Monday, July 1, 2013

การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่ฝืนกลไกการทำงานของตลาด*

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา เราได้เห็นถึงความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศต่างๆ ที่นับวันจะทวีความสัมพันธจนทำให้ ความผันผวนที่เกิดขึ้นทางเศรษฐกิจในต่างประเทศหรือแม้แต่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศอื่น สามารถส่งผลลบต่อเศรษฐกิจไทยได้อย่างรุนแรง อาทิเช่น การไหลเข้าออกอย่างรวดเร็วและรุนแรงของเงินทุนจากต่างประเทศ ภายหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ออกมาส่งสัญญาณว่าจะลดขนาดโครงการซื้อพันธบัตร หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ได้ส่งผลทำให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากประเทศไทยอย่างรุนแรง ทั้งจากตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร ความเปราะบางทางเศรษฐกิจของประเทศยักษ์ใหญ่ที่เป็นคู่ค้าที่สำคัญของประเทศไทยทั้งประเทสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันและในอนาคต ซึ่งนับเป็นโจทย์ยากของผู้กำหนดนโยบายของประเทศไทย ที่จะทำอย่างไรให้ประเทศสามารถผ่านพ้นจากความเสี่ยงทางเศรษฐกิจเหล่านี้ไปได้ และจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยมีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจต่อความเสี่ยงจากความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ของผู้ประกอบการไทย นับเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่ผ่านมา และก็เป็นภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจของประเทศที่เคยมี แต่ที่ผ่านมากลับถูกบั่นทอนและลดลงมาโดยตลอด ทั้งนี้เป็นที่น่าสนใจว่า สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยลดลงในช่วงหลังนั้น เป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายภาครัฐเสียเอง นโยบายประชานิยมต่างๆ ที่ถูกผลักดันออกมาในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา กลับบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย อาทิเช่น โครงการรับจำนำข้าว (ที่ถูกต้องเรียกว่าโครงการรับซื้อข้าวของรัฐบาล) ไม่เพียงแต่สร้างภาระทางงบประมาณอย่างมหาศาล (จะใช่สองแสนหกหมื่นล้านบาทหรือไม่ คงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ) และยังได้สร้างความเสียหายถึงระดับโครงสร้างของภาคเกษตรกรรมไทย ซึ่งรวมถึงภาคการส่งออกข้าวไทย ที่ตลาดส่งออกที่เคยมีอยู่เดิมได้ถูกแย่งชิงไปโดยผู้ส่งออกข้าวจากประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเวียดนามหรืออินเดีย

นโยบาย “ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท” ก็เช่นเดียวกัน ได้ถูกผลักดันออกมาโดยไม่ได้มีเงื่อนไขของการยกระดับผลิตภาพแรงงานควบคู่ไปด้วย ซึ่งได้ทำให้ต้นทุนรายจ่ายของผู้ประกอบการส่วนใหญ่เพิ่มสูงขึ้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น) ในขณะที่ผลิตภาพการผลิตที่ได้จากแรงงานกลับไม่ปรับเพิ่มตามมา ผลของนโยบายนี้ก็ได้บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมส่งออกไทย นโยบายประชานิยมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงภัยอันร้ายแรงหรือความล้มเหลวที่เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายภาครัฐ ที่พยายามฝืนกลไกการทำงานของตลาดการแข่งขันเสรี ซึ่งน่าจะเป็นบทเรียนที่ดีกับผู้กำหนดนโยบายของประเทศ โดยเฉพาะฝ่ายการเมือง ที่สมควรจะเรียนรู้ถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศจากการนำเสนอนโยบายที่มุ่งหวังเพียงแต่ประชานิยม โดยไม่สนใจถึงผลกระทบในเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นติดตามมา

แน่นอนจากบทเรียนที่ผ่านมาเหล่านี้ นโยบายภาครัฐที่ดีที่ควรออกมานั้น อย่างน้อยที่สุดจะต้องไม่มีลักษณะของการฝืนกลไกการทำงานของตลาดการค้าเสรี และควรสนับสนุน (หรือไม่บั่นทอน) การพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในประเทศ ดังนั้น ประเทศไทยอาจจำเป็นต้องคิดถึงกลไก เครื่องมือ หรือกฎหมายบางอย่างที่น่าจะขาดหายไปในปัจจุบัน เพื่อทำหน้าที่ควบคุม ป้องกัน หรือสามารถยับยั้งมิให้นโยบายภาครัฐที่แข่งขันกันนำเสนอออกมานั้นเป็นเพียงแต่นโยบายประชานิยมที่มุ่งผลทางการเมือง แต่กลับทำลายกลไกการแข่งขันของระบบตลาดออกมาได้ เพราะที่ผ่านมา แม้ว่านักวิชาการจะพยายามสักเพียงใดในการออกมาคัดค้านหรือยับยั้งนโยบายที่ทำลายระบบการแข่งขันตลาดซึ่งจะสร้างความเสียหายแก่ประเทศอย่างชัดเจน อย่างเช่นโครงการรับซื้อข้าว แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากไม่มีช่องทางตามกฎหมายใดในปัจจุบันที่เปิดให้ยื่นเรื่องเพื่อยับยั้งได้


*"การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่ฝืนกลไกการทำงานของตลาด" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 1 ก.ค. 2556

Friday, March 29, 2013

Me in Komchadluek (Youtube)
and in news.

Monday, December 3, 2012

ปัจจัยเสี่ยงทางเศรษกิจภายนอกประเทศที่สำคัญในปี พ.ศ. 2556*

ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ปีใหม่ปี พ.ศ. 2556 ที่จะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เราลองพิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนที่จะเกิดขึ้นจากเศรษฐกิจภายนอกประเทศ เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมต่อปัจจัยเสี่ยงที่อาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้ในปีหน้า ทั้งนี้จากรายงานที่ออกมาล่าสุดของธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank) (*) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund)(**) ได้มองว่า เศรษฐกิจโลกยังมีลักษณะที่อ่อนแอ โดยปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ที่รวมถึงประเทศไทย ได้แก่

หนึ่ง ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะที่มาจาก “หน้าผาทางการคลัง” (Fiscal cliff) ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่านที่อาจจะไม่คุ้นว่า “หน้าผาทางการคลัง” ที่ถูกกล่าวถึงนั้นคืออะไร ผมจะขออธิบายสักเล็กน้อย ดังนี้

หน้าผาทางการคลังที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกามาจากการที่มาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจที่เคยถูกนำมาใช้ในอดีตหลายมาตรการกำลังจะสิ้นสุดลงในช่วงสิ้นปีนี้ เช่น มาตรการลดหย่อนทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ถูกมาใช้ในสมัยประธานาธิบดี จอร์ช ดับเบิลยู บุช (George W. Bush) ในช่วงปี 2001-2003 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่ถูกนำใช้ในช่วงปี 2009-2010 นอกจากนี้ กฏหมายควบคุมงบประมาณ (Budget Control Act of 2011) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยลดการขาดดุลงบประมาณภาครัฐและระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐอเมริกา ก็กำลังจะถูกนำมาบังคับใช้ในวันที่ 2 มกราคม 2556 ซึ่งจะมีผลที่นำไปสู่การตัดลดงบประมาณรายจ่ายภาครัฐโดยอัตโนมัติ (Sequestration) เป็นต้น

ดังนั้น หน้าผาทางการคลังจะมีผลโดยตรงที่ทำให้อัตราภาษีที่จัดเก็บในประเทศสหรัฐอเมริกาหลายตัวปรับเพิ่มขึ้น ในขณะที่งบประมาณรายจ่ายภาครัฐถูกตัดทอนลง ซึ่งย่อมส่งผลลบต่อเศรษฐกิจที่เปราะปรางและอยู่ในช่วงเริ่มฟื้นตัวของสหรัฐอเมริกา ที่ยังจำเป็นต้องการแรงผลักดันที่มาจากการใช้จ่ายภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้ ธนาคารพัฒนาเอเชีย มองว่า หากสภาคอนเกรสของสหรัฐอเมริกาไม่สามารถหาข้อสรุปที่นำไปสู่การต่ออายุมาตรการต่างๆ ออกไปได้ และจำเป็นต้องเผชิญกับหน้าผาทางการคลังดังกล่าวข้างต้น เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะกลับไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีกครั้งในไตรมาสแรกของปี 2556 นี้

ในเรื่องนี้ ผมมองว่า สุดท้ายถึงจุดหนึ่ง (ในเร็ววันนี้) การเจรจาระหว่างพรรคริพับลิกันและพรรคเดโมแครต ในเรื่องวิธีการลดการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐ (เพราะต่างก็มีนโยบายทางด้านการคลังที่ใช้ในการลดปัญหาการขาดดุลงบประมาณที่แตกต่างกัน) ก็คงสำเร็จและนำไปสู่ข้อตกลงในระยะสั้นที่จะขยายอายุของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ออกไปก่อนในช่วง 1-2 ปี ซึ่งจะทำให้หน้าผาทางการคลังที่สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญเลื่อนเวลาออกไปหรือบรรเทาลงไปได้

สอง วิกฤตหนี้ภาครัฐยุโรปยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ซึ่งผมมองว่า ปัญหาวิกฤตหนี้ภาครัฐยุโรปก็คงจะยังเกิดขึ้นต่อเนื่องอีกยาวนาน เพราะต้นตอของปัญหาที่แท้จริงยังไม่ได้รับการแก้ไข (ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากความแตกต่างกันอย่างมากของลักษณะพื้นฐานทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยูโรโซน รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากตัวระบบของการรวมกลุ่มประเทศยูโรโซน) แม้ว่าที่ผ่านมาในช่วงครึ่งหลังของปี พ.ศ. 2555 โลกจะเริ่มกลับมามีความหวังอยู่บ้าง จากการออกมาแถลงของนาย Mario Draghi ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank, ECB) ว่าจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเงินยูโร หรือแม้แต่ความสำเร็จในการจัดตั้งกองทุนถาวรในการรักษาเสถียรภาพการเงิน European Stability Mechanism (ESM) ก็ตาม  

สาม การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสาธารณะประชาชนจีน และความเสี่ยงของเศรษฐกิจที่เปราะปรางของประเทศญี่ปุ่นก็ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจสำคัญโดยเฉพาะต่อประเทศไทย ที่มีลักษณะเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงและขึ้นอยู่กับประเทศเหล่านี้เป็นอย่างมาก

เราจึงพอมองเห็นได้ว่า ในปี พ.ศ. 2556 ที่จะมาถึงนี้ ความเสี่ยงของเศรษฐกิจภายนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของประเทศยักษ์ใหญ่ที่เป็นคู่ค้าและคู่ลงทุนที่สำคัญของประเทศไทยเกือบทั้งหมด จะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กดดันเศรษฐกิจไทยในเชิงลบที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ดังนั้น การดำเนินธุรกิจในปีหน้าจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการส่งออกของประเทศ ภาครัฐเองก็ควรให้ความสำคัญมากขึ้นในการช่วยเหลือให้ภาคธุรกิจไทยสามารถปรับตัวและรับมือกับปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจภายนอกประเทศเหล่านี้ที่จะเกิดขึ้น


อ้างอิง
(*) Asian Development Bank, 2012, Asia Bond Monitor (Philippines; November).

(**) International Monetary Fund, 2012, Global Financial Stability Report, World Economic and Financial Surveys (Washington; October).


*"ปัจจัยเสี่ยงทางเศรษกิจภายนอกประเทศที่สำคัญในปี พ.ศ. 2556" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 3 ธ.ค. 2555

Monday, November 5, 2012

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2012*

ข่าวใหญ่และสำคัญที่สุดในช่วงสัปดาห์นี้ที่ทั่วโลกจับตามองคงหนีไม่พ้นเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ (6 พฤษจิกายน ตามเวลาของประเทศสหรัฐอเมริกา) และการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 18 ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 8 พฤษจิกายน ซึ่งจะมีการเลือกนาย สี จิ้นผิง (Xi Jinping) (รองประธานาธิบดีจีนในปัจจุบัน) เป็นผู้นำคนใหม่ของจีนต่อจากนาย หู จิ่นเทา (Hu Jintao) ในเดือนมีนาคมของปีหน้า

สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ เป็นการขับเคี่ยวระหว่างนาย บารัค โอบามา (Barack Obama) ตัวแทนพรรคเดโมแครต กับนาย มิตต์ รอมนีย์ (Mitt Romney) ตัวแทนพรรครีพับริกัน มีเรื่องที่น่าสนใจอยู่หลายเรื่อง แต่เรื่องเล็กๆ ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยและผมอยากพูดถึงในวันนี้คือ การขึ้นมาเป็นผู้แข่งขันชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีจากพรรครีพับริกันของ นาย พอล ไรอัน (Paul Ryan)

นาย พอล ไรอัน ถือได้ว่าเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่น่าสนใจด้วยวัยเพียง 42 ปีในปัจจุบัน เคยเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาคองเกรสที่อายุน้อยที่สุดในขณะนั้นด้วยวัย 28 ปี แต่บทบาทสำคัญที่ทำให้นาย พอล ไรอัน เป็นที่รู้จักในวงกว้าง จนนำไปสู่การได้รับเลือกเป็นตัวแทนของพรรครีพับริกันในครั้งนี้คือ การเป็นประธานคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณแผ่นดินของสภาคอนเกรส ซึ่งในปีที่แล้ว เขาได้นำเสนอแผนการปรับลดการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล โดยเน้นการปรับลดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลกลางเป็นสำคัญ

ตัวอย่างของแผนการลดงบประมาณรายจ่ายที่เขานำเสนอ ได้แก่ การปรับเปลี่ยนระบบสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล Medicare ที่เป็นระบบประกันสุขภาพของรัฐบาลกลางซึ่งเน้นให้แก่ผู้สูงอายุที่มีลักษณะเป็นแบบปลายเปิด ที่ไม่มีการกำหนดเพดานวงเงินสูงสุดที่สามารถเบิกจ่ายจากรัฐได้ (สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามที่จ่ายจริง ในลักษณะเดียวกันกับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการของประเทศไทย) ซึ่งนาย พอล ไรอัน มองว่าระบบ Medicare มีค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป ไม่ยั่งยืน และมีโอกาสที่จะล้มละลายได้ในอนาคต เขาได้เสนอให้เปลี่ยนมาเป็นการให้คูปอง (Voucher) ที่สามารถใช้ในการอุดหนุนการซื้อประกันสุขภาพส่วนบุคคลแทน เป็นต้น

แน่นอนที่สุด แนวทางในการปรับเปลี่ยนระบบประกันสังคมต่างๆ ที่นาย พอล ไรอัน ได้นำเสนอออกมานั้น ถูกโจมตีอย่างรุนแรงในหลายด้าน และเป็นที่เกลียดชังของผู้ที่อยู่ในระบบประกันสุขภาพในปัจจุบัน (หรือแม้แต่ผู้ที่กำลังจะเข้ามาอยู่ในระบบ Medicare) แต่อย่างน้อยสิ่งดีที่เห็นได้จากตัว นาย พอล ไรอัน คือ ความกล้าที่จะนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดดุลงบประมาณที่ยาวนาน รวมถึงภาระหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นของประเทศ ที่มีรายละเอียดและเป็นรูปธรรม เขาได้ตอกย้ำให้คนสหรัฐอเมริกาได้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่สามารถแก้ไขด้วยการอยู่เฉย (โดยไม่ทำอะไร แล้วบอกแต่ว่า เดี่ยวเศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้นเมื่อไหร่ ภาระหนี้หรือการขาดดุลงบประมาณที่มีก็จะลดลงเหมือนในบางประเทศ) แต่ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากการปรับลดงบประมาณรายจ่ายบางประเภทลง

เป็นที่น่าเสียดายว่า จนถึงวันนี้บทบาทของนาย พอล ไรอัน ที่มีในการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาค่อนข้างถูกจำกัดเป็นอย่างมาก พรรครีพับริกันเองสุดท้ายก็ไม่กล้าที่จะนำเสนอนโยบายลดรายจ่ายที่มีรายละเอียดมากนัก เพราะส่วนหนึ่งก็เกรงจะเสียฐานคะแนนเสียงจากชนชั้นกลางที่ยังต้องพึ่งระบบสวัสดิการรักษาพยายาลของรัฐในปัจจุบัน แต่ไม่ว่าอย่างไรตาม การขึ้นมาอย่างรวดเร็วถึงจุดนี้ของนาย พอล ไรอัน ก็เป็นปรากฎการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า ประชาชนสหรัฐอเมริกาได้ตอบรับและให้ความสำคัญ รวมถึงต้องการเห็นการนำเสนอนโยบายต่างๆ ที่เป็นรูปธรรม มีรายละเอียด สามารถทำได้จริง รวมถึงการรักษาวินัยทางการคลังของประเทศ

ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน แม้ในปัจจุบัน ฐานะทางการคลังของประเทศยังคงแข็งแกร่ง แต่หากมองไปข้างหน้า ก็ยังไม่สามารถวางใจได้ (จากรายจ่ายในโครงการประชานิยมต่างๆ รวมถึงแผนการลงทุนสร้างอนาคต 2 ล้านล้านบาท ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกไม่ดีเช่นนี้) คงจะดีไม่น้อย หากเราได้เห็นนักการเมืองรุ่นใหม่ๆ ของประเทศไทย (อย่างเช่น นาย พอล ไรอัน ของประเทศสหรัฐอเมริกา) กล้าที่จะออกมานำเสนอนโยบายหรือแนวทางในการหาแหล่งรายได้รัฐเพิ่มเพื่อนำมาใช้จ่ายในโครงการที่ถูกนำเสนอออกมาอย่างเป็นรูปธรรม หรือแม้แต่การนำเสนอการลดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบางอย่างที่ไม่จำเป็นหรือไม่มีประสิทธิภาพลง มิใช่มีเพียงแต่การนำเสนอนโยบายใช้จ่ายดังเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้

* "การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2012" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 5 พ.ย. 2555