รับโอกาสเข้ามาบริหารประเทศที่มีความเจริญมั่นคั่งสะสมมาจากอดีต หากเปรียบเป็นสำนวนไทย คงไม่แคล้วกับสำนวนไทยที่ว่า “สามล้อถูกหวย”
ตัวอย่างเช่น รัฐมนตรีสาธารณสุขของแอฟริกาใต้ในปัจจุบันคือ ดร. Manto Tshabalala-Msimang ซึ่งนับว่ามีบทบาทสูงในประเทศแอฟริกาใต้ที่มีปัญหาโรคเอดส์อย่างรุนแรง โดนมีประชาชนเกิน 5 ล้านคนมีเชื้อ HIVs อยู่ในปัจจุบัน ดร. Manto เคยออกมาพูดว่า โรคเอดส์สามารถรักษาให้หายได้ โดยการใช้กระเทียม มะนาว และบีทรู้ท (Beetroot) ในการรักษา เช่นเดียวกัน ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของแอฟริการใต้คือ Thabo Mbeki ก็เคยถูกโจมตีอย่างหนังในช่วงปี ค.ศ. 2001 ที่ออกมาพูดว่าปัญหาโรคเอดส์ไม่ได้เกิดจากเชื้อ HIVs แต่เกิดจากความยากจน ดังนั้นหากแก้ปัญหาความยากจนได้ ปัญหาโรคเอดส์ก็จะหมดไป
ความคิดเหล่านี้ได้แสดงถึงความรู้ และความใจปัญหาของผู้นำประเทศ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่า เมื่อคนระดับผู้นำประเทศมีความคิดอย่างนี้ได้ คนแอฟริกาใต้จำนวนมากจึงไม่ได้เกรงกลัวหรือตระหนักถึงปัญหาโรคเอดส์ที่เกิดขึ้นเท่าที่ควร ทั้งที่ในปัจจุบันได้คร่าชีวิตคนแอฟริกาใต้เกือบวันละ 1,000 คน
สำหรับในปีหน้าที่จะมาถึง จะเป็นปีที่มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่เกิดขึ้นที่แอฟริกาใต้ ซึ่งไม่น่าแปลกใจ หากผู้นำพรรค African National Congress (ANC) ในปัจจุบันคือ นาย Jacob Zuma จะถูกคาดหมายให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีต่อจาก ประธานาธิบดี Thabo Mbeki ที่ใกล้จะครบวาระ แต่ทั้งนี้นาย Jacob Zuma เอง ก็มีปัญหาติดตัวมาหลายเรื่องที่ในปัจจุบันอยู่ในชั้นการฟ้องร้อง ดำเนินคดีในศาล เช่น
นาย Jacob Zuma เคยถูกกล่าวและฟ้องร้องว่า ได้ข่มขืนเพื่อนของครอบครัว (ต่อมาภายหลัง คดีได้ถูกยกฟ้อง) ซึ่งนาย Jacob ได้กล่าวในศาลว่า ตนเคยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ที่ติดเชื้อ AIDs แต่ไม่ได้มีการป้องกันแต่อย่างใด โดยเขาเชื่อว่า การอาบน้ำก็สามารถป้องกันโรคเอดส์ได้แล้ว นอกจากนี้ นาย Jacob ก็กำลังโดนฟ้องร้องในเรื่องของการรับสินบน และปัญหาการคอร์รับชั่น ดังนั้นในปีหน้า เมื่อนาย Jacob ได้รับการรับเลือกเป็นประธานาธิบดี ก็จะเป็นประธานาธิบดีผู้ที่มีข้อครหาเรื่องคอร์รับชั่นติดตัวมาด้วย
หากลองเปรียบเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศแอฟริกาใต้และในประเทศไทยในเวลานี้ แม้นว่าทั้งสองประเทศจะอยู่ไกลกันคนละทวีปของโลก แต่กลับมีหลายเรื่องที่คล้ายๆ กันอยู่จนน่าประหลาดใจ เช่น พรรคการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศ ได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้น จากกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่ยังมีปัญหาความยากจนและปัญหาการศึกษาอยู่ หรือ กลุ่มคนที่เข้ามาบริหารประเทศในปัจจุบัน หลายคนๆ ขาดความรู้ หรือประสบการณ์ในหน้าที่การบริหารงานในเรื่องเหล่านั้นจริง หรือ การมีผู้นำประเทศที่มาพร้อมข้อกล่าวหาติดตัวมาด้วย โดยเฉพาะในเรื่องปัญหาคอร์รับชั่น
* "จากประเทศแอฟริกาใต้ สู่การเมืองไทย" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 12 มี.ค. 2551
Thursday, November 22, 2007
ทฤษฏีเกมส์กับการแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อน*
ในบทความทันเศรษฐกิจหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เล่าถึงสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น รวมถึงพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ที่ปัจจุบันมีประเทศกว่า 175 ประเทศทั่วโลกได้ลงนามให้สัตยาบันรับรอง ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือระดับประเทศในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลง
แต่ทั้งนี้ความร่วมมือระดับประเทศดังกล่าว คงไม่อาจแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนให้หมดลงได้ เนื่องจากนโยบายสาธารณะรัฐต่างๆที่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการลดหรือจำกัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาในแต่ละประเทศ เช่น Carbon tax หรือ การเก็บภาษีตามปริมาณคาร์บอนที่ถูกปล่อยออกมา มักจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในประเทศ ตัวอย่างเช่น หากรัฐดำเนินการเพิ่มภาษีสินค้าน้ำมันหรือรถยนต์ให้สูงขึ้นจากเดิม เพื่อลดปริมาณการบริโภคน้ำมันและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถยนต์ลง ประชาชนผู้ใช้รถยนต์ส่วนใหญ่ในประเทศคงไม่เห็นด้วยแน่ เพราะต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้นไปอีก จากที่ปัจจุบันแทบจะจ่ายกันไม่ไหวอยู่แล้ว สุดท้ายก็คงจะผลักความรับผิดชอบไปยังผู้ผลิตสินค้าแทน
ในกรณีที่ภาระทางภาษีคาร์บอนถูกผลักไปยังผู้ผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ภาษีเหล่านี้จะเพิ่มต้นทุนของการผลิตสินค้าให้สูงขึ้น จากการที่ผู้ผลิตต้องเพิ่มการลงทุนในการควบคุมปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาให้เป็นไปตามที่เป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งแน่นอนว่า ต้นทุนที่ปรับสูงขึ้นมานี้ จะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในตลาดโลก และสุดท้ายภาระทางภาษีก็จะถูกผลักมายังผู้บริโภคสินค้าในประเทศ ผ่านทางราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอยู่ดี
ดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่นโยบายสาธารณะที่ใช้ในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจะได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจต่างๆในประเทศ จึงไม่น่าแปลกใจที่็น็เราจะสังเกตได้ว่า แม้นปัจจุบันสังคมไทยได้ตระหนักถึงปัญหาสภาวะโลกร้อนมากขึ้น แต่กลับไม่มีพรรคการเมืองใด ที่จะกล้านำเสนอหรือชูนโยบายในการแก้ไขสภาวะโลกร้อนเป็นนโยบายนำของพรรค (แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา) แต่กลับมุ่งนำเสนอนโยบายประชานิยม ที่ให้ประโยชน์โดยตรงแก่ประชาชนเป็นสำคัญ เพราะนโยบายประชานิยมเหล่านี้ง่ายที่จะได้รับการสนุนจากประชาชนนั่นเอง
นอกจากปัญหาในแง่ของการใช้นโยบายสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนในประเทศแล้ว ยังมีปัญหาใหญ่ที่สำคัญอีกปัญหาหนึ่ง ที่ทำให้การแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนในระดับประเทศไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร ปัญหาที่ว่านี้คือ ปัญหาที่เกิดจากความไม่ร่วมมือกันของทุกประเทศ ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น หรือดำเนินการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงนั่นเอง
หากมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ดำเนินการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลง ก็ไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นได้ อย่างดีที่สุดอาจสามารถบรรเทาหรือชะลอปัญหาลงได้บางส่วน แต่ทั้งนี้ประเทศที่ไม่ได้ดำเนินการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลง (ด้วยเหตุผลส่วนหนึ่ง ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น) ก็จะได้รับประโยชน์จากการดำเนินการของประเทศอื่นๆ โดยที่ไม่ต้องลงมือทำเอง ในทางเศรษฐศาสตร์เรากล่าวถึง คนที่รอผลประโยชน์จากการกระทำของคนอื่นโดยที่ตัวเองไม่ลงมือทำว่า “Free Rider”
แต่ถ้าหากประเทศส่วนใหญ่ทำตัวเป็น Free Rider โดยรอคอยผลประโยชน์ที่เกิดจากการดำเนินการของคนอื่น สุดท้ายก็คงไม่มีประเทศใดที่จะยอมดำเนินการในการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกของตนลง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ทุกประเทศจะต้องเผชิญกับปัญหาสภาวะโลกร้อนที่รุนแรงกว่า ในกรณีที่ประเทศต่างๆ ร่วมมือกันดำเนินการ หรืออย่างน้องมีบางประเทศดำเนินการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลง
สิ่งที่น่าสนใจในเวลานี้คือ ประเทศพัฒนาแล้วที่ทำตัวเป็น Free Rider กลับเป็นประเทศพี่ใหญ่ของโลก อย่าง สหรัฐอเมริกา ทั้งๆที่สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งถ้าหากปราศจากการร่วมมือของสหรัฐอเมริกา คงเป็นการยากที่จะทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกบนชั้นบรรยากาศโลกจะลดลงจากเดิมได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในทางเศรษฐศาสตร์ ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในลักษณะที่ประเทศต่างๆ สามารถเลือกที่จะดำเนินการหรือไม่ดำเนินการเป็นรูปแบบหนึ่งของ Prisoners’ Dilemma ในทฤษฎีเกมส์ (Game Theory) ซึ่งผู้อ่านบางท่านอาจจะพอจำได้จากหนังเรื่อง “A Beautiful Mind” ซึ่งเป็นหนังชีวประวัติของ John Nash นักเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้รับรางวัลโนเบิลนั่นเอง
ปัญหาสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นนี้ มีความแตกต่างจากปัญหาพื้นฐานของ Prisoners’ Dilemma อยู่ประการหนึ่งคือ ในปัญหา Prisoners’ Dilemma ผู้ต้องหาแต่ละคนไม่ทราบว่า ผู้ต้องหาอีกคนจะสารภาพผิดต่อตำรวจหรือไม่ หากต่างไม่สารภาพ ผู้ต้องหาทั้งคู่ก็จะพ้นข้อกล่าวหา แต่หากมีคนใดคนหนึ่งยอมรับสารภาพผิด ในขณะที่อีกคนไม่ยอมรับสารภาพ คนที่ไม่สารภาพผิดก็จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง กว่าในกรณีที่ผู้ต้องหาทั้งสองคนยอมรับสารภาพผิดตั้งแต่แรก
ในกรณีของความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อน ประเทศต่างๆ มีทางเลือกที่จะดำเนินการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกหรือไม่ ทุกประเทศต่างทราบดีว่า ประเทศใดบ้างที่ดำเนินการ หรือไม่ดำเนินการ ตรงนี้คือความแตกต่างที่สำคัญกับปัญหา Prisoners’ Dilemma ที่กล่าวแล้วข้างต้น
ทางออกที่จะทำให้ทุกประเทศมีพันธะร่วมกันดำเนินการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงได้นั้น คงไม่เพียงพอแน่ที่จะรอให้แต่ละประเทศยินดีที่จะดำเนินการด้วยตนเอง เนื่องจากทุกประเทศอยากที่จะทำตัวเป็น Free Rider ดังนั้นวิธีการที่จะทำให้ทุกประเทศร่วมมือกันได้นั้น จะต้องเกิดจากแรงบีบจากภายนอก เพื่อบังคับไม่ให้ประพฤติตัวเป็น Free Rider ได้ ซึ่งจุดนี้เป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้ความร่วมมือกันระดับประเทศประสบผลสำเร็จประเทศฝรั่งเศษได้เสนอให้สหภาพยุโรป (EU) เก็บภาษีคาร์บอนแก่สินค้าอุตสาหกรรมที่นำเข้ามาจากประเทศ (พัฒนาแล้ว) ที่ไม่ยอมมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกลง ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าติดตาม ถึงการตัดสินใจของสหภาพยุโรป และจุดยืนของสหรัฐอเมริกาที่จะมีต่อไปในอนาคต ภายใต้แรงบีบคั้นจากประเทศพัฒนาอื่นๆทั่วโลกที่เกิดขึ้น
* "ทฤษฏีเกมส์กับการแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อน" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 22 พ.ย. 2550
แต่ทั้งนี้ความร่วมมือระดับประเทศดังกล่าว คงไม่อาจแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนให้หมดลงได้ เนื่องจากนโยบายสาธารณะรัฐต่างๆที่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการลดหรือจำกัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาในแต่ละประเทศ เช่น Carbon tax หรือ การเก็บภาษีตามปริมาณคาร์บอนที่ถูกปล่อยออกมา มักจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในประเทศ ตัวอย่างเช่น หากรัฐดำเนินการเพิ่มภาษีสินค้าน้ำมันหรือรถยนต์ให้สูงขึ้นจากเดิม เพื่อลดปริมาณการบริโภคน้ำมันและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถยนต์ลง ประชาชนผู้ใช้รถยนต์ส่วนใหญ่ในประเทศคงไม่เห็นด้วยแน่ เพราะต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้นไปอีก จากที่ปัจจุบันแทบจะจ่ายกันไม่ไหวอยู่แล้ว สุดท้ายก็คงจะผลักความรับผิดชอบไปยังผู้ผลิตสินค้าแทน
ในกรณีที่ภาระทางภาษีคาร์บอนถูกผลักไปยังผู้ผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ภาษีเหล่านี้จะเพิ่มต้นทุนของการผลิตสินค้าให้สูงขึ้น จากการที่ผู้ผลิตต้องเพิ่มการลงทุนในการควบคุมปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาให้เป็นไปตามที่เป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งแน่นอนว่า ต้นทุนที่ปรับสูงขึ้นมานี้ จะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในตลาดโลก และสุดท้ายภาระทางภาษีก็จะถูกผลักมายังผู้บริโภคสินค้าในประเทศ ผ่านทางราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอยู่ดี
ดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่นโยบายสาธารณะที่ใช้ในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจะได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจต่างๆในประเทศ จึงไม่น่าแปลกใจที่็น็เราจะสังเกตได้ว่า แม้นปัจจุบันสังคมไทยได้ตระหนักถึงปัญหาสภาวะโลกร้อนมากขึ้น แต่กลับไม่มีพรรคการเมืองใด ที่จะกล้านำเสนอหรือชูนโยบายในการแก้ไขสภาวะโลกร้อนเป็นนโยบายนำของพรรค (แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา) แต่กลับมุ่งนำเสนอนโยบายประชานิยม ที่ให้ประโยชน์โดยตรงแก่ประชาชนเป็นสำคัญ เพราะนโยบายประชานิยมเหล่านี้ง่ายที่จะได้รับการสนุนจากประชาชนนั่นเอง
นอกจากปัญหาในแง่ของการใช้นโยบายสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนในประเทศแล้ว ยังมีปัญหาใหญ่ที่สำคัญอีกปัญหาหนึ่ง ที่ทำให้การแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนในระดับประเทศไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร ปัญหาที่ว่านี้คือ ปัญหาที่เกิดจากความไม่ร่วมมือกันของทุกประเทศ ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น หรือดำเนินการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงนั่นเอง
หากมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ดำเนินการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลง ก็ไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นได้ อย่างดีที่สุดอาจสามารถบรรเทาหรือชะลอปัญหาลงได้บางส่วน แต่ทั้งนี้ประเทศที่ไม่ได้ดำเนินการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลง (ด้วยเหตุผลส่วนหนึ่ง ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น) ก็จะได้รับประโยชน์จากการดำเนินการของประเทศอื่นๆ โดยที่ไม่ต้องลงมือทำเอง ในทางเศรษฐศาสตร์เรากล่าวถึง คนที่รอผลประโยชน์จากการกระทำของคนอื่นโดยที่ตัวเองไม่ลงมือทำว่า “Free Rider”
แต่ถ้าหากประเทศส่วนใหญ่ทำตัวเป็น Free Rider โดยรอคอยผลประโยชน์ที่เกิดจากการดำเนินการของคนอื่น สุดท้ายก็คงไม่มีประเทศใดที่จะยอมดำเนินการในการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกของตนลง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ทุกประเทศจะต้องเผชิญกับปัญหาสภาวะโลกร้อนที่รุนแรงกว่า ในกรณีที่ประเทศต่างๆ ร่วมมือกันดำเนินการ หรืออย่างน้องมีบางประเทศดำเนินการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลง
สิ่งที่น่าสนใจในเวลานี้คือ ประเทศพัฒนาแล้วที่ทำตัวเป็น Free Rider กลับเป็นประเทศพี่ใหญ่ของโลก อย่าง สหรัฐอเมริกา ทั้งๆที่สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งถ้าหากปราศจากการร่วมมือของสหรัฐอเมริกา คงเป็นการยากที่จะทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกบนชั้นบรรยากาศโลกจะลดลงจากเดิมได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในทางเศรษฐศาสตร์ ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในลักษณะที่ประเทศต่างๆ สามารถเลือกที่จะดำเนินการหรือไม่ดำเนินการเป็นรูปแบบหนึ่งของ Prisoners’ Dilemma ในทฤษฎีเกมส์ (Game Theory) ซึ่งผู้อ่านบางท่านอาจจะพอจำได้จากหนังเรื่อง “A Beautiful Mind” ซึ่งเป็นหนังชีวประวัติของ John Nash นักเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้รับรางวัลโนเบิลนั่นเอง
ปัญหาสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นนี้ มีความแตกต่างจากปัญหาพื้นฐานของ Prisoners’ Dilemma อยู่ประการหนึ่งคือ ในปัญหา Prisoners’ Dilemma ผู้ต้องหาแต่ละคนไม่ทราบว่า ผู้ต้องหาอีกคนจะสารภาพผิดต่อตำรวจหรือไม่ หากต่างไม่สารภาพ ผู้ต้องหาทั้งคู่ก็จะพ้นข้อกล่าวหา แต่หากมีคนใดคนหนึ่งยอมรับสารภาพผิด ในขณะที่อีกคนไม่ยอมรับสารภาพ คนที่ไม่สารภาพผิดก็จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง กว่าในกรณีที่ผู้ต้องหาทั้งสองคนยอมรับสารภาพผิดตั้งแต่แรก
ในกรณีของความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อน ประเทศต่างๆ มีทางเลือกที่จะดำเนินการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกหรือไม่ ทุกประเทศต่างทราบดีว่า ประเทศใดบ้างที่ดำเนินการ หรือไม่ดำเนินการ ตรงนี้คือความแตกต่างที่สำคัญกับปัญหา Prisoners’ Dilemma ที่กล่าวแล้วข้างต้น
ทางออกที่จะทำให้ทุกประเทศมีพันธะร่วมกันดำเนินการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงได้นั้น คงไม่เพียงพอแน่ที่จะรอให้แต่ละประเทศยินดีที่จะดำเนินการด้วยตนเอง เนื่องจากทุกประเทศอยากที่จะทำตัวเป็น Free Rider ดังนั้นวิธีการที่จะทำให้ทุกประเทศร่วมมือกันได้นั้น จะต้องเกิดจากแรงบีบจากภายนอก เพื่อบังคับไม่ให้ประพฤติตัวเป็น Free Rider ได้ ซึ่งจุดนี้เป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้ความร่วมมือกันระดับประเทศประสบผลสำเร็จประเทศฝรั่งเศษได้เสนอให้สหภาพยุโรป (EU) เก็บภาษีคาร์บอนแก่สินค้าอุตสาหกรรมที่นำเข้ามาจากประเทศ (พัฒนาแล้ว) ที่ไม่ยอมมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกลง ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าติดตาม ถึงการตัดสินใจของสหภาพยุโรป และจุดยืนของสหรัฐอเมริกาที่จะมีต่อไปในอนาคต ภายใต้แรงบีบคั้นจากประเทศพัฒนาอื่นๆทั่วโลกที่เกิดขึ้น
* "ทฤษฏีเกมส์กับการแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อน" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 22 พ.ย. 2550
Thursday, November 8, 2007
พิธีสารเกียวโตกับการแก้ปัญหาโลกร้อน*
สัปดาห์นี้นับเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกันแล้ว ที่คณะผู้เขียนได้นำเสนอเรื่องสภาวะโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง แม้นว่าในปัจจุบัน เรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ฤดูหนาว หรือช่วงปลายฝนต้นหนาว จนทำให้เราอาจลืมนึกถึงความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาไปบ้างก็ตาม แต่คงอีกไม่นานเกินรอ อากาศร้อนคงกลับมาให้เราหายคิดถึงอย่างแน่นอน
บทความในสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มก๊าซเรือนกระจกกับความร้อนที่เกิดขึ้น โดยกลุ่มก๊าซเรือนกระจกอย่างเช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทำหน้าที่ห่อหุ้มความร้อน ไม่ให้ความร้อนสะท้อนออกไปจากโลกได้ทั้งหมด ดังนั้นหากปริมาณก๊าซเรือนกระจกสะสมบนชั้นบรรยากาศโลกเพิ่มมากขึ้น ความร้อนบนโลกก็จะเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน
ผู้อ่านหลายท่านอาจสงสัยว่า ทำไมปัญหาโลกร้อนถึงเป็นปัญหาที่โลกกำลังเผชิญในช่วงทศวรรษหลังนี้ แต่ทำไมก่อนหน้านี้เป็นร้อยๆปี ปัญหาโลกร้อนจึงไม่เกิดขึ้นอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ คำตอบของปัญหานี้คงไม่ยาก หากพิจารณาถึงแผนภาพแสดงปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมาในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยออกมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 5 ทศวรรษหลัง ซึ่งปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมานั้น เกิดขึ้นสูงสุดจากการใช้พลังงานปิโตรเลียม ได้แก่น้ำมันดิบ โดยทั้งนี้ทั้ง น้ำมันดิบ ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ล้วนแล้วต่างเป็นแหล่งพลังงานสำคัญที่ใช้ในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจต่างๆของโลก เช่น ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ให้เติบโตขึ้น การเผาพลาญทรัพยากรพลังงานเชื้อเพลิงเหล่านี้ต่างก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกบนพื้นผิวโลกนั่นเอง
สิ่งที่น่าสนใจคือ ประเทศที่เป็นผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากที่สุดในโลกไม่ใช่ใครอื่น แต่กลับกลายเป็นประเทศพี่ใหญ่ของโลก นั่นคือประเทศสหรัฐอเมริกา และคานาดา รองลงมาได้แก่กลุ่มประเทศยุโรป และกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกอย่างเช่น จีน สำหรับประเทศอินเดีย และกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมถึงไทย) ก็มีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกันกับประเทศที่กำลังพัฒนาอื่นๆ
จริงๆแล้วประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาโลกร้อนที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด ได้มีการประชุมเพื่อหารือในการกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในความตกลงร่วมกันที่เป็นรูปธรรม คือ พิธีสารเกียวโต (Kyoto protocol) ที่เปิดให้ลงนามนับตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2540 โดยเกิดจากการเจรจาร่วมกันที่เมือง Kyoto ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพิธีสารดังกล่าวมีบทบัญญัติให้เริ่มมีผลบังคับใช้ภายใน 90 วัน หลังจากมีประเทศร่วมให้สัตยาบันรับรองอย่างน้อย 55 ประเทศ ซึ่งจะต้องมีประเทศที่พัฒนาแล้วที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมารวมกันอย่างน้อยร้อยละ 55 ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นบนโลก
ปัจจุบันได้มีประเทศต่างๆกว่า 175 ประเทศได้ลงนามให้สัตยาบันรับรองพิธีสารดังกล่าว และได้เริ่มมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ในพิธีสารได้กำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้ว 36 ประเทศ ในช่วงระหว่างปี 2551 ถึง 2555 จะต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงอย่างน้อยร้อยละ 5 ของปริมาณก๊าซที่ถูกปล่อยรวมทั้งสิ้นในปี 2533
แต่ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศพี่ใหญ่ของโลกอย่างประเทศสหรัฐอเมริกากลับแสดงความตั้งใจที่จะเพิกเฉยกต่อข้อตกลงร่วมดังกล่าว ทั้งที่สหรัฐอเมริกาเองเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับหนึ่งของโลก หากปราศจากความร่วมมือของประเทศสหรัฐอเมริกาที่จะลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างจริงจังแล้ว คงเป็นการยากที่เป้าหมายที่กำหนดดังกล่าวที่จะบรรเทาปัญหาโลกร้อน จะสำเร็จลุล่วงไปได้อย่างที่คาดหวังไว้
สำหรับในบทความถัดไป ผู้เขียนจะนำเสนอนโยบายสาธารณะ (Public policies) ต่างๆ ที่นักเศรษฐศาสตร์นำเสนอเพื่อใช้เป็นเครื่องมือนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมา เพื่อแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น อย่าลืมติดตามครับ
* "พิธีสารเกียวโตกับการแก้ปัญหาโลกร้อน" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 8 พ.ย. 2550
บทความในสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มก๊าซเรือนกระจกกับความร้อนที่เกิดขึ้น โดยกลุ่มก๊าซเรือนกระจกอย่างเช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทำหน้าที่ห่อหุ้มความร้อน ไม่ให้ความร้อนสะท้อนออกไปจากโลกได้ทั้งหมด ดังนั้นหากปริมาณก๊าซเรือนกระจกสะสมบนชั้นบรรยากาศโลกเพิ่มมากขึ้น ความร้อนบนโลกก็จะเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน
ผู้อ่านหลายท่านอาจสงสัยว่า ทำไมปัญหาโลกร้อนถึงเป็นปัญหาที่โลกกำลังเผชิญในช่วงทศวรรษหลังนี้ แต่ทำไมก่อนหน้านี้เป็นร้อยๆปี ปัญหาโลกร้อนจึงไม่เกิดขึ้นอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ คำตอบของปัญหานี้คงไม่ยาก หากพิจารณาถึงแผนภาพแสดงปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมาในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยออกมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 5 ทศวรรษหลัง ซึ่งปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมานั้น เกิดขึ้นสูงสุดจากการใช้พลังงานปิโตรเลียม ได้แก่น้ำมันดิบ โดยทั้งนี้ทั้ง น้ำมันดิบ ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ล้วนแล้วต่างเป็นแหล่งพลังงานสำคัญที่ใช้ในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจต่างๆของโลก เช่น ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ให้เติบโตขึ้น การเผาพลาญทรัพยากรพลังงานเชื้อเพลิงเหล่านี้ต่างก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกบนพื้นผิวโลกนั่นเองสิ่งที่น่าสนใจคือ ประเทศที่เป็นผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากที่สุดในโลกไม่ใช่ใครอื่น แต่กลับกลายเป็นประเทศพี่ใหญ่ของโลก นั่นคือประเทศสหรัฐอเมริกา และคานาดา รองลงมาได้แก่กลุ่มประเทศยุโรป และกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกอย่างเช่น จีน สำหรับประเทศอินเดีย และกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมถึงไทย) ก็มีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกันกับประเทศที่กำลังพัฒนาอื่นๆ
จริงๆแล้วประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาโลกร้อนที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด ได้มีการประชุมเพื่อหารือในการกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในความตกลงร่วมกันที่เป็นรูปธรรม คือ พิธีสารเกียวโต (Kyoto protocol) ที่เปิดให้ลงนามนับตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2540 โดยเกิดจากการเจรจาร่วมกันที่เมือง Kyoto ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพิธีสารดังกล่าวมีบทบัญญัติให้เริ่มมีผลบังคับใช้ภายใน 90 วัน หลังจากมีประเทศร่วมให้สัตยาบันรับรองอย่างน้อย 55 ประเทศ ซึ่งจะต้องมีประเทศที่พัฒนาแล้วที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมารวมกันอย่างน้อยร้อยละ 55 ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นบนโลก
ปัจจุบันได้มีประเทศต่างๆกว่า 175 ประเทศได้ลงนามให้สัตยาบันรับรองพิธีสารดังกล่าว และได้เริ่มมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ในพิธีสารได้กำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้ว 36 ประเทศ ในช่วงระหว่างปี 2551 ถึง 2555 จะต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงอย่างน้อยร้อยละ 5 ของปริมาณก๊าซที่ถูกปล่อยรวมทั้งสิ้นในปี 2533
แต่ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศพี่ใหญ่ของโลกอย่างประเทศสหรัฐอเมริกากลับแสดงความตั้งใจที่จะเพิกเฉยกต่อข้อตกลงร่วมดังกล่าว ทั้งที่สหรัฐอเมริกาเองเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับหนึ่งของโลก หากปราศจากความร่วมมือของประเทศสหรัฐอเมริกาที่จะลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างจริงจังแล้ว คงเป็นการยากที่เป้าหมายที่กำหนดดังกล่าวที่จะบรรเทาปัญหาโลกร้อน จะสำเร็จลุล่วงไปได้อย่างที่คาดหวังไว้
สำหรับในบทความถัดไป ผู้เขียนจะนำเสนอนโยบายสาธารณะ (Public policies) ต่างๆ ที่นักเศรษฐศาสตร์นำเสนอเพื่อใช้เป็นเครื่องมือนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมา เพื่อแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น อย่าลืมติดตามครับ* "พิธีสารเกียวโตกับการแก้ปัญหาโลกร้อน" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 8 พ.ย. 2550
Subscribe to:
Comments (Atom)