Me in Komchadluek (Youtube)
and in news.
Friday, March 29, 2013
Monday, December 3, 2012
ปัจจัยเสี่ยงทางเศรษกิจภายนอกประเทศที่สำคัญในปี พ.ศ. 2556*
ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ปีใหม่ปี พ.ศ. 2556 ที่จะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เราลองพิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนที่จะเกิดขึ้นจากเศรษฐกิจภายนอกประเทศ เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมต่อปัจจัยเสี่ยงที่อาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้ในปีหน้า ทั้งนี้จากรายงานที่ออกมาล่าสุดของธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank) (*) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund)(**) ได้มองว่า เศรษฐกิจโลกยังมีลักษณะที่อ่อนแอ โดยปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ที่รวมถึงประเทศไทย ได้แก่
หนึ่ง ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะที่มาจาก “หน้าผาทางการคลัง” (Fiscal cliff) ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่านที่อาจจะไม่คุ้นว่า “หน้าผาทางการคลัง” ที่ถูกกล่าวถึงนั้นคืออะไร ผมจะขออธิบายสักเล็กน้อย ดังนี้
หน้าผาทางการคลังที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกามาจากการที่มาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจที่เคยถูกนำมาใช้ในอดีตหลายมาตรการกำลังจะสิ้นสุดลงในช่วงสิ้นปีนี้ เช่น มาตรการลดหย่อนทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ถูกมาใช้ในสมัยประธานาธิบดี จอร์ช ดับเบิลยู บุช (George W. Bush) ในช่วงปี 2001-2003 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่ถูกนำใช้ในช่วงปี 2009-2010 นอกจากนี้ กฏหมายควบคุมงบประมาณ (Budget Control Act of 2011) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยลดการขาดดุลงบประมาณภาครัฐและระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐอเมริกา ก็กำลังจะถูกนำมาบังคับใช้ในวันที่ 2 มกราคม 2556 ซึ่งจะมีผลที่นำไปสู่การตัดลดงบประมาณรายจ่ายภาครัฐโดยอัตโนมัติ (Sequestration) เป็นต้น
ดังนั้น หน้าผาทางการคลังจะมีผลโดยตรงที่ทำให้อัตราภาษีที่จัดเก็บในประเทศสหรัฐอเมริกาหลายตัวปรับเพิ่มขึ้น ในขณะที่งบประมาณรายจ่ายภาครัฐถูกตัดทอนลง ซึ่งย่อมส่งผลลบต่อเศรษฐกิจที่เปราะปรางและอยู่ในช่วงเริ่มฟื้นตัวของสหรัฐอเมริกา ที่ยังจำเป็นต้องการแรงผลักดันที่มาจากการใช้จ่ายภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้ ธนาคารพัฒนาเอเชีย มองว่า หากสภาคอนเกรสของสหรัฐอเมริกาไม่สามารถหาข้อสรุปที่นำไปสู่การต่ออายุมาตรการต่างๆ ออกไปได้ และจำเป็นต้องเผชิญกับหน้าผาทางการคลังดังกล่าวข้างต้น เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะกลับไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีกครั้งในไตรมาสแรกของปี 2556 นี้
ในเรื่องนี้ ผมมองว่า สุดท้ายถึงจุดหนึ่ง (ในเร็ววันนี้) การเจรจาระหว่างพรรคริพับลิกันและพรรคเดโมแครต ในเรื่องวิธีการลดการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐ (เพราะต่างก็มีนโยบายทางด้านการคลังที่ใช้ในการลดปัญหาการขาดดุลงบประมาณที่แตกต่างกัน) ก็คงสำเร็จและนำไปสู่ข้อตกลงในระยะสั้นที่จะขยายอายุของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ออกไปก่อนในช่วง 1-2 ปี ซึ่งจะทำให้หน้าผาทางการคลังที่สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญเลื่อนเวลาออกไปหรือบรรเทาลงไปได้
สอง วิกฤตหนี้ภาครัฐยุโรปยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ซึ่งผมมองว่า ปัญหาวิกฤตหนี้ภาครัฐยุโรปก็คงจะยังเกิดขึ้นต่อเนื่องอีกยาวนาน เพราะต้นตอของปัญหาที่แท้จริงยังไม่ได้รับการแก้ไข (ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากความแตกต่างกันอย่างมากของลักษณะพื้นฐานทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยูโรโซน รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากตัวระบบของการรวมกลุ่มประเทศยูโรโซน) แม้ว่าที่ผ่านมาในช่วงครึ่งหลังของปี พ.ศ. 2555 โลกจะเริ่มกลับมามีความหวังอยู่บ้าง จากการออกมาแถลงของนาย Mario Draghi ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank, ECB) ว่าจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเงินยูโร หรือแม้แต่ความสำเร็จในการจัดตั้งกองทุนถาวรในการรักษาเสถียรภาพการเงิน European Stability Mechanism (ESM) ก็ตาม
สาม การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสาธารณะประชาชนจีน และความเสี่ยงของเศรษฐกิจที่เปราะปรางของประเทศญี่ปุ่นก็ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจสำคัญโดยเฉพาะต่อประเทศไทย ที่มีลักษณะเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงและขึ้นอยู่กับประเทศเหล่านี้เป็นอย่างมาก
เราจึงพอมองเห็นได้ว่า ในปี พ.ศ. 2556 ที่จะมาถึงนี้ ความเสี่ยงของเศรษฐกิจภายนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของประเทศยักษ์ใหญ่ที่เป็นคู่ค้าและคู่ลงทุนที่สำคัญของประเทศไทยเกือบทั้งหมด จะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กดดันเศรษฐกิจไทยในเชิงลบที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ดังนั้น การดำเนินธุรกิจในปีหน้าจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการส่งออกของประเทศ ภาครัฐเองก็ควรให้ความสำคัญมากขึ้นในการช่วยเหลือให้ภาคธุรกิจไทยสามารถปรับตัวและรับมือกับปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจภายนอกประเทศเหล่านี้ที่จะเกิดขึ้น
อ้างอิง
(*) Asian Development Bank, 2012, Asia Bond Monitor (Philippines; November).
(**) International Monetary Fund, 2012, Global Financial Stability Report, World Economic and Financial Surveys (Washington; October).
*"ปัจจัยเสี่ยงทางเศรษกิจภายนอกประเทศที่สำคัญในปี พ.ศ. 2556" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 3 ธ.ค. 2555
หนึ่ง ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะที่มาจาก “หน้าผาทางการคลัง” (Fiscal cliff) ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่านที่อาจจะไม่คุ้นว่า “หน้าผาทางการคลัง” ที่ถูกกล่าวถึงนั้นคืออะไร ผมจะขออธิบายสักเล็กน้อย ดังนี้
หน้าผาทางการคลังที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกามาจากการที่มาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจที่เคยถูกนำมาใช้ในอดีตหลายมาตรการกำลังจะสิ้นสุดลงในช่วงสิ้นปีนี้ เช่น มาตรการลดหย่อนทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ถูกมาใช้ในสมัยประธานาธิบดี จอร์ช ดับเบิลยู บุช (George W. Bush) ในช่วงปี 2001-2003 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่ถูกนำใช้ในช่วงปี 2009-2010 นอกจากนี้ กฏหมายควบคุมงบประมาณ (Budget Control Act of 2011) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยลดการขาดดุลงบประมาณภาครัฐและระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐอเมริกา ก็กำลังจะถูกนำมาบังคับใช้ในวันที่ 2 มกราคม 2556 ซึ่งจะมีผลที่นำไปสู่การตัดลดงบประมาณรายจ่ายภาครัฐโดยอัตโนมัติ (Sequestration) เป็นต้น
ดังนั้น หน้าผาทางการคลังจะมีผลโดยตรงที่ทำให้อัตราภาษีที่จัดเก็บในประเทศสหรัฐอเมริกาหลายตัวปรับเพิ่มขึ้น ในขณะที่งบประมาณรายจ่ายภาครัฐถูกตัดทอนลง ซึ่งย่อมส่งผลลบต่อเศรษฐกิจที่เปราะปรางและอยู่ในช่วงเริ่มฟื้นตัวของสหรัฐอเมริกา ที่ยังจำเป็นต้องการแรงผลักดันที่มาจากการใช้จ่ายภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้ ธนาคารพัฒนาเอเชีย มองว่า หากสภาคอนเกรสของสหรัฐอเมริกาไม่สามารถหาข้อสรุปที่นำไปสู่การต่ออายุมาตรการต่างๆ ออกไปได้ และจำเป็นต้องเผชิญกับหน้าผาทางการคลังดังกล่าวข้างต้น เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะกลับไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีกครั้งในไตรมาสแรกของปี 2556 นี้
ในเรื่องนี้ ผมมองว่า สุดท้ายถึงจุดหนึ่ง (ในเร็ววันนี้) การเจรจาระหว่างพรรคริพับลิกันและพรรคเดโมแครต ในเรื่องวิธีการลดการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐ (เพราะต่างก็มีนโยบายทางด้านการคลังที่ใช้ในการลดปัญหาการขาดดุลงบประมาณที่แตกต่างกัน) ก็คงสำเร็จและนำไปสู่ข้อตกลงในระยะสั้นที่จะขยายอายุของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ออกไปก่อนในช่วง 1-2 ปี ซึ่งจะทำให้หน้าผาทางการคลังที่สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญเลื่อนเวลาออกไปหรือบรรเทาลงไปได้
สอง วิกฤตหนี้ภาครัฐยุโรปยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ซึ่งผมมองว่า ปัญหาวิกฤตหนี้ภาครัฐยุโรปก็คงจะยังเกิดขึ้นต่อเนื่องอีกยาวนาน เพราะต้นตอของปัญหาที่แท้จริงยังไม่ได้รับการแก้ไข (ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากความแตกต่างกันอย่างมากของลักษณะพื้นฐานทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยูโรโซน รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากตัวระบบของการรวมกลุ่มประเทศยูโรโซน) แม้ว่าที่ผ่านมาในช่วงครึ่งหลังของปี พ.ศ. 2555 โลกจะเริ่มกลับมามีความหวังอยู่บ้าง จากการออกมาแถลงของนาย Mario Draghi ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank, ECB) ว่าจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเงินยูโร หรือแม้แต่ความสำเร็จในการจัดตั้งกองทุนถาวรในการรักษาเสถียรภาพการเงิน European Stability Mechanism (ESM) ก็ตาม
สาม การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสาธารณะประชาชนจีน และความเสี่ยงของเศรษฐกิจที่เปราะปรางของประเทศญี่ปุ่นก็ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจสำคัญโดยเฉพาะต่อประเทศไทย ที่มีลักษณะเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงและขึ้นอยู่กับประเทศเหล่านี้เป็นอย่างมาก
เราจึงพอมองเห็นได้ว่า ในปี พ.ศ. 2556 ที่จะมาถึงนี้ ความเสี่ยงของเศรษฐกิจภายนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของประเทศยักษ์ใหญ่ที่เป็นคู่ค้าและคู่ลงทุนที่สำคัญของประเทศไทยเกือบทั้งหมด จะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กดดันเศรษฐกิจไทยในเชิงลบที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ดังนั้น การดำเนินธุรกิจในปีหน้าจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการส่งออกของประเทศ ภาครัฐเองก็ควรให้ความสำคัญมากขึ้นในการช่วยเหลือให้ภาคธุรกิจไทยสามารถปรับตัวและรับมือกับปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจภายนอกประเทศเหล่านี้ที่จะเกิดขึ้น
อ้างอิง
(*) Asian Development Bank, 2012, Asia Bond Monitor (Philippines; November).
(**) International Monetary Fund, 2012, Global Financial Stability Report, World Economic and Financial Surveys (Washington; October).
*"ปัจจัยเสี่ยงทางเศรษกิจภายนอกประเทศที่สำคัญในปี พ.ศ. 2556" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 3 ธ.ค. 2555
Monday, November 5, 2012
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2012*
ข่าวใหญ่และสำคัญที่สุดในช่วงสัปดาห์นี้ที่ทั่วโลกจับตามองคงหนีไม่พ้นเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ (6 พฤษจิกายน ตามเวลาของประเทศสหรัฐอเมริกา) และการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 18 ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 8 พฤษจิกายน ซึ่งจะมีการเลือกนาย สี จิ้นผิง (Xi Jinping) (รองประธานาธิบดีจีนในปัจจุบัน) เป็นผู้นำคนใหม่ของจีนต่อจากนาย หู จิ่นเทา (Hu Jintao) ในเดือนมีนาคมของปีหน้า
สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ เป็นการขับเคี่ยวระหว่างนาย บารัค โอบามา (Barack Obama) ตัวแทนพรรคเดโมแครต กับนาย มิตต์ รอมนีย์ (Mitt Romney) ตัวแทนพรรครีพับริกัน มีเรื่องที่น่าสนใจอยู่หลายเรื่อง แต่เรื่องเล็กๆ ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยและผมอยากพูดถึงในวันนี้คือ การขึ้นมาเป็นผู้แข่งขันชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีจากพรรครีพับริกันของ นาย พอล ไรอัน (Paul Ryan)
นาย พอล ไรอัน ถือได้ว่าเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่น่าสนใจด้วยวัยเพียง 42 ปีในปัจจุบัน เคยเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาคองเกรสที่อายุน้อยที่สุดในขณะนั้นด้วยวัย 28 ปี แต่บทบาทสำคัญที่ทำให้นาย พอล ไรอัน เป็นที่รู้จักในวงกว้าง จนนำไปสู่การได้รับเลือกเป็นตัวแทนของพรรครีพับริกันในครั้งนี้คือ การเป็นประธานคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณแผ่นดินของสภาคอนเกรส ซึ่งในปีที่แล้ว เขาได้นำเสนอแผนการปรับลดการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล โดยเน้นการปรับลดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลกลางเป็นสำคัญ
ตัวอย่างของแผนการลดงบประมาณรายจ่ายที่เขานำเสนอ ได้แก่ การปรับเปลี่ยนระบบสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล Medicare ที่เป็นระบบประกันสุขภาพของรัฐบาลกลางซึ่งเน้นให้แก่ผู้สูงอายุที่มีลักษณะเป็นแบบปลายเปิด ที่ไม่มีการกำหนดเพดานวงเงินสูงสุดที่สามารถเบิกจ่ายจากรัฐได้ (สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามที่จ่ายจริง ในลักษณะเดียวกันกับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการของประเทศไทย) ซึ่งนาย พอล ไรอัน มองว่าระบบ Medicare มีค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป ไม่ยั่งยืน และมีโอกาสที่จะล้มละลายได้ในอนาคต เขาได้เสนอให้เปลี่ยนมาเป็นการให้คูปอง (Voucher) ที่สามารถใช้ในการอุดหนุนการซื้อประกันสุขภาพส่วนบุคคลแทน เป็นต้น
แน่นอนที่สุด แนวทางในการปรับเปลี่ยนระบบประกันสังคมต่างๆ ที่นาย พอล ไรอัน ได้นำเสนอออกมานั้น ถูกโจมตีอย่างรุนแรงในหลายด้าน และเป็นที่เกลียดชังของผู้ที่อยู่ในระบบประกันสุขภาพในปัจจุบัน (หรือแม้แต่ผู้ที่กำลังจะเข้ามาอยู่ในระบบ Medicare) แต่อย่างน้อยสิ่งดีที่เห็นได้จากตัว นาย พอล ไรอัน คือ ความกล้าที่จะนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดดุลงบประมาณที่ยาวนาน รวมถึงภาระหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นของประเทศ ที่มีรายละเอียดและเป็นรูปธรรม เขาได้ตอกย้ำให้คนสหรัฐอเมริกาได้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่สามารถแก้ไขด้วยการอยู่เฉย (โดยไม่ทำอะไร แล้วบอกแต่ว่า เดี่ยวเศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้นเมื่อไหร่ ภาระหนี้หรือการขาดดุลงบประมาณที่มีก็จะลดลงเหมือนในบางประเทศ) แต่ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากการปรับลดงบประมาณรายจ่ายบางประเภทลง
เป็นที่น่าเสียดายว่า จนถึงวันนี้บทบาทของนาย พอล ไรอัน ที่มีในการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาค่อนข้างถูกจำกัดเป็นอย่างมาก พรรครีพับริกันเองสุดท้ายก็ไม่กล้าที่จะนำเสนอนโยบายลดรายจ่ายที่มีรายละเอียดมากนัก เพราะส่วนหนึ่งก็เกรงจะเสียฐานคะแนนเสียงจากชนชั้นกลางที่ยังต้องพึ่งระบบสวัสดิการรักษาพยายาลของรัฐในปัจจุบัน แต่ไม่ว่าอย่างไรตาม การขึ้นมาอย่างรวดเร็วถึงจุดนี้ของนาย พอล ไรอัน ก็เป็นปรากฎการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า ประชาชนสหรัฐอเมริกาได้ตอบรับและให้ความสำคัญ รวมถึงต้องการเห็นการนำเสนอนโยบายต่างๆ ที่เป็นรูปธรรม มีรายละเอียด สามารถทำได้จริง รวมถึงการรักษาวินัยทางการคลังของประเทศ
ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน แม้ในปัจจุบัน ฐานะทางการคลังของประเทศยังคงแข็งแกร่ง แต่หากมองไปข้างหน้า ก็ยังไม่สามารถวางใจได้ (จากรายจ่ายในโครงการประชานิยมต่างๆ รวมถึงแผนการลงทุนสร้างอนาคต 2 ล้านล้านบาท ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกไม่ดีเช่นนี้) คงจะดีไม่น้อย หากเราได้เห็นนักการเมืองรุ่นใหม่ๆ ของประเทศไทย (อย่างเช่น นาย พอล ไรอัน ของประเทศสหรัฐอเมริกา) กล้าที่จะออกมานำเสนอนโยบายหรือแนวทางในการหาแหล่งรายได้รัฐเพิ่มเพื่อนำมาใช้จ่ายในโครงการที่ถูกนำเสนอออกมาอย่างเป็นรูปธรรม หรือแม้แต่การนำเสนอการลดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบางอย่างที่ไม่จำเป็นหรือไม่มีประสิทธิภาพลง มิใช่มีเพียงแต่การนำเสนอนโยบายใช้จ่ายดังเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้
สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ เป็นการขับเคี่ยวระหว่างนาย บารัค โอบามา (Barack Obama) ตัวแทนพรรคเดโมแครต กับนาย มิตต์ รอมนีย์ (Mitt Romney) ตัวแทนพรรครีพับริกัน มีเรื่องที่น่าสนใจอยู่หลายเรื่อง แต่เรื่องเล็กๆ ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยและผมอยากพูดถึงในวันนี้คือ การขึ้นมาเป็นผู้แข่งขันชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีจากพรรครีพับริกันของ นาย พอล ไรอัน (Paul Ryan)
นาย พอล ไรอัน ถือได้ว่าเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่น่าสนใจด้วยวัยเพียง 42 ปีในปัจจุบัน เคยเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาคองเกรสที่อายุน้อยที่สุดในขณะนั้นด้วยวัย 28 ปี แต่บทบาทสำคัญที่ทำให้นาย พอล ไรอัน เป็นที่รู้จักในวงกว้าง จนนำไปสู่การได้รับเลือกเป็นตัวแทนของพรรครีพับริกันในครั้งนี้คือ การเป็นประธานคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณแผ่นดินของสภาคอนเกรส ซึ่งในปีที่แล้ว เขาได้นำเสนอแผนการปรับลดการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล โดยเน้นการปรับลดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลกลางเป็นสำคัญ
ตัวอย่างของแผนการลดงบประมาณรายจ่ายที่เขานำเสนอ ได้แก่ การปรับเปลี่ยนระบบสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล Medicare ที่เป็นระบบประกันสุขภาพของรัฐบาลกลางซึ่งเน้นให้แก่ผู้สูงอายุที่มีลักษณะเป็นแบบปลายเปิด ที่ไม่มีการกำหนดเพดานวงเงินสูงสุดที่สามารถเบิกจ่ายจากรัฐได้ (สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามที่จ่ายจริง ในลักษณะเดียวกันกับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการของประเทศไทย) ซึ่งนาย พอล ไรอัน มองว่าระบบ Medicare มีค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป ไม่ยั่งยืน และมีโอกาสที่จะล้มละลายได้ในอนาคต เขาได้เสนอให้เปลี่ยนมาเป็นการให้คูปอง (Voucher) ที่สามารถใช้ในการอุดหนุนการซื้อประกันสุขภาพส่วนบุคคลแทน เป็นต้น
แน่นอนที่สุด แนวทางในการปรับเปลี่ยนระบบประกันสังคมต่างๆ ที่นาย พอล ไรอัน ได้นำเสนอออกมานั้น ถูกโจมตีอย่างรุนแรงในหลายด้าน และเป็นที่เกลียดชังของผู้ที่อยู่ในระบบประกันสุขภาพในปัจจุบัน (หรือแม้แต่ผู้ที่กำลังจะเข้ามาอยู่ในระบบ Medicare) แต่อย่างน้อยสิ่งดีที่เห็นได้จากตัว นาย พอล ไรอัน คือ ความกล้าที่จะนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดดุลงบประมาณที่ยาวนาน รวมถึงภาระหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นของประเทศ ที่มีรายละเอียดและเป็นรูปธรรม เขาได้ตอกย้ำให้คนสหรัฐอเมริกาได้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่สามารถแก้ไขด้วยการอยู่เฉย (โดยไม่ทำอะไร แล้วบอกแต่ว่า เดี่ยวเศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้นเมื่อไหร่ ภาระหนี้หรือการขาดดุลงบประมาณที่มีก็จะลดลงเหมือนในบางประเทศ) แต่ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากการปรับลดงบประมาณรายจ่ายบางประเภทลง
เป็นที่น่าเสียดายว่า จนถึงวันนี้บทบาทของนาย พอล ไรอัน ที่มีในการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาค่อนข้างถูกจำกัดเป็นอย่างมาก พรรครีพับริกันเองสุดท้ายก็ไม่กล้าที่จะนำเสนอนโยบายลดรายจ่ายที่มีรายละเอียดมากนัก เพราะส่วนหนึ่งก็เกรงจะเสียฐานคะแนนเสียงจากชนชั้นกลางที่ยังต้องพึ่งระบบสวัสดิการรักษาพยายาลของรัฐในปัจจุบัน แต่ไม่ว่าอย่างไรตาม การขึ้นมาอย่างรวดเร็วถึงจุดนี้ของนาย พอล ไรอัน ก็เป็นปรากฎการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า ประชาชนสหรัฐอเมริกาได้ตอบรับและให้ความสำคัญ รวมถึงต้องการเห็นการนำเสนอนโยบายต่างๆ ที่เป็นรูปธรรม มีรายละเอียด สามารถทำได้จริง รวมถึงการรักษาวินัยทางการคลังของประเทศ
ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน แม้ในปัจจุบัน ฐานะทางการคลังของประเทศยังคงแข็งแกร่ง แต่หากมองไปข้างหน้า ก็ยังไม่สามารถวางใจได้ (จากรายจ่ายในโครงการประชานิยมต่างๆ รวมถึงแผนการลงทุนสร้างอนาคต 2 ล้านล้านบาท ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกไม่ดีเช่นนี้) คงจะดีไม่น้อย หากเราได้เห็นนักการเมืองรุ่นใหม่ๆ ของประเทศไทย (อย่างเช่น นาย พอล ไรอัน ของประเทศสหรัฐอเมริกา) กล้าที่จะออกมานำเสนอนโยบายหรือแนวทางในการหาแหล่งรายได้รัฐเพิ่มเพื่อนำมาใช้จ่ายในโครงการที่ถูกนำเสนอออกมาอย่างเป็นรูปธรรม หรือแม้แต่การนำเสนอการลดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบางอย่างที่ไม่จำเป็นหรือไม่มีประสิทธิภาพลง มิใช่มีเพียงแต่การนำเสนอนโยบายใช้จ่ายดังเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้
* "การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2012" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 5 พ.ย. 2555
Thursday, October 4, 2012
Tuesday, October 2, 2012
“SPLOST”... ตัวอย่างกฎหมายรายจ่ายลงทุนที่ประเทศไทยควรมี*
การนำเสนอโครงการรายจ่ายลงทุนที่นำไปสู่การเพิ่มภาระใหม่ให้แก่ประชาชนของประเทศที่พัฒนาแล้วในหลายๆ ที่พบว่า มีการพัฒนาไปค่อนข้างไกลมากและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่า โครงการเหล่านั้นเป็นโครงการที่คุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่? ตัวอย่างที่ผมจะขอนำเสนอในวันนี้ ได้แก่ โปรแกรม SPLOST ที่ถูกนำมาใช้แล้วในรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โดย SPLOST เป็นคำย่อมาจาก a Special Purpose Local Option Sales Tax ซึ่งคือ การเก็บภาษีขายพิเศษ (เพิ่มเติมจากที่จัดเก็บเดิม) ที่มีวัตถุประสงค์ในการนำเงินภาษีที่ได้ไปใช้ในการลงทุนทางโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ แต่เนื่องจากเป็นการจัดเก็บภาษีพิเศษกับประชาชน โปรแกรม SPLOST จึงมีลักษณะเด่นที่สำคัญคือ โครงการลงทุนที่ถูกนำเสนอมานั้นจะต้องได้รับการเห็นชอบจากประชาชนส่วนใหญ่ผ่านการออกเสียงประชามติ ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องนำเสนอถึงระยะเวลาในการจัดเก็บภาษีขายพิเศษที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี (ถ้าเกินกว่านี้ ก็จะต้องผ่านความเห็นชอบของประชาชนในการขยายเวลาของโครงการอีกครั้งหนึ่ง) และรายละเอียดของโครงการลงทุนต่างๆ ที่นำเงินไปใช้ เพื่อให้ประชาชนสามารถพิจารณาถึงประโยชน์และต้นทุนของโครงการลงทุนที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง
โปรแกรม SPLOST ถูกผ่านมาออกเป็นกฎหมายในปี ค.ศ. 1985 และถูกนำมาใช้แล้วหลายครั้งด้วยกัน(*) ซึ่งล่าสุดที่พึ่งผ่านการออกเสียงประชามติ ณ วันที่ 31 กรกฏาคมที่ผ่านมา ได้แก่ กฎหมายการลงทุนในระบบขนส่งของรัฐจอร์เจียที่ถูกนำเสนอออกมาในปี ค.ศ. 2010 (the 2010 Transportation Investment Act หรือ T-SPLOST) ทั้งนี้เนื่องจาก มูลค่ารายจ่ายทางด้านระบบขนส่งต่อหัวประชากรของรัฐจอร์เจียอยู่ในระดับที่ต่ำสุดเมื่อเทียบกับรัฐอื่นๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา (ยกเว้นรัฐเทนเนซซี) ซึ่งทำให้ระบบขนส่งของรัฐจอร์เจียค่อนข้างล่าช้าและตามหลังรัฐอื่นๆ เป็นอย่างมาก รัฐบาลท้องถิ่นของรัฐจอร์เจียจึงได้ให้ความสำคัญกับการลงทุนทางด้านระบบขนส่ง ที่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนใหม่เป็นจำนวนมาก รัฐบาลท้องถิ่นของรัฐจอร์เจียจึงได้เสนอให้มีการเก็บภาษีขายพิเศษเพิ่มขึ้นจากเดิมในอัตราร้อยละ 1% เพื่อใช้ในการไฟแนนซ์โครงการลงทุนเหล่านั้น โดยมีระยะเวลาของการดำเนินโปรแกรมไม่เกิน 10 ปี ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีเงินลงทุนเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 20,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 6 แสนล้านบาท) ในช่วงระยะเวลา 10 ปีดังกล่าว
แม้ว่ารัฐบาลท้องถิ่นของรัฐจอร์เจียจะมองเห็นถึงความสำคัญจากการลงทุนเพียงใด ผลของการออกเสียงประชามติที่เกิดขึ้นกลับปรากฎว่า ใน 9 จาก 12 เขตพื้นที่ของรัฐจอร์เจีย ประชาชนส่วนใหญ่ลงคะแนนเสียงไม่รับกฎหมายการลงทุนในระบบขนส่งฉบับนี้ แต่ที่น่าแปลกใจคือ ในพื้นที่เมือง Atlanta (เมืองหลวงของรัฐจอร์เจีย) ซึ่งน่าจะเป็นเขตพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลงทุน ประชาชนในพื้นที่กว่า 63% ของประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงกลับลงคะแนนเสียงคัดค้านกฎหมายการลงทุนในระบบขนส่งฉบับนี้ เพราะส่วนหนึ่งมองว่าการลงทุนในระบบขนส่งหลายโครงการที่นำเสนอมีมูลค่าที่สูงเกินไป และไม่คุ้มค่าเงินภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม
ทั้งนี้ไม่ว่าผลของการออกเสียงประชามติจะเป็นเช่นใด สิ่งที่ดีที่สุดที่เห็นจากโปรแกรม SPLOST คือ ประชาชนได้เป็นผู้ตัดสินใจเองในโครงการลงทุนที่จำเป็นต้องใช้เงินนอกเหนือไปจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล ซึ่งประชาชนจะต้องพิจารณาถึงผลประโยชน์และต้นทุนที่เกิดขึ้นจากโครงการลงทุนที่ถูกนำเสนออย่างรอบคอบ หากประโยชน์ที่ได้รับมีมากกว่ารายจ่ายภาษีขายที่เพิ่มขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่ก็จะลงมติสนับสนุนโครงการ แต่ถ้าไม่ ผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่ปรากฎให้เห็นในครั้งนี้ รัฐบาลท้องถิ่นของจอร์เจียจะต้องนำข้อเสนอกลับไปทบทวนหรือพิจารณาใหม่ แล้วค่อยนำกลับไปเสนอให้แก่ประชาชนตัดสินใจอีกครั้งหนึ่งในอนาคต
หากมองกลับมาที่ประเทศไทยก็จะพบกับความเหมือนและความแตกต่างกันบางอย่างกับตัวอย่างของรัฐบาลท้องถิ่นของรัฐจอร์เจียข้างต้น รัฐบาลไทยเองก็เช่นเดียวกันได้มองเห็นถึงความสำคัญในการลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศและกำลังเร่งผลักดันแผนการลงทุนในโครงการสร้างอนาคตประเทศด้วยวงเงินกว่า 2.27 ล้านล้านบาท ที่อาจนำไปสู่การก่อหนี้สาธารณะครั้งใหม่ของประเทศที่อาจสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท แต่สิ่งที่แตกต่างคือ รัฐบาลไทยไม่ได้นำเสนอถึงวิธีการและระยะเวลาในการชำระหนี้สาธารณะที่ก่อขึ้นจากการลงทุนในครั้งนี้ การนำเสนอโครงการลงทุนที่เกิดขึ้นจึงเป็นการนำเสนอด้านเดียวคือ ในด้านผลประโยชน์ของโครงการ แต่ในด้านต้นทุนของโครงการที่เกิดขึ้นอาจสามารถกล่าวได้ว่าถูกละเลยไปอย่างสิ้นเชิง
ด้วยลักษณะของการให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์เช่นนี้ อาจทำให้ประชาชนไม่ได้ตระหนักถึงต้นทุนที่แท้จริงของโครงการที่จะเกิดขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การลงทุนของภาครัฐที่มากจนเกินไป ไม่คุ้มค่า และไม่เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ของประเทศ รัฐบาลเองก็ไม่ต้องรับผิดชอบต่อหนี้ใหม่ที่ได้ก่อขึ้น เพราะสามารถใช้วิธีการผลักภาระไปให้กับคนรุ่นหลังต่อไปเรื่อยๆ ดังนั้นในช่วงเวลานี้ จึงอาจมีความสำคัญและจำเป็นอย่างมากที่ประเทศไทยควรต้องมีกฎหมายที่คล้ายๆ กับกฎหมาย SPLOST ที่บังคับให้ภาครัฐนำเสนอข้อมูลอย่างครบถ้วนสำหรับโครงการที่ต้องใช้เงินลงทุนที่นอกเหนือไปจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีโดยปกติให้ประชาชนได้รับทราบ ซึ่งอาจรวมไปถึงการให้อำนาจแก่ประชาชนด้วยการออกเสียงประชามติในการพิจารณาอนุมัติโครงการลงทุนที่ต้องเกี่ยวข้องกับการออกกฎหมายหรือพรบ. กู้เงินพิเศษ อาทิเช่น “ท่านจะลงมติสนับสนุนโครงการลงทุนสร้างอนาคตประเทศไทย 2.27 ล้านล้านบาท ที่ใช้วิธีการไฟแนนซ์ด้วยการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจากเดิมที่จัดเก็บในอัตราร้อยละ 7 มาเป็นอัตราร้อยละ 10 เป็นระยะเวลา 10 ปีต่อจากนี้ไปหรือไม่?”
หมายเหตุ
(*) รายละเอียดเพิ่มเติมของโปรแกรม SPLOST สามารถอ่านได้จาก
โปรแกรม SPLOST ถูกผ่านมาออกเป็นกฎหมายในปี ค.ศ. 1985 และถูกนำมาใช้แล้วหลายครั้งด้วยกัน(*) ซึ่งล่าสุดที่พึ่งผ่านการออกเสียงประชามติ ณ วันที่ 31 กรกฏาคมที่ผ่านมา ได้แก่ กฎหมายการลงทุนในระบบขนส่งของรัฐจอร์เจียที่ถูกนำเสนอออกมาในปี ค.ศ. 2010 (the 2010 Transportation Investment Act หรือ T-SPLOST) ทั้งนี้เนื่องจาก มูลค่ารายจ่ายทางด้านระบบขนส่งต่อหัวประชากรของรัฐจอร์เจียอยู่ในระดับที่ต่ำสุดเมื่อเทียบกับรัฐอื่นๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา (ยกเว้นรัฐเทนเนซซี) ซึ่งทำให้ระบบขนส่งของรัฐจอร์เจียค่อนข้างล่าช้าและตามหลังรัฐอื่นๆ เป็นอย่างมาก รัฐบาลท้องถิ่นของรัฐจอร์เจียจึงได้ให้ความสำคัญกับการลงทุนทางด้านระบบขนส่ง ที่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนใหม่เป็นจำนวนมาก รัฐบาลท้องถิ่นของรัฐจอร์เจียจึงได้เสนอให้มีการเก็บภาษีขายพิเศษเพิ่มขึ้นจากเดิมในอัตราร้อยละ 1% เพื่อใช้ในการไฟแนนซ์โครงการลงทุนเหล่านั้น โดยมีระยะเวลาของการดำเนินโปรแกรมไม่เกิน 10 ปี ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีเงินลงทุนเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 20,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 6 แสนล้านบาท) ในช่วงระยะเวลา 10 ปีดังกล่าว
แม้ว่ารัฐบาลท้องถิ่นของรัฐจอร์เจียจะมองเห็นถึงความสำคัญจากการลงทุนเพียงใด ผลของการออกเสียงประชามติที่เกิดขึ้นกลับปรากฎว่า ใน 9 จาก 12 เขตพื้นที่ของรัฐจอร์เจีย ประชาชนส่วนใหญ่ลงคะแนนเสียงไม่รับกฎหมายการลงทุนในระบบขนส่งฉบับนี้ แต่ที่น่าแปลกใจคือ ในพื้นที่เมือง Atlanta (เมืองหลวงของรัฐจอร์เจีย) ซึ่งน่าจะเป็นเขตพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลงทุน ประชาชนในพื้นที่กว่า 63% ของประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงกลับลงคะแนนเสียงคัดค้านกฎหมายการลงทุนในระบบขนส่งฉบับนี้ เพราะส่วนหนึ่งมองว่าการลงทุนในระบบขนส่งหลายโครงการที่นำเสนอมีมูลค่าที่สูงเกินไป และไม่คุ้มค่าเงินภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม
ทั้งนี้ไม่ว่าผลของการออกเสียงประชามติจะเป็นเช่นใด สิ่งที่ดีที่สุดที่เห็นจากโปรแกรม SPLOST คือ ประชาชนได้เป็นผู้ตัดสินใจเองในโครงการลงทุนที่จำเป็นต้องใช้เงินนอกเหนือไปจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล ซึ่งประชาชนจะต้องพิจารณาถึงผลประโยชน์และต้นทุนที่เกิดขึ้นจากโครงการลงทุนที่ถูกนำเสนออย่างรอบคอบ หากประโยชน์ที่ได้รับมีมากกว่ารายจ่ายภาษีขายที่เพิ่มขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่ก็จะลงมติสนับสนุนโครงการ แต่ถ้าไม่ ผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่ปรากฎให้เห็นในครั้งนี้ รัฐบาลท้องถิ่นของจอร์เจียจะต้องนำข้อเสนอกลับไปทบทวนหรือพิจารณาใหม่ แล้วค่อยนำกลับไปเสนอให้แก่ประชาชนตัดสินใจอีกครั้งหนึ่งในอนาคต
หากมองกลับมาที่ประเทศไทยก็จะพบกับความเหมือนและความแตกต่างกันบางอย่างกับตัวอย่างของรัฐบาลท้องถิ่นของรัฐจอร์เจียข้างต้น รัฐบาลไทยเองก็เช่นเดียวกันได้มองเห็นถึงความสำคัญในการลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศและกำลังเร่งผลักดันแผนการลงทุนในโครงการสร้างอนาคตประเทศด้วยวงเงินกว่า 2.27 ล้านล้านบาท ที่อาจนำไปสู่การก่อหนี้สาธารณะครั้งใหม่ของประเทศที่อาจสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท แต่สิ่งที่แตกต่างคือ รัฐบาลไทยไม่ได้นำเสนอถึงวิธีการและระยะเวลาในการชำระหนี้สาธารณะที่ก่อขึ้นจากการลงทุนในครั้งนี้ การนำเสนอโครงการลงทุนที่เกิดขึ้นจึงเป็นการนำเสนอด้านเดียวคือ ในด้านผลประโยชน์ของโครงการ แต่ในด้านต้นทุนของโครงการที่เกิดขึ้นอาจสามารถกล่าวได้ว่าถูกละเลยไปอย่างสิ้นเชิง
ด้วยลักษณะของการให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์เช่นนี้ อาจทำให้ประชาชนไม่ได้ตระหนักถึงต้นทุนที่แท้จริงของโครงการที่จะเกิดขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การลงทุนของภาครัฐที่มากจนเกินไป ไม่คุ้มค่า และไม่เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ของประเทศ รัฐบาลเองก็ไม่ต้องรับผิดชอบต่อหนี้ใหม่ที่ได้ก่อขึ้น เพราะสามารถใช้วิธีการผลักภาระไปให้กับคนรุ่นหลังต่อไปเรื่อยๆ ดังนั้นในช่วงเวลานี้ จึงอาจมีความสำคัญและจำเป็นอย่างมากที่ประเทศไทยควรต้องมีกฎหมายที่คล้ายๆ กับกฎหมาย SPLOST ที่บังคับให้ภาครัฐนำเสนอข้อมูลอย่างครบถ้วนสำหรับโครงการที่ต้องใช้เงินลงทุนที่นอกเหนือไปจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีโดยปกติให้ประชาชนได้รับทราบ ซึ่งอาจรวมไปถึงการให้อำนาจแก่ประชาชนด้วยการออกเสียงประชามติในการพิจารณาอนุมัติโครงการลงทุนที่ต้องเกี่ยวข้องกับการออกกฎหมายหรือพรบ. กู้เงินพิเศษ อาทิเช่น “ท่านจะลงมติสนับสนุนโครงการลงทุนสร้างอนาคตประเทศไทย 2.27 ล้านล้านบาท ที่ใช้วิธีการไฟแนนซ์ด้วยการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจากเดิมที่จัดเก็บในอัตราร้อยละ 7 มาเป็นอัตราร้อยละ 10 เป็นระยะเวลา 10 ปีต่อจากนี้ไปหรือไม่?”
หมายเหตุ
(*) รายละเอียดเพิ่มเติมของโปรแกรม SPLOST สามารถอ่านได้จาก
http://www.accg.org/library/SPLOST_guidebook.pdf
* "“SPLOST”... ตัวอย่างกฎหมายรายจ่ายลงทุนที่ประเทศไทยควรมี" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 1 ต.ค. 2555
* "“SPLOST”... ตัวอย่างกฎหมายรายจ่ายลงทุนที่ประเทศไทยควรมี" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 1 ต.ค. 2555
Subscribe to:
Comments (Atom)