Thursday, November 22, 2007

ทฤษฏีเกมส์กับการแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อน*

ในบทความทันเศรษฐกิจหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เล่าถึงสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น รวมถึงพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ที่ปัจจุบันมีประเทศกว่า 175 ประเทศทั่วโลกได้ลงนามให้สัตยาบันรับรอง ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือระดับประเทศในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลง

แต่ทั้งนี้ความร่วมมือระดับประเทศดังกล่าว คงไม่อาจแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนให้หมดลงได้ เนื่องจากนโยบายสาธารณะรัฐต่างๆที่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการลดหรือจำกัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาในแต่ละประเทศ เช่น Carbon tax หรือ การเก็บภาษีตามปริมาณคาร์บอนที่ถูกปล่อยออกมา มักจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในประเทศ ตัวอย่างเช่น หากรัฐดำเนินการเพิ่มภาษีสินค้าน้ำมันหรือรถยนต์ให้สูงขึ้นจากเดิม เพื่อลดปริมาณการบริโภคน้ำมันและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถยนต์ลง ประชาชนผู้ใช้รถยนต์ส่วนใหญ่ในประเทศคงไม่เห็นด้วยแน่ เพราะต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้นไปอีก จากที่ปัจจุบันแทบจะจ่ายกันไม่ไหวอยู่แล้ว สุดท้ายก็คงจะผลักความรับผิดชอบไปยังผู้ผลิตสินค้าแทน

ในกรณีที่ภาระทางภาษีคาร์บอนถูกผลักไปยังผู้ผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ภาษีเหล่านี้จะเพิ่มต้นทุนของการผลิตสินค้าให้สูงขึ้น จากการที่ผู้ผลิตต้องเพิ่มการลงทุนในการควบคุมปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาให้เป็นไปตามที่เป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งแน่นอนว่า ต้นทุนที่ปรับสูงขึ้นมานี้ จะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในตลาดโลก และสุดท้ายภาระทางภาษีก็จะถูกผลักมายังผู้บริโภคสินค้าในประเทศ ผ่านทางราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอยู่ดี

ดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่นโยบายสาธารณะที่ใช้ในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจะได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจต่างๆในประเทศ จึงไม่น่าแปลกใจที่็น็เราจะสังเกตได้ว่า แม้นปัจจุบันสังคมไทยได้ตระหนักถึงปัญหาสภาวะโลกร้อนมากขึ้น แต่กลับไม่มีพรรคการเมืองใด ที่จะกล้านำเสนอหรือชูนโยบายในการแก้ไขสภาวะโลกร้อนเป็นนโยบายนำของพรรค (แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา) แต่กลับมุ่งนำเสนอนโยบายประชานิยม ที่ให้ประโยชน์โดยตรงแก่ประชาชนเป็นสำคัญ เพราะนโยบายประชานิยมเหล่านี้ง่ายที่จะได้รับการสนุนจากประชาชนนั่นเอง

นอกจากปัญหาในแง่ของการใช้นโยบายสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนในประเทศแล้ว ยังมีปัญหาใหญ่ที่สำคัญอีกปัญหาหนึ่ง ที่ทำให้การแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนในระดับประเทศไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร ปัญหาที่ว่านี้คือ ปัญหาที่เกิดจากความไม่ร่วมมือกันของทุกประเทศ ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น หรือดำเนินการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงนั่นเอง

หากมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ดำเนินการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลง ก็ไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นได้ อย่างดีที่สุดอาจสามารถบรรเทาหรือชะลอปัญหาลงได้บางส่วน แต่ทั้งนี้ประเทศที่ไม่ได้ดำเนินการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลง (ด้วยเหตุผลส่วนหนึ่ง ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น) ก็จะได้รับประโยชน์จากการดำเนินการของประเทศอื่นๆ โดยที่ไม่ต้องลงมือทำเอง ในทางเศรษฐศาสตร์เรากล่าวถึง คนที่รอผลประโยชน์จากการกระทำของคนอื่นโดยที่ตัวเองไม่ลงมือทำว่า “Free Rider”

แต่ถ้าหากประเทศส่วนใหญ่ทำตัวเป็น Free Rider โดยรอคอยผลประโยชน์ที่เกิดจากการดำเนินการของคนอื่น สุดท้ายก็คงไม่มีประเทศใดที่จะยอมดำเนินการในการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกของตนลง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ทุกประเทศจะต้องเผชิญกับปัญหาสภาวะโลกร้อนที่รุนแรงกว่า ในกรณีที่ประเทศต่างๆ ร่วมมือกันดำเนินการ หรืออย่างน้องมีบางประเทศดำเนินการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลง

สิ่งที่น่าสนใจในเวลานี้คือ ประเทศพัฒนาแล้วที่ทำตัวเป็น Free Rider กลับเป็นประเทศพี่ใหญ่ของโลก อย่าง สหรัฐอเมริกา ทั้งๆที่สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งถ้าหากปราศจากการร่วมมือของสหรัฐอเมริกา คงเป็นการยากที่จะทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกบนชั้นบรรยากาศโลกจะลดลงจากเดิมได้อย่างมีนัยสำคัญ



ในทางเศรษฐศาสตร์ ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในลักษณะที่ประเทศต่างๆ สามารถเลือกที่จะดำเนินการหรือไม่ดำเนินการเป็นรูปแบบหนึ่งของ Prisoners’ Dilemma ในทฤษฎีเกมส์ (Game Theory) ซึ่งผู้อ่านบางท่านอาจจะพอจำได้จากหนังเรื่อง “A Beautiful Mind” ซึ่งเป็นหนังชีวประวัติของ John Nash นักเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้รับรางวัลโนเบิลนั่นเอง

ปัญหาสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นนี้ มีความแตกต่างจากปัญหาพื้นฐานของ Prisoners’ Dilemma อยู่ประการหนึ่งคือ ในปัญหา Prisoners’ Dilemma ผู้ต้องหาแต่ละคนไม่ทราบว่า ผู้ต้องหาอีกคนจะสารภาพผิดต่อตำรวจหรือไม่ หากต่างไม่สารภาพ ผู้ต้องหาทั้งคู่ก็จะพ้นข้อกล่าวหา แต่หากมีคนใดคนหนึ่งยอมรับสารภาพผิด ในขณะที่อีกคนไม่ยอมรับสารภาพ คนที่ไม่สารภาพผิดก็จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง กว่าในกรณีที่ผู้ต้องหาทั้งสองคนยอมรับสารภาพผิดตั้งแต่แรก

ในกรณีของความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อน ประเทศต่างๆ มีทางเลือกที่จะดำเนินการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกหรือไม่ ทุกประเทศต่างทราบดีว่า ประเทศใดบ้างที่ดำเนินการ หรือไม่ดำเนินการ ตรงนี้คือความแตกต่างที่สำคัญกับปัญหา Prisoners’ Dilemma ที่กล่าวแล้วข้างต้น

ทางออกที่จะทำให้ทุกประเทศมีพันธะร่วมกันดำเนินการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงได้นั้น คงไม่เพียงพอแน่ที่จะรอให้แต่ละประเทศยินดีที่จะดำเนินการด้วยตนเอง เนื่องจากทุกประเทศอยากที่จะทำตัวเป็น Free Rider ดังนั้นวิธีการที่จะทำให้ทุกประเทศร่วมมือกันได้นั้น จะต้องเกิดจากแรงบีบจากภายนอก เพื่อบังคับไม่ให้ประพฤติตัวเป็น Free Rider ได้ ซึ่งจุดนี้เป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้ความร่วมมือกันระดับประเทศประสบผลสำเร็จประเทศฝรั่งเศษได้เสนอให้สหภาพยุโรป (EU) เก็บภาษีคาร์บอนแก่สินค้าอุตสาหกรรมที่นำเข้ามาจากประเทศ (พัฒนาแล้ว) ที่ไม่ยอมมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกลง ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าติดตาม ถึงการตัดสินใจของสหภาพยุโรป และจุดยืนของสหรัฐอเมริกาที่จะมีต่อไปในอนาคต ภายใต้แรงบีบคั้นจากประเทศพัฒนาอื่นๆทั่วโลกที่เกิดขึ้น

* "ทฤษฏีเกมส์กับการแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อน" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 22 พ.ย. 2550

Thursday, November 8, 2007

พิธีสารเกียวโตกับการแก้ปัญหาโลกร้อน*

สัปดาห์นี้นับเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกันแล้ว ที่คณะผู้เขียนได้นำเสนอเรื่องสภาวะโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง แม้นว่าในปัจจุบัน เรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ฤดูหนาว หรือช่วงปลายฝนต้นหนาว จนทำให้เราอาจลืมนึกถึงความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาไปบ้างก็ตาม แต่คงอีกไม่นานเกินรอ อากาศร้อนคงกลับมาให้เราหายคิดถึงอย่างแน่นอน

บทความในสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มก๊าซเรือนกระจกกับความร้อนที่เกิดขึ้น โดยกลุ่มก๊าซเรือนกระจกอย่างเช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทำหน้าที่ห่อหุ้มความร้อน ไม่ให้ความร้อนสะท้อนออกไปจากโลกได้ทั้งหมด ดังนั้นหากปริมาณก๊าซเรือนกระจกสะสมบนชั้นบรรยากาศโลกเพิ่มมากขึ้น ความร้อนบนโลกก็จะเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

ผู้อ่านหลายท่านอาจสงสัยว่า ทำไมปัญหาโลกร้อนถึงเป็นปัญหาที่โลกกำลังเผชิญในช่วงทศวรรษหลังนี้ แต่ทำไมก่อนหน้านี้เป็นร้อยๆปี ปัญหาโลกร้อนจึงไม่เกิดขึ้นอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ คำตอบของปัญหานี้คงไม่ยาก หากพิจารณาถึงแผนภาพแสดงปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมาในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยออกมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 5 ทศวรรษหลัง ซึ่งปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมานั้น เกิดขึ้นสูงสุดจากการใช้พลังงานปิโตรเลียม ได้แก่น้ำมันดิบ โดยทั้งนี้ทั้ง น้ำมันดิบ ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ล้วนแล้วต่างเป็นแหล่งพลังงานสำคัญที่ใช้ในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจต่างๆของโลก เช่น ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ให้เติบโตขึ้น การเผาพลาญทรัพยากรพลังงานเชื้อเพลิงเหล่านี้ต่างก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกบนพื้นผิวโลกนั่นเอง

สิ่งที่น่าสนใจคือ ประเทศที่เป็นผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากที่สุดในโลกไม่ใช่ใครอื่น แต่กลับกลายเป็นประเทศพี่ใหญ่ของโลก นั่นคือประเทศสหรัฐอเมริกา และคานาดา รองลงมาได้แก่กลุ่มประเทศยุโรป และกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกอย่างเช่น จีน สำหรับประเทศอินเดีย และกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมถึงไทย) ก็มีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกันกับประเทศที่กำลังพัฒนาอื่นๆ

จริงๆแล้วประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาโลกร้อนที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด ได้มีการประชุมเพื่อหารือในการกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในความตกลงร่วมกันที่เป็นรูปธรรม คือ พิธีสารเกียวโต (Kyoto protocol) ที่เปิดให้ลงนามนับตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2540 โดยเกิดจากการเจรจาร่วมกันที่เมือง Kyoto ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพิธีสารดังกล่าวมีบทบัญญัติให้เริ่มมีผลบังคับใช้ภายใน 90 วัน หลังจากมีประเทศร่วมให้สัตยาบันรับรองอย่างน้อย 55 ประเทศ ซึ่งจะต้องมีประเทศที่พัฒนาแล้วที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมารวมกันอย่างน้อยร้อยละ 55 ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นบนโลก
ปัจจุบันได้มีประเทศต่างๆกว่า 175 ประเทศได้ลงนามให้สัตยาบันรับรองพิธีสารดังกล่าว และได้เริ่มมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ในพิธีสารได้กำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้ว 36 ประเทศ ในช่วงระหว่างปี 2551 ถึง 2555 จะต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงอย่างน้อยร้อยละ 5 ของปริมาณก๊าซที่ถูกปล่อยรวมทั้งสิ้นในปี 2533

แต่ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศพี่ใหญ่ของโลกอย่างประเทศสหรัฐอเมริกากลับแสดงความตั้งใจที่จะเพิกเฉยกต่อข้อตกลงร่วมดังกล่าว ทั้งที่สหรัฐอเมริกาเองเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับหนึ่งของโลก หากปราศจากความร่วมมือของประเทศสหรัฐอเมริกาที่จะลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างจริงจังแล้ว คงเป็นการยากที่เป้าหมายที่กำหนดดังกล่าวที่จะบรรเทาปัญหาโลกร้อน จะสำเร็จลุล่วงไปได้อย่างที่คาดหวังไว้

สำหรับในบทความถัดไป ผู้เขียนจะนำเสนอนโยบายสาธารณะ (Public policies) ต่างๆ ที่นักเศรษฐศาสตร์นำเสนอเพื่อใช้เป็นเครื่องมือนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมา เพื่อแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น อย่าลืมติดตามครับ

* "พิธีสารเกียวโตกับการแก้ปัญหาโลกร้อน" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 8 พ.ย. 2550

Thursday, September 27, 2007

สภาวะโลกร้อน (Global warming)*

สภาวะโลกร้อนนับเป็นปัญหาสำคัญที่โลกกำลังเผชิญอยู่ และได้รับการพูดถึงอย่างมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผู้เขียนพึ่งมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์กึ่งสารคดีเรื่อง An Inconvenient Truth ที่ออกมาเมื่อปีที่แล้ว โดยมีอดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ นาย อัล กอร์ (Al Gore) เป็นผู้นำเสนอเรื่องราวสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น ในความคิดของผู้เขียนแล้ว สารคดีเรื่องนี้เป็นสารคดีที่มีประโยชน์และคุ้มค่าต่อการชมเป็นอย่างมาก และอยากแนะนำให้ผู้อ่านได้หามาชมกันครับ

นาย อัล กอร์ ผู้อ่านส่วนใหญ่คงจำกันได้ว่า เขาผู้นี้เป็นผู้อาภัพโชคในการชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐกับ George W. Bush แต่ถึงกระนั้น ด้วยสปริตที่สูงส่งของนักการเมืองสหรัฐผู้นี้ ทำให้เขายอมรับผลการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยข้อสงสัยต่างๆและไม่เป็นธรรมต่อคนสหรัฐสักเท่าไหร่นัก ภายหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป นาย อัล กอร์ ได้หันกลับมาทำงานรณรงค์ในเรื่องปัญหาสภาวะโลกร้อน ให้โลกหันมาให้ความสนใจและหาแนวทางการแก้ไขอย่างจริงจัง ทั้งภายในประเทศสหรัฐเองและประเทศอื่นๆทั่วโลก

ผู้เขียนได้ลองค้นหาคำว่า Global warming ในอินเทอร์เน็ด และพบว่ามีเว็ปไซด์ที่เกี่ยวข้องถึงกว่า 78.3 ล้านเว็ป แต่เมื่อลองดูว่ามีจำนวนเว็ปไซด์ที่เกิดขึ้นภายในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา หรือนับตั้งแต่สารคดีเรื่อง An Inconvenient Truth ได้ออกมาในปีที่แล้ว พบว่ามีมากถึง 44.5 ล้านเว็ปไซด์ หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 56 ของเว็ปไซด์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่อาจจะปฎิเสธได้ว่านาย อัล กอร์ และสารคดีดังกล่าว มีส่วนสำคัญที่ทำให้โลกตื่นขึ้นมาและหันมาสนใจปัญหาโลกร้อนกันมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา

สำหรับบทความวันนี้ ผู้เขียนขอเริ่มต้นจากการเกริ่นนำถึงที่มาของสภาวะโลกร้อนก่อน สภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นเมื่อคลื่นพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ตกกระทบบนพื้นผิวโลก ซึ่งโดยปกติแล้วคลื่นความร้อนส่วนใหญ่จะไม่ได้ถูกดูดซับไว้บนพื้นโลกไปนี้ แต่คลื่นความร้อนจะถูกสะท้อนกลับออกไปยังนอกบรรยากาศโลก ซึ่งถ้าหากคลื่นความร้อนถูกสะท้อนกลับออกไปนอกโลกทั้งหมด ก็คงไม่ใช่สิ่งดี เพราะโลกคงมีสภาพไม่ต่างจากธารน้ำแข็งที่หนาวเย็นและยากต่อการดำรงชีวิตอยู่ได้

เพื่อให้โลกสามารถสะสมความร้อนที่ตกลงมาได้บางส่วน ที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตอยู่ได้ โลกจึงได้สร้างกลไกทางธรรมชาติไว้คือ กลุ่มแก๊สเรือนกระจก (Greenhouse gas) ซึ่งหนึ่งในแก๊สเรือนกระจกที่สำคัญคือ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่ส่วนหนึ่งเกิดจากการเผาพลาญเชิงเพลิงของมนุษย์ ทั้งนี้กลุ่มแก๊สเรือนกระจก (Greenhouse gas) จะก่อให้เกิดปรากฎการณ์เรือนกระจก (Greenhouse effect) ที่ช่วยกั้นความร้อนที่สะท้อนจากพื้นผิวโลกไม่ให้สะท้อนกลับออกไปนอกบรรยากาศโลกทั้งหมด และช่วยสะสมพลังงานความร้อนไว้ หากเปรียบแล้วเรือนกระจกที่เกิดขึ้นเปรียบเสมือนกับผ้าห่มที่ห่อหุ้มและให้ความอบอุ่นแก่ผิวโลก ซึ่งหากกลุ่มแก๊สเรือนกระจกอยู่ในระดับที่เหมาะสม โลกก็จะมีสภาวะอากาศเหมาะสมแก่การดำรงอาศัยของสิ่งมีชีวิต ตัวอย่างเช่น หากปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีอยู่บนชั้นบรรยากาศโลกอยู่ในระดับ 380 ppm (parts per million) อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกจะอยู่ที่ 15 C แต่ถ้าปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ในระดับที่สูงขึ้น อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกก็จะปรับสูงขึ้นตาม

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้คือ ในช่วงไม่กี่สิบที่ผ่านมา โลกภายใต้น้ำมือของมนุษย์ได้กำลังทำให้สมดุลทางธรรมชาติที่เคยดำรงไว้นับล้านปีสูญเสียไป โดยมนุษย์ได้ปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ ออกไปสู่บรรยากาศโลกอย่างมาก จนทำให้กลุ่มแก๊สเรือนกระจกที่อยู่บนชั้นบรรยากาศโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อโลกไม่สามารถระบายหรือสะท้อนคลื่นพลังงานความร้อนที่ได้จากดวงอาทิตย์ออกไปได้ เนื่องจากชั้นเรือนกระจกที่หนาขึ้น ความร้อนจึงถูกดูดซับไว้บนพื้นผิวโลก และส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งตรงนี้เป็นสาเหตให้เกิดสภาวะโลกร้อนขึ้นมาในปัจจุบัน

การที่อุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้น ไม่เพียงจะส่งผลทำให้โลกร้อนขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้สมดุลทางธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นจึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจ ที่เราสังเกตได้ว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์วิปฤติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างมากมาย โดยหากเปรียบเทียบกับจำนวนภัยทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้า 10 ปีที่ผ่านมา เราจะพบว่า โลกในปัจจุบันประสบกับภัยทางธรรมชาติต่างๆ ที่มีจำนวนครั้งที่เกิดและระดับความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์อย่าง Nicholas Stern ได้คาดการณ์ว่าหากแนวโน้มการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ยังดำเนินต่อไปในลักษณะเช่นนี้ คงไม่เกินปี ค.ศ. 2050 ปริมาณของ CO2 จะอยู่ที่ 560 ppm และจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 650 ppm ภายในไม่เกินปี ค.ศ. 2100 โดยอุณหภูมิของโลกจะเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ 5 C และจะส่งผลทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 1 เมตร (จากการละลายของพื้นที่ธารน้ำแข็ง) ทั้งนี้ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น 1 เมตร จะส่งผลอย่างรุนแรงต่อพื้นผิวที่อยู่อาศัยของโลก ซึ่งหลายพื้นที่ในโลกจะถูกน้ำท่วมและจมอยู่ใต้ทะเลในโอกาสถัดไปผู้เขียนจะขอเล่าถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมถึงนโยบายและเครื่องมือที่น่าสนใจทางเศรษฐศาสตร์ ที่น่าจะมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น อย่าลืมติดตามคอลัมน์ “ทันเศรษฐกิจ” ในฉบับทุกวันพฤหัสครับ

* "สภาวะโลกร้อน (Global warming)" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 27 ก.ย. 2550

Thursday, September 13, 2007

เปรียบเทียบการลงทุนใน ไทย จีน และเวียดนาม*

เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เขียนบทความเรื่อง “อย่าคิดแค่ว่าเวียดนามคือคู่แข่งของไทย” โดยชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่ดีของอุตสาหกรรมไทยที่จะใช้ประโยชน์จากเวียดนามที่มีต้นทุนแรงงานและทรัพยากรบางอย่างที่ถูกกว่า บทความที่ผมได้นำเสนอไป มีความสอดคล้องกับทรรศนะของ นายกิติพงษ์ ณ ระนอง เอกอัครราชฑูตไทย ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม (ในรายงาน “เปิดช่องลงทุนตลาด ‘เวียดนาม’ โอกาสทองที่ไม่ควรมองข้าม” หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 30 ส.ค.- 1 ก.ย. 2550) ที่มองว่า ผู้ประกอบการไทยควรมองออกไปในต่างประเทศ ว่าจะใช้ประโยชน์จากตลาดต่างประเทศ อย่างเช่น เวียดนามได้อย่างไร

ยิ่งไปกว่านั้น จากการที่เวียดนามได้มีการลงและเลิกภาษีศุลกากรภายใต้กรอบของเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) จะเป็นโอกาสที่ดี ที่ทำให้อุตสาหกรรมไทยสามารถเข้าไปในตลาดเวียดนาม รวมถึงโอกาสในการใช้เส้นทาง East-West Corridor ที่เชื่อมระหว่างไทย ลาว จีน และเวียดนาม เพื่อเข้าสู่ตลาดใหญ่ที่สำคัญอย่างจีนอีกด้วย ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นโอกาสที่ดีของอุตสาหกรรมไทยในภูมิภาคนี้ ซึ่งการวางยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมไทยต่อไปข้างหน้าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องวางอย่างถูกต้อง มิใช่มัวแต่เดินกลับหลังไปสู้เรื่องค่าแรงงานถูก ดังที่ได้กล่าวไปในบทความครั้งที่แล้ว

BUSINESS IN ASIA.COM ได้ทำการเปรียบเทียบปัจจัยที่ใช้ในการลงทุนในประเทศไทย จีน และเวียดนาม ว่าแต่ละประเทศ มีความได้เปรียบหรือเสียเปรียบในปัจจัยใดบ้าง ซึ่งผมคิดว่าเป็นข้อมูลที่น่าสนใจทีเดียว เลยขอใช้พื้นที่ตรงนี้ มาสรุปให้ท่านผู้อ่านได้เห็น โดยเฉพาะในส่วนของปัจจัยที่มีความแตกต่างกัน เพื่อที่จะได้ รู้เขา และรู้เรา มากขึ้นกว่าเดิม

ปัจจัยแรกที่สำคัญที่ใช้ในการเลือกประเทศที่จะลงทุนคือ ปัจจัยในการถือครองที่ดิน ประเทศไทยมีความได้เปรียบในส่วนนี้ เนื่องจากเราอนุญาตให้บริษัทต่างชาติ สามารถเข้ามาซื้อที่ดินในการสร้างโรงงานได้ แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศเวียดนาม และจีน อนุญาตให้ถือครองที่ดิน ในลักษณะการเช่าระยะยาว 40-50 ปี แต่ไม่อนุญาตให้ซื้อขาดได้

ปัจจัยถัดมาคือ มาตรการส่งเสริมการลงทุน เช่นเดียวกัน ประเทศไทยค่อนข้างใจดีมาก นักลงทุนมีโอกาสได้รับการยกเว้นทางด้านภาษี ได้นานถึง 8 ปี ในโครงการที่ BOI อนุมัติ นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้รับสิทธิในการลดภาษีลงครึ่งหนึ่งต่ออีก 5 ปี หลังจากช่วงเวลาในการยกเว้นทางด้านภาษีได้จบสิ้นไป
ประเทศจีนให้สิทธิในการยกเว้นภาษีได้ใน 2 ปีแรก และให้สิทธิในการลดภาษีลงครึ่งหนึ่งในอีก 3 ปีถัดมา เท่านั้น ซึ่งค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย

สำหรับเวียดนามที่มีโครงสร้างภาษีค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งโดยปกติ ภาษีเงินได้นิติบุคคลจะอยู่ในอัตราร้อยละ 28 (ยกเว้น ธุรกิจน้ำมันที่อัตราภาษีอยู่ที่ร้อยละ 50) แต่นักลงทุนอาจได้รับสิทธิพิเศษในการลดภาษีเหลือ ร้อยละ 20% 15% หรือ 10% ในช่วงเวลาหนึ่ง สำหรับสิทธิในการยกเว้นภาษีว่าจะเป็นกี่ปีนั้น ขึ้นอยู่กับพื้นที่ๆ ที่เข้าไปลงทุน ซึ่งอาจได้รับการยกเว้นได้นานถึง 8 ปี ในพื้นที่ชนบท ดังนั้นในภาพรวมแล้ว ประเทศไทยให้สิทธิทางด้านภาษีที่ง่ายกว่าและมากกว่าประเทศจีนและเวียดนาม ซึ่งนับว่าเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบ

สำหรับปัจจัยแรงงาน แรงงานไร้ฝีมือ (Unskilled labor) ของไทยมีค่าแรงสูงกว่าทั้งเวียดนามและจีน จึงทำให้ประเทศไทยมีความเสียเปรียบในเรื่องต้นทุนค่าแรงงานอย่างชัดเจน แต่ในส่วนของแรงงานฝีมือ (Skilled labor) เวียดนามมีปัญหามาก เนื่องจากยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถ โดยในส่วนนี้ ประเทศไทยและจีนมีความได้เปรียบเหนือเวียดนามอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ประเทศไทยและจีนยังมีอุตสาหกรรมเชื่อมโยงและสนับสนุนอยู่มากกว่าเวียดนามที่มีข้อจำกัดของอุตสาหกรรมเชื่อมโยงที่มีค่อนข้างน้อย ซึ่งวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตส่วนใหญ่ จึงเป็นวัตถุดิบที่นำเข้ามาจากนอกประเทศ

สำหรับปัจจัยขนาดตลาดภายในประเทศ เป็นที่แน่นอนว่าประเทศจีนมีความได้เปรียบในเรื่องตลาดภายในประเทศที่มีขนาดใหญ่ จากการที่มีประชากรอยู่มากกว่า 1,300 ล้านคน สำหรับเวียดนาม แม้นว่าจำนวนประชากรที่มีกว่า 85 ล้านคน จะมากกว่าไทยที่มีประชากรอยู่ประมาณ 65 ล้านคน แต่เนื่องจากกำลังซื้อของคนเวียดนามยังต่ำกว่าไทยอยู่มาก จึงทำให้ประเทศไทยมีขนาดของตลาดภายในประเทศไทยที่มีกำลังซื้อมากกว่าเวียดนาม

จากการเปรียบเทียบปัจจัยสำคัญต่างๆ ที่ใช้พิจารณาในการลงทุนยังประเทศ ไทย จีน และเวียดนาม พบว่า ในปัจจุบันประเทศไทยยังมีปัจจัยส่วนใหญ่ ที่มีความได้เปรียบเหนือกว่าประเทศเวียดนาม หรือแม้นแต่กระทั้งประเทศจีน แต่สำหรับปัจจัยที่ประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันกับจีนและเวียดนามได้อย่างชัดเจนคือ ค่าจ้างแรงงานไร้ฝีมือ และขนาดตลาดภายในประเทศ ที่จีนมีขนาดตลาดที่ใหญ่กว่าอย่างชัดเจน

สำหรับมาตรการที่ใช้ในการส่งเสริมการลงทุน ประเทศไทยให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีกับนักลงทุน มากกว่าที่ประเทศเวียดนามและจีนให้แก่นักลงทุน ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่ประเทศไทย จะต้องให้สิทธิหรือข้อยกเว้นทางด้านภาษีแก่นักลงทุนมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

สรุปแล้ว การวางยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมไทยให้เดินต่อไปข้างหน้า ควรพิจารณาจากจุดแข็งและจุดอ่อนที่ประเทศไทยมี โดยควรส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบ อย่างเช่น อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานฝีมือเข้มข้น เป็นต้น เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยสามารถเดินก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง และสามารถใช้ประโยชน์จากประเทศที่มีต้นทุนค่าแรงงานไร้ฝืมือถูก อย่างเช่น เวียดนาม และจีนได้นั่นเอง

* "เปรียบเทียบการลงทุนใน ไทย จีน และเวียดนาม" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 13 ก.ย. 2550

Thursday, August 23, 2007

อย่าคิดแค่ว่า เวียดนามคือคู่แข่งของไทย*

หากขับรถไปตามท้องถนน ผู้อ่านอาจเคยสังเกตเห็นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ที่เขียนว่า “เวียดนามเริ่มตั้งไข่เมื่อวาน… วันนี้เขากำลังจะวิ่งแซงเรา” จริงๆแล้วไม่ว่าเป้าหมายของการลงโฆษณาจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ เราคงต้องยอมรับว่า ข้อความดังกล่าวเป็นข้อความที่แสดงถึงความกังวลของคนไทยจำนวนไม่น้อยที่มีต่อภาคอุตสาหกรรมไทย

ความกังวลดังกล่าว ถูกยืนยันด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับโรงงานผลิตรองเท้าขนาดใหญ่ของเท้า เช่น บ.ไทยศิลป์อาคเนย์ อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด หรือ บริษัท ยูเนี่ยนฟุทแวร์ จำกัด ที่เพิ่งปิดกิจการลงไป ยิ่งไปกว่านั้น เหตุการณ์ที่ค่าเงินบาทผันผวนอย่างรุนแรง เม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าและไหลออกอย่างรวดเร็ว ยิ่งตอกย้ำและเพิ่มความกังวลที่มีต่ออุตสาหกรรมไทย ว่าจะสามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นของไทย ที่กำลังประสบปัญหาอย่างรุนแรงในการแข่งขันกับประเทศต่างๆ เช่น ประเทศเวียดนาม ที่มีต้นทุนค่าแรงงานต่ำกว่าประเทศไทยในเวลานี้

จากข้อมูลในปี 2549 ที่ผ่านมาพบว่า เวียดนามได้รับการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั้งสิ้น 10.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2548 ถึงร้อยละ 92.5 ในขณะเดียวกันประเทศไทยได้รับการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศทั้งสิ้น 9.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 26 ซึ่งนับว่าเป็นปีแรก ที่เม็ดเงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศไปยังเวียดนามมีมากกว่าประเทศไทย แต่ทั้งนี้ หากมองให้ดีแล้ว แม้ว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนทางตรงไปยังเวียดนามเป็นจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันเม็ดเงินลงทุนที่มายังประเทศไทยก็ยังมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้ลดน้อยลงจากเดิมแต่อย่างใด
 
จากข้อมูลและเหตุการณ์ต่างๆ ที่กล่าวไว้ข้างต้น ทำให้เกิดความเชื่อว่า เวียดนามในปัจจุบันคือคู่แข่งของไทยไปแล้ว ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า ประเทศไทยควรเป็นกังวลจริงๆหรือไม่กับการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของประเทศเวียดนาม รวมถึงแนวทางที่อุตสาหกรรมไทยจะใช้ในการปรับตัวควรเป็นอย่างไร

ภายใต้โลกาภิวัฒน์ (Globalization) ที่พรมแดนระหว่างประเทศเริ่มหายไป การติดต่อสื่อสาร การเดินทาง หรือ การเคลื่อนย้ายการลงทุนเป็นเรื่องง่ายดาย เวียดนามซึ่งมีจุดแข็งในเรื่องของค่าแรงงานถูก อีกทั้งการเมืองมีเสถียรภาพมั่นคง และมีแนวนโยบายที่ชัดเจนในการพัฒนาประเทศแบบทุนนิยม ล้วนเป็นจุดเด่นของเวียดนาม ที่ทำให้นักลงทุนจากต่างประเทศสนใจไปลงทุนในเวียดนามเป็นจำนวนมาก แต่ถึงกระนั้นเวียดนามเองก็ใช่ว่าจะสมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง หากเปรียบเทียบกับประเทศไทยแล้ว ประเทศไทยมีแรงงานที่มีฝีมือมากกว่า มีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ดีกว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นจุดแข็งที่สำคัญของประเทศไทย
 
หากจะพิจารณาแต่ปัจจัยค่าแรงงานแต่เพียงอย่างเดียว แม้ว่าในโลกใบนี้จะไม่มีเวียดนามอยู่ ก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศผู้ลงทุนจะมาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น เพราะคงมีประเทศอื่นๆ ที่มีค่าแรงงานต่ำกว่าประเทศไทย และนักลงทุนจากต่างประเทศสนใจที่จะเคลื่อนย้ายเงินลงทุนไปยังประเทศเหล่านั้นอยู่อีกเป็นจำนวนมาก

ดังนั้นหากเราคิดว่าเวียดนามเป็นคู่แข่งของไทย นั่นก็หมายความว่า เรากำลังคิดแข่งขันกับเวียดนามในเรื่องของค่าแรงงานถูก ซึ่งถ้าคิดอย่างนี้ เราคงไม่มีทางที่จะเดินไปข้างหน้าหรือจะสู้กับเวียดนามได้ เพราะในปัจจุบันค่าแรงงานไทยไม่ใช่จุดแข็งที่ทำให้นักลงทุนอยากมาลงทุนในประเทศไทยอีกต่อไปแล้ว
 
กรณีที่เกิดขึ้นกับการปิดกิจการโรงงานรองเท้าที่ผ่านมา ที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงจากประเทศอื่นๆ มีประเด็นที่น่าสนใจ คือเพราะเหตุใด บริษัทเหล่านั้น จึงไม่พัฒนาให้สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง อย่างเช่น การคิดค้นสร้างผลิตภัณฑ์ หรือสร้างแบรนด์สินค้าของตนขึ้นเอง แทนที่จะผลิตตามออร์เดอร์ที่ได้รับแต่เพียงอย่างเดียว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นงเหล่านี้ ชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมที่เป็นแต่เพียงผู้รับจ้างผลิต กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากในโลกที่มีการแข่งขันสูงในปัจจุบัน ซึ่งเราอาจเห็นโรงงานต่างๆ ทะยอยปิดกิจการกันอีกมากในอนาคตอันใกล้

อุตสาหกรรมไทยควรปรับตัวให้สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง การเติบโตขึ้นของเวียดนามเป็นโอกาสที่ดีของอุตสาหกรรมไทยที่จะใช้ประโยชน์จากการที่เวียดนามมีต้นทุนค่าแรงที่ถูก มีทรัพยากรอยู่เป็นจำนวนมาก และอยู่ใกล้กับประเทศไทย มาใช้ในการขยายฐานการผลิต โดยทรัพยากรใดที่เขามี แต่เราไม่มี หรือมีแต่แพงกว่า เราควรจะใช้เขาให้เป็นฐานการผลิต ในขณะเดียวกันอุตสาหกรรมไทย ควรหันไปผลิตสินค้าที่ต้องการใช้แรงงานฝีมือมากขึ้นการกำหนดจุดยืนของอุตสาหกรรมไทยให้เดินไปข้างหน้า เช่นเดียวกับที่ประเทศพัฒนาแล้วเขาคิดกัน จึงเป็นสิ่งสำคัญ ประเทศไทยไม่ควรเดินถอยหลังกลับไป แข่งขันกับเวียดนามในเรื่องค่าแรงงานถูกอีกต่อไปแล้ว นอกจากนี้อุตสาหกรรมไทยยังควรใช้ประโยชน์จากโลกาภิวัฒน์ ดังที่เราเห็นบริษัทใหญ่ๆที่ประสบผลสำเร็จของไทยในวันนี้ ได้เริ่มหันไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นในปัจจุบัน

* "อย่าคิดแค่ว่า เวียดนามคือคู่แข่งของไทย" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 23 ส.ค. 2550