เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ร่วมกับคณะเดินทางไปประเทศแอฟริกาใต้เพื่อไปสัมภาษณ์หน่วยงานราชการ รวมถึงภาคธุรกิจต่างๆ เพื่อหาช่องทางการขยายตลาดของผู้ประกอบการ SME ไทย จากการพบปะพูดคุยกับคนแอฟริกาใต้หลายท่าน ทำให้ผมได้เรียนรู้สิ่งต่างๆที่น่าสนใจมากมาย โดยมีหลายเรื่องที่ทำให้ผมอดสะท้อนคิดถึงเมืองไทยไม่ได้ ทั้งนี้ผมขออนุญาตเล่าพอเป็นสังเขปดังนี้
ประเทศแอฟริกาใต้เป็นประเทศที่อยู่ตอนใต้สุดของทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยทรัพยากรแร่ทางธรรมชาติที่มีมูลค่ามาก เช่น ทอง เพชร แพลตินัม อยู่เป็นจำนวนมาก ปัจจัยทางธรรมชาติเหล่านี้ มีส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศแอฟริกาใต้มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก นอกจากนั้น การที่ประเทศแอฟริกาใต้เคยตกเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ ซึ่งในช่วงที่ตกเป็นอาณานิคมนั้น การบริหารประเทศตกอยู่ในน้ำมือของคนผิวขาว ซึ่งต้องยอมรับว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศที่แข็งแกร่งหลายอย่างที่ยังมีในปัจจุบัน เกิดจากการวางรากฐานที่ดีโดยคนผิวขาวที่เข้ามาปกครองในอดีต
การปกครองประเทศที่คนส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำจากคนผิวขาวที่เป็นคนกลุ่มน้อย ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงและยาวนานจากคนท้องถิ่น หรือเจ้าของประเทศเดิมที่เป็นคนผิวดำ การต่อสู้เรียกร้องเอกราชเป็นไปอย่างยาวนาน จนท้ายที่สุดประเทศก็ได้รับเอกราช นอกจากนี้ผู้นำในการเรียกร้องเอกราชชาวแอฟริกาใต้ ได้รับรางวัลโนเบิลสาขาสันติภาพ มากถึง 4 ท่านด้วยกัน นับตั้งแต่อาจารย์ Albert Lutuli ในปี ค.ศ. 1960 จนถึง อดีตประธานาธิบดี Nelson Mandela ในปี ค.ศ. 1993
ปี ค.ศ. 1994 นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของประเทศ ได้มีการจัดการเลือกตั้งครั้งแรกที่อนุญาตให้มีพรรคการเมืองของคนผิวดำเข้ามาแข่งขัน ผลการเลือกตั้งที่ออกมา พรรค African National Congress (ANC) ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดี Nelson Mandela ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของคนผิวดำชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ทั้งนี้เป็นเพราะสัดส่วนของประชากรผิวขาวกับผิวดำมีความแตกต่างกันมาก โดยมีเพียงประมาณร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมดที่เป็นคนผิวขาว ดังนั้นโอกาสต่อไปในอนาคตที่พรรคการเมืองของคนผิวขาวจะสามารถกลับมาบริหารประเทศไทยได้อีกครั้ง เรียกได้ว่าแทบจะเป็นศูนย์เลยทีเดียว
การเข้ามาบริหารประเทศของคนผิวดำ ดำเนินนโยบายชัดเจนที่จะสนับสนุนและผลักดันให้คนผิวดำเข้ามามีอำนาจในหน่วยงานต่างๆของภาครัฐมากขึ้น โดยเฉพาะตำแหน่งระดับสูงของประเทศ เช่น ตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี รวมถึงตำแหน่งในระดับสูงของหน่วยงานราชการต่างๆ
ตัวผมเอง จากการที่เข้าไปติดต่อพูดคุยกับหน่วยงานต่างๆ หลายหน่วยงานของแอฟริกาใต้พบว่า ปัจจุบันผู้บริหารในหน่วยงานต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นคนผิวดำ โดยอาจมีคนผิวขาวอยู่บ้าง แต่เป็นจำนวนน้อยมากและส่วนใหญ่เป็นระดับอาวุโสที่ใกล้จะเกษียณอายุกันหมดแล้ว ซึ่งภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ผู้บริหารประเทศเกือบทั้งหมดคงจะมีแต่เพียงคนผิวสีดำเท่านั้น
ปัญหาสำคัญที่ประเทศแอฟริกาใต้กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ (นอกเหนือจากปัญหาโรคเอดส์) คือความแตกต่างทางด้านการศึกษาระหว่างกลุ่มคนผิวขาวและคนผิวดำ ปัญหานี้ถูกสะสมมานานมานับตั้งแต่อดีต โดยในช่วงที่คนผิวขาวปกครองประเทศที่มีการแบ่งแยกสีผิวอย่างชัดเจน คนผิวดำส่วนใหญ่ไม่ได้รับโอกาสในการศึกษาที่ดี เฉกเช่นเดียวกับคนผิวขาว ดังนั้นเมื่อวันที่พรรคการเมืองของคนผิวดำชนะการเลือกตั้งเข้ามา ทรัพยากรบุคคลในส่วนของคนผิวดำที่มีความรู้และความสามารถที่ดีเพื่อเข้ามาบริหารประเทศจึงมีค่อนข้างจำกัด
ดังนั้นคนผิวดำที่เข้ามาปกครองประเทศในขณะนี้ หลายๆ คน จึงไม่มีความรู้หรือความสามารถในการบริหารประเทศอย่างแท้จริง บุคคลเหล่านี้ได้รับโอกาสเข้ามาบริหารประเทศที่มีความเจริญมั่นคั่งสะสมมาจากอดีต หากเปรียบเป็นสำนวนไทย คงไม่แคล้วกับสำนวนไทยที่ว่า “สามล้อถูกหวย”
ตัวอย่างเช่น รัฐมนตรีสาธารณสุขของแอฟริกาใต้ในปัจจุบันคือ ดร. Manto Tshabalala-Msimang ซึ่งนับว่ามีบทบาทสูงในประเทศแอฟริกาใต้ที่มีปัญหาโรคเอดส์อย่างรุนแรง โดนมีประชาชนเกิน 5 ล้านคนมีเชื้อ HIVs อยู่ในปัจจุบัน ดร. Manto เคยออกมาพูดว่า โรคเอดส์สามารถรักษาให้หายได้ โดยการใช้กระเทียม มะนาว และบีทรู้ท (Beetroot) ในการรักษา เช่นเดียวกัน ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของแอฟริการใต้คือ Thabo Mbeki ก็เคยถูกโจมตีอย่างหนังในช่วงปี ค.ศ. 2001 ที่ออกมาพูดว่าปัญหาโรคเอดส์ไม่ได้เกิดจากเชื้อ HIVs แต่เกิดจากความยากจน ดังนั้นหากแก้ปัญหาความยากจนได้ ปัญหาโรคเอดส์ก็จะหมดไป
ความคิดเหล่านี้ได้แสดงถึงความรู้ และความใจปัญหาของผู้นำประเทศ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่า เมื่อคนระดับผู้นำประเทศมีความคิดอย่างนี้ได้ คนแอฟริกาใต้จำนวนมากจึงไม่ได้เกรงกลัวหรือตระหนักถึงปัญหาโรคเอดส์ที่เกิดขึ้นเท่าที่ควร ทั้งที่ในปัจจุบันได้คร่าชีวิตคนแอฟริกาใต้เกือบวันละ 1,000 คน
สำหรับในปีหน้าที่จะมาถึง จะเป็นปีที่มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่เกิดขึ้นที่แอฟริกาใต้ ซึ่งไม่น่าแปลกใจ หากผู้นำพรรค African National Congress (ANC) ในปัจจุบันคือ นาย Jacob Zuma จะถูกคาดหมายให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีต่อจาก ประธานาธิบดี Thabo Mbeki ที่ใกล้จะครบวาระ แต่ทั้งนี้นาย Jacob Zuma เอง ก็มีปัญหาติดตัวมาหลายเรื่องที่ในปัจจุบันอยู่ในชั้นการฟ้องร้อง ดำเนินคดีในศาล เช่น
นาย Jacob Zuma เคยถูกกล่าวและฟ้องร้องว่า ได้ข่มขืนเพื่อนของครอบครัว (ต่อมาภายหลัง คดีได้ถูกยกฟ้อง) ซึ่งนาย Jacob ได้กล่าวในศาลว่า ตนเคยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ที่ติดเชื้อ AIDs แต่ไม่ได้มีการป้องกันแต่อย่างใด โดยเขาเชื่อว่า การอาบน้ำก็สามารถป้องกันโรคเอดส์ได้แล้ว นอกจากนี้ นาย Jacob ก็กำลังโดนฟ้องร้องในเรื่องของการรับสินบน และปัญหาการคอร์รับชั่น ดังนั้นในปีหน้า เมื่อนาย Jacob ได้รับการรับเลือกเป็นประธานาธิบดี ก็จะเป็นประธานาธิบดีผู้ที่มีข้อครหาเรื่องคอร์รับชั่นติดตัวมาด้วย
หากลองเปรียบเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศแอฟริกาใต้และในประเทศไทยในเวลานี้ แม้นว่าทั้งสองประเทศจะอยู่ไกลกันคนละทวีปของโลก แต่กลับมีหลายเรื่องที่คล้ายๆ กันอยู่จนน่าประหลาดใจ เช่น พรรคการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศ ได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้น จากกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่ยังมีปัญหาความยากจนและปัญหาการศึกษาอยู่ หรือ กลุ่มคนที่เข้ามาบริหารประเทศในปัจจุบัน หลายคนๆ ขาดความรู้ หรือประสบการณ์ในหน้าที่การบริหารงานในเรื่องเหล่านั้นจริง หรือ การมีผู้นำประเทศที่มาพร้อมข้อกล่าวหาติดตัวมาด้วย โดยเฉพาะในเรื่องปัญหาคอร์รับชั่น
* "จากประเทศแอฟริกาใต้ สู่การเมืองไทย" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 12 มี.ค. 2551
Wednesday, March 12, 2008
Thursday, November 22, 2007
ทฤษฏีเกมส์กับการแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อน*
ในบทความทันเศรษฐกิจหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เล่าถึงสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น รวมถึงพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ที่ปัจจุบันมีประเทศกว่า 175 ประเทศทั่วโลกได้ลงนามให้สัตยาบันรับรอง ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือระดับประเทศในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลง
แต่ทั้งนี้ความร่วมมือระดับประเทศดังกล่าว คงไม่อาจแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนให้หมดลงได้ เนื่องจากนโยบายสาธารณะรัฐต่างๆที่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการลดหรือจำกัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาในแต่ละประเทศ เช่น Carbon tax หรือ การเก็บภาษีตามปริมาณคาร์บอนที่ถูกปล่อยออกมา มักจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในประเทศ ตัวอย่างเช่น หากรัฐดำเนินการเพิ่มภาษีสินค้าน้ำมันหรือรถยนต์ให้สูงขึ้นจากเดิม เพื่อลดปริมาณการบริโภคน้ำมันและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถยนต์ลง ประชาชนผู้ใช้รถยนต์ส่วนใหญ่ในประเทศคงไม่เห็นด้วยแน่ เพราะต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้นไปอีก จากที่ปัจจุบันแทบจะจ่ายกันไม่ไหวอยู่แล้ว สุดท้ายก็คงจะผลักความรับผิดชอบไปยังผู้ผลิตสินค้าแทน
ในกรณีที่ภาระทางภาษีคาร์บอนถูกผลักไปยังผู้ผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ภาษีเหล่านี้จะเพิ่มต้นทุนของการผลิตสินค้าให้สูงขึ้น จากการที่ผู้ผลิตต้องเพิ่มการลงทุนในการควบคุมปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาให้เป็นไปตามที่เป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งแน่นอนว่า ต้นทุนที่ปรับสูงขึ้นมานี้ จะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในตลาดโลก และสุดท้ายภาระทางภาษีก็จะถูกผลักมายังผู้บริโภคสินค้าในประเทศ ผ่านทางราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอยู่ดี
ดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่นโยบายสาธารณะที่ใช้ในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจะได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจต่างๆในประเทศ จึงไม่น่าแปลกใจที่็น็เราจะสังเกตได้ว่า แม้นปัจจุบันสังคมไทยได้ตระหนักถึงปัญหาสภาวะโลกร้อนมากขึ้น แต่กลับไม่มีพรรคการเมืองใด ที่จะกล้านำเสนอหรือชูนโยบายในการแก้ไขสภาวะโลกร้อนเป็นนโยบายนำของพรรค (แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา) แต่กลับมุ่งนำเสนอนโยบายประชานิยม ที่ให้ประโยชน์โดยตรงแก่ประชาชนเป็นสำคัญ เพราะนโยบายประชานิยมเหล่านี้ง่ายที่จะได้รับการสนุนจากประชาชนนั่นเอง
นอกจากปัญหาในแง่ของการใช้นโยบายสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนในประเทศแล้ว ยังมีปัญหาใหญ่ที่สำคัญอีกปัญหาหนึ่ง ที่ทำให้การแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนในระดับประเทศไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร ปัญหาที่ว่านี้คือ ปัญหาที่เกิดจากความไม่ร่วมมือกันของทุกประเทศ ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น หรือดำเนินการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงนั่นเอง
หากมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ดำเนินการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลง ก็ไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นได้ อย่างดีที่สุดอาจสามารถบรรเทาหรือชะลอปัญหาลงได้บางส่วน แต่ทั้งนี้ประเทศที่ไม่ได้ดำเนินการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลง (ด้วยเหตุผลส่วนหนึ่ง ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น) ก็จะได้รับประโยชน์จากการดำเนินการของประเทศอื่นๆ โดยที่ไม่ต้องลงมือทำเอง ในทางเศรษฐศาสตร์เรากล่าวถึง คนที่รอผลประโยชน์จากการกระทำของคนอื่นโดยที่ตัวเองไม่ลงมือทำว่า “Free Rider”
แต่ถ้าหากประเทศส่วนใหญ่ทำตัวเป็น Free Rider โดยรอคอยผลประโยชน์ที่เกิดจากการดำเนินการของคนอื่น สุดท้ายก็คงไม่มีประเทศใดที่จะยอมดำเนินการในการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกของตนลง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ทุกประเทศจะต้องเผชิญกับปัญหาสภาวะโลกร้อนที่รุนแรงกว่า ในกรณีที่ประเทศต่างๆ ร่วมมือกันดำเนินการ หรืออย่างน้องมีบางประเทศดำเนินการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลง
สิ่งที่น่าสนใจในเวลานี้คือ ประเทศพัฒนาแล้วที่ทำตัวเป็น Free Rider กลับเป็นประเทศพี่ใหญ่ของโลก อย่าง สหรัฐอเมริกา ทั้งๆที่สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งถ้าหากปราศจากการร่วมมือของสหรัฐอเมริกา คงเป็นการยากที่จะทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกบนชั้นบรรยากาศโลกจะลดลงจากเดิมได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในทางเศรษฐศาสตร์ ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในลักษณะที่ประเทศต่างๆ สามารถเลือกที่จะดำเนินการหรือไม่ดำเนินการเป็นรูปแบบหนึ่งของ Prisoners’ Dilemma ในทฤษฎีเกมส์ (Game Theory) ซึ่งผู้อ่านบางท่านอาจจะพอจำได้จากหนังเรื่อง “A Beautiful Mind” ซึ่งเป็นหนังชีวประวัติของ John Nash นักเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้รับรางวัลโนเบิลนั่นเอง
ปัญหาสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นนี้ มีความแตกต่างจากปัญหาพื้นฐานของ Prisoners’ Dilemma อยู่ประการหนึ่งคือ ในปัญหา Prisoners’ Dilemma ผู้ต้องหาแต่ละคนไม่ทราบว่า ผู้ต้องหาอีกคนจะสารภาพผิดต่อตำรวจหรือไม่ หากต่างไม่สารภาพ ผู้ต้องหาทั้งคู่ก็จะพ้นข้อกล่าวหา แต่หากมีคนใดคนหนึ่งยอมรับสารภาพผิด ในขณะที่อีกคนไม่ยอมรับสารภาพ คนที่ไม่สารภาพผิดก็จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง กว่าในกรณีที่ผู้ต้องหาทั้งสองคนยอมรับสารภาพผิดตั้งแต่แรก
ในกรณีของความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อน ประเทศต่างๆ มีทางเลือกที่จะดำเนินการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกหรือไม่ ทุกประเทศต่างทราบดีว่า ประเทศใดบ้างที่ดำเนินการ หรือไม่ดำเนินการ ตรงนี้คือความแตกต่างที่สำคัญกับปัญหา Prisoners’ Dilemma ที่กล่าวแล้วข้างต้น
ทางออกที่จะทำให้ทุกประเทศมีพันธะร่วมกันดำเนินการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงได้นั้น คงไม่เพียงพอแน่ที่จะรอให้แต่ละประเทศยินดีที่จะดำเนินการด้วยตนเอง เนื่องจากทุกประเทศอยากที่จะทำตัวเป็น Free Rider ดังนั้นวิธีการที่จะทำให้ทุกประเทศร่วมมือกันได้นั้น จะต้องเกิดจากแรงบีบจากภายนอก เพื่อบังคับไม่ให้ประพฤติตัวเป็น Free Rider ได้ ซึ่งจุดนี้เป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้ความร่วมมือกันระดับประเทศประสบผลสำเร็จประเทศฝรั่งเศษได้เสนอให้สหภาพยุโรป (EU) เก็บภาษีคาร์บอนแก่สินค้าอุตสาหกรรมที่นำเข้ามาจากประเทศ (พัฒนาแล้ว) ที่ไม่ยอมมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกลง ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าติดตาม ถึงการตัดสินใจของสหภาพยุโรป และจุดยืนของสหรัฐอเมริกาที่จะมีต่อไปในอนาคต ภายใต้แรงบีบคั้นจากประเทศพัฒนาอื่นๆทั่วโลกที่เกิดขึ้น
* "ทฤษฏีเกมส์กับการแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อน" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 22 พ.ย. 2550
แต่ทั้งนี้ความร่วมมือระดับประเทศดังกล่าว คงไม่อาจแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนให้หมดลงได้ เนื่องจากนโยบายสาธารณะรัฐต่างๆที่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการลดหรือจำกัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาในแต่ละประเทศ เช่น Carbon tax หรือ การเก็บภาษีตามปริมาณคาร์บอนที่ถูกปล่อยออกมา มักจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในประเทศ ตัวอย่างเช่น หากรัฐดำเนินการเพิ่มภาษีสินค้าน้ำมันหรือรถยนต์ให้สูงขึ้นจากเดิม เพื่อลดปริมาณการบริโภคน้ำมันและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถยนต์ลง ประชาชนผู้ใช้รถยนต์ส่วนใหญ่ในประเทศคงไม่เห็นด้วยแน่ เพราะต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้นไปอีก จากที่ปัจจุบันแทบจะจ่ายกันไม่ไหวอยู่แล้ว สุดท้ายก็คงจะผลักความรับผิดชอบไปยังผู้ผลิตสินค้าแทน
ในกรณีที่ภาระทางภาษีคาร์บอนถูกผลักไปยังผู้ผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ภาษีเหล่านี้จะเพิ่มต้นทุนของการผลิตสินค้าให้สูงขึ้น จากการที่ผู้ผลิตต้องเพิ่มการลงทุนในการควบคุมปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาให้เป็นไปตามที่เป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งแน่นอนว่า ต้นทุนที่ปรับสูงขึ้นมานี้ จะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในตลาดโลก และสุดท้ายภาระทางภาษีก็จะถูกผลักมายังผู้บริโภคสินค้าในประเทศ ผ่านทางราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอยู่ดี
ดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่นโยบายสาธารณะที่ใช้ในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจะได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจต่างๆในประเทศ จึงไม่น่าแปลกใจที่็น็เราจะสังเกตได้ว่า แม้นปัจจุบันสังคมไทยได้ตระหนักถึงปัญหาสภาวะโลกร้อนมากขึ้น แต่กลับไม่มีพรรคการเมืองใด ที่จะกล้านำเสนอหรือชูนโยบายในการแก้ไขสภาวะโลกร้อนเป็นนโยบายนำของพรรค (แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา) แต่กลับมุ่งนำเสนอนโยบายประชานิยม ที่ให้ประโยชน์โดยตรงแก่ประชาชนเป็นสำคัญ เพราะนโยบายประชานิยมเหล่านี้ง่ายที่จะได้รับการสนุนจากประชาชนนั่นเอง
นอกจากปัญหาในแง่ของการใช้นโยบายสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนในประเทศแล้ว ยังมีปัญหาใหญ่ที่สำคัญอีกปัญหาหนึ่ง ที่ทำให้การแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนในระดับประเทศไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร ปัญหาที่ว่านี้คือ ปัญหาที่เกิดจากความไม่ร่วมมือกันของทุกประเทศ ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น หรือดำเนินการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงนั่นเอง
หากมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ดำเนินการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลง ก็ไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นได้ อย่างดีที่สุดอาจสามารถบรรเทาหรือชะลอปัญหาลงได้บางส่วน แต่ทั้งนี้ประเทศที่ไม่ได้ดำเนินการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลง (ด้วยเหตุผลส่วนหนึ่ง ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น) ก็จะได้รับประโยชน์จากการดำเนินการของประเทศอื่นๆ โดยที่ไม่ต้องลงมือทำเอง ในทางเศรษฐศาสตร์เรากล่าวถึง คนที่รอผลประโยชน์จากการกระทำของคนอื่นโดยที่ตัวเองไม่ลงมือทำว่า “Free Rider”
แต่ถ้าหากประเทศส่วนใหญ่ทำตัวเป็น Free Rider โดยรอคอยผลประโยชน์ที่เกิดจากการดำเนินการของคนอื่น สุดท้ายก็คงไม่มีประเทศใดที่จะยอมดำเนินการในการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกของตนลง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ทุกประเทศจะต้องเผชิญกับปัญหาสภาวะโลกร้อนที่รุนแรงกว่า ในกรณีที่ประเทศต่างๆ ร่วมมือกันดำเนินการ หรืออย่างน้องมีบางประเทศดำเนินการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลง
สิ่งที่น่าสนใจในเวลานี้คือ ประเทศพัฒนาแล้วที่ทำตัวเป็น Free Rider กลับเป็นประเทศพี่ใหญ่ของโลก อย่าง สหรัฐอเมริกา ทั้งๆที่สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งถ้าหากปราศจากการร่วมมือของสหรัฐอเมริกา คงเป็นการยากที่จะทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกบนชั้นบรรยากาศโลกจะลดลงจากเดิมได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในทางเศรษฐศาสตร์ ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในลักษณะที่ประเทศต่างๆ สามารถเลือกที่จะดำเนินการหรือไม่ดำเนินการเป็นรูปแบบหนึ่งของ Prisoners’ Dilemma ในทฤษฎีเกมส์ (Game Theory) ซึ่งผู้อ่านบางท่านอาจจะพอจำได้จากหนังเรื่อง “A Beautiful Mind” ซึ่งเป็นหนังชีวประวัติของ John Nash นักเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้รับรางวัลโนเบิลนั่นเอง
ปัญหาสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นนี้ มีความแตกต่างจากปัญหาพื้นฐานของ Prisoners’ Dilemma อยู่ประการหนึ่งคือ ในปัญหา Prisoners’ Dilemma ผู้ต้องหาแต่ละคนไม่ทราบว่า ผู้ต้องหาอีกคนจะสารภาพผิดต่อตำรวจหรือไม่ หากต่างไม่สารภาพ ผู้ต้องหาทั้งคู่ก็จะพ้นข้อกล่าวหา แต่หากมีคนใดคนหนึ่งยอมรับสารภาพผิด ในขณะที่อีกคนไม่ยอมรับสารภาพ คนที่ไม่สารภาพผิดก็จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง กว่าในกรณีที่ผู้ต้องหาทั้งสองคนยอมรับสารภาพผิดตั้งแต่แรก
ในกรณีของความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อน ประเทศต่างๆ มีทางเลือกที่จะดำเนินการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกหรือไม่ ทุกประเทศต่างทราบดีว่า ประเทศใดบ้างที่ดำเนินการ หรือไม่ดำเนินการ ตรงนี้คือความแตกต่างที่สำคัญกับปัญหา Prisoners’ Dilemma ที่กล่าวแล้วข้างต้น
ทางออกที่จะทำให้ทุกประเทศมีพันธะร่วมกันดำเนินการปรับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงได้นั้น คงไม่เพียงพอแน่ที่จะรอให้แต่ละประเทศยินดีที่จะดำเนินการด้วยตนเอง เนื่องจากทุกประเทศอยากที่จะทำตัวเป็น Free Rider ดังนั้นวิธีการที่จะทำให้ทุกประเทศร่วมมือกันได้นั้น จะต้องเกิดจากแรงบีบจากภายนอก เพื่อบังคับไม่ให้ประพฤติตัวเป็น Free Rider ได้ ซึ่งจุดนี้เป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้ความร่วมมือกันระดับประเทศประสบผลสำเร็จประเทศฝรั่งเศษได้เสนอให้สหภาพยุโรป (EU) เก็บภาษีคาร์บอนแก่สินค้าอุตสาหกรรมที่นำเข้ามาจากประเทศ (พัฒนาแล้ว) ที่ไม่ยอมมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกลง ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าติดตาม ถึงการตัดสินใจของสหภาพยุโรป และจุดยืนของสหรัฐอเมริกาที่จะมีต่อไปในอนาคต ภายใต้แรงบีบคั้นจากประเทศพัฒนาอื่นๆทั่วโลกที่เกิดขึ้น
* "ทฤษฏีเกมส์กับการแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อน" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 22 พ.ย. 2550
Thursday, November 8, 2007
พิธีสารเกียวโตกับการแก้ปัญหาโลกร้อน*
สัปดาห์นี้นับเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกันแล้ว ที่คณะผู้เขียนได้นำเสนอเรื่องสภาวะโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง แม้นว่าในปัจจุบัน เรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ฤดูหนาว หรือช่วงปลายฝนต้นหนาว จนทำให้เราอาจลืมนึกถึงความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาไปบ้างก็ตาม แต่คงอีกไม่นานเกินรอ อากาศร้อนคงกลับมาให้เราหายคิดถึงอย่างแน่นอน
บทความในสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มก๊าซเรือนกระจกกับความร้อนที่เกิดขึ้น โดยกลุ่มก๊าซเรือนกระจกอย่างเช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทำหน้าที่ห่อหุ้มความร้อน ไม่ให้ความร้อนสะท้อนออกไปจากโลกได้ทั้งหมด ดังนั้นหากปริมาณก๊าซเรือนกระจกสะสมบนชั้นบรรยากาศโลกเพิ่มมากขึ้น ความร้อนบนโลกก็จะเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน
ผู้อ่านหลายท่านอาจสงสัยว่า ทำไมปัญหาโลกร้อนถึงเป็นปัญหาที่โลกกำลังเผชิญในช่วงทศวรรษหลังนี้ แต่ทำไมก่อนหน้านี้เป็นร้อยๆปี ปัญหาโลกร้อนจึงไม่เกิดขึ้นอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ คำตอบของปัญหานี้คงไม่ยาก หากพิจารณาถึงแผนภาพแสดงปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมาในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยออกมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 5 ทศวรรษหลัง ซึ่งปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมานั้น เกิดขึ้นสูงสุดจากการใช้พลังงานปิโตรเลียม ได้แก่น้ำมันดิบ โดยทั้งนี้ทั้ง น้ำมันดิบ ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ล้วนแล้วต่างเป็นแหล่งพลังงานสำคัญที่ใช้ในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจต่างๆของโลก เช่น ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ให้เติบโตขึ้น การเผาพลาญทรัพยากรพลังงานเชื้อเพลิงเหล่านี้ต่างก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกบนพื้นผิวโลกนั่นเอง
สิ่งที่น่าสนใจคือ ประเทศที่เป็นผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากที่สุดในโลกไม่ใช่ใครอื่น แต่กลับกลายเป็นประเทศพี่ใหญ่ของโลก นั่นคือประเทศสหรัฐอเมริกา และคานาดา รองลงมาได้แก่กลุ่มประเทศยุโรป และกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกอย่างเช่น จีน สำหรับประเทศอินเดีย และกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมถึงไทย) ก็มีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกันกับประเทศที่กำลังพัฒนาอื่นๆ
จริงๆแล้วประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาโลกร้อนที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด ได้มีการประชุมเพื่อหารือในการกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในความตกลงร่วมกันที่เป็นรูปธรรม คือ พิธีสารเกียวโต (Kyoto protocol) ที่เปิดให้ลงนามนับตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2540 โดยเกิดจากการเจรจาร่วมกันที่เมือง Kyoto ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพิธีสารดังกล่าวมีบทบัญญัติให้เริ่มมีผลบังคับใช้ภายใน 90 วัน หลังจากมีประเทศร่วมให้สัตยาบันรับรองอย่างน้อย 55 ประเทศ ซึ่งจะต้องมีประเทศที่พัฒนาแล้วที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมารวมกันอย่างน้อยร้อยละ 55 ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นบนโลก
ปัจจุบันได้มีประเทศต่างๆกว่า 175 ประเทศได้ลงนามให้สัตยาบันรับรองพิธีสารดังกล่าว และได้เริ่มมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ในพิธีสารได้กำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้ว 36 ประเทศ ในช่วงระหว่างปี 2551 ถึง 2555 จะต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงอย่างน้อยร้อยละ 5 ของปริมาณก๊าซที่ถูกปล่อยรวมทั้งสิ้นในปี 2533
แต่ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศพี่ใหญ่ของโลกอย่างประเทศสหรัฐอเมริกากลับแสดงความตั้งใจที่จะเพิกเฉยกต่อข้อตกลงร่วมดังกล่าว ทั้งที่สหรัฐอเมริกาเองเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับหนึ่งของโลก หากปราศจากความร่วมมือของประเทศสหรัฐอเมริกาที่จะลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างจริงจังแล้ว คงเป็นการยากที่เป้าหมายที่กำหนดดังกล่าวที่จะบรรเทาปัญหาโลกร้อน จะสำเร็จลุล่วงไปได้อย่างที่คาดหวังไว้
สำหรับในบทความถัดไป ผู้เขียนจะนำเสนอนโยบายสาธารณะ (Public policies) ต่างๆ ที่นักเศรษฐศาสตร์นำเสนอเพื่อใช้เป็นเครื่องมือนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมา เพื่อแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น อย่าลืมติดตามครับ
* "พิธีสารเกียวโตกับการแก้ปัญหาโลกร้อน" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 8 พ.ย. 2550
บทความในสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มก๊าซเรือนกระจกกับความร้อนที่เกิดขึ้น โดยกลุ่มก๊าซเรือนกระจกอย่างเช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทำหน้าที่ห่อหุ้มความร้อน ไม่ให้ความร้อนสะท้อนออกไปจากโลกได้ทั้งหมด ดังนั้นหากปริมาณก๊าซเรือนกระจกสะสมบนชั้นบรรยากาศโลกเพิ่มมากขึ้น ความร้อนบนโลกก็จะเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน
ผู้อ่านหลายท่านอาจสงสัยว่า ทำไมปัญหาโลกร้อนถึงเป็นปัญหาที่โลกกำลังเผชิญในช่วงทศวรรษหลังนี้ แต่ทำไมก่อนหน้านี้เป็นร้อยๆปี ปัญหาโลกร้อนจึงไม่เกิดขึ้นอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ คำตอบของปัญหานี้คงไม่ยาก หากพิจารณาถึงแผนภาพแสดงปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมาในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยออกมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 5 ทศวรรษหลัง ซึ่งปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมานั้น เกิดขึ้นสูงสุดจากการใช้พลังงานปิโตรเลียม ได้แก่น้ำมันดิบ โดยทั้งนี้ทั้ง น้ำมันดิบ ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ล้วนแล้วต่างเป็นแหล่งพลังงานสำคัญที่ใช้ในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจต่างๆของโลก เช่น ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ให้เติบโตขึ้น การเผาพลาญทรัพยากรพลังงานเชื้อเพลิงเหล่านี้ต่างก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกบนพื้นผิวโลกนั่นเองสิ่งที่น่าสนใจคือ ประเทศที่เป็นผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากที่สุดในโลกไม่ใช่ใครอื่น แต่กลับกลายเป็นประเทศพี่ใหญ่ของโลก นั่นคือประเทศสหรัฐอเมริกา และคานาดา รองลงมาได้แก่กลุ่มประเทศยุโรป และกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกอย่างเช่น จีน สำหรับประเทศอินเดีย และกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมถึงไทย) ก็มีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกันกับประเทศที่กำลังพัฒนาอื่นๆ
จริงๆแล้วประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาโลกร้อนที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด ได้มีการประชุมเพื่อหารือในการกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในความตกลงร่วมกันที่เป็นรูปธรรม คือ พิธีสารเกียวโต (Kyoto protocol) ที่เปิดให้ลงนามนับตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2540 โดยเกิดจากการเจรจาร่วมกันที่เมือง Kyoto ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพิธีสารดังกล่าวมีบทบัญญัติให้เริ่มมีผลบังคับใช้ภายใน 90 วัน หลังจากมีประเทศร่วมให้สัตยาบันรับรองอย่างน้อย 55 ประเทศ ซึ่งจะต้องมีประเทศที่พัฒนาแล้วที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมารวมกันอย่างน้อยร้อยละ 55 ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นบนโลก
ปัจจุบันได้มีประเทศต่างๆกว่า 175 ประเทศได้ลงนามให้สัตยาบันรับรองพิธีสารดังกล่าว และได้เริ่มมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ในพิธีสารได้กำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้ว 36 ประเทศ ในช่วงระหว่างปี 2551 ถึง 2555 จะต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงอย่างน้อยร้อยละ 5 ของปริมาณก๊าซที่ถูกปล่อยรวมทั้งสิ้นในปี 2533
แต่ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศพี่ใหญ่ของโลกอย่างประเทศสหรัฐอเมริกากลับแสดงความตั้งใจที่จะเพิกเฉยกต่อข้อตกลงร่วมดังกล่าว ทั้งที่สหรัฐอเมริกาเองเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับหนึ่งของโลก หากปราศจากความร่วมมือของประเทศสหรัฐอเมริกาที่จะลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างจริงจังแล้ว คงเป็นการยากที่เป้าหมายที่กำหนดดังกล่าวที่จะบรรเทาปัญหาโลกร้อน จะสำเร็จลุล่วงไปได้อย่างที่คาดหวังไว้
สำหรับในบทความถัดไป ผู้เขียนจะนำเสนอนโยบายสาธารณะ (Public policies) ต่างๆ ที่นักเศรษฐศาสตร์นำเสนอเพื่อใช้เป็นเครื่องมือนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมา เพื่อแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น อย่าลืมติดตามครับ* "พิธีสารเกียวโตกับการแก้ปัญหาโลกร้อน" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 8 พ.ย. 2550
Thursday, September 27, 2007
สภาวะโลกร้อน (Global warming)*
สภาวะโลกร้อนนับเป็นปัญหาสำคัญที่โลกกำลังเผชิญอยู่ และได้รับการพูดถึงอย่างมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผู้เขียนพึ่งมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์กึ่งสารคดีเรื่อง An Inconvenient Truth ที่ออกมาเมื่อปีที่แล้ว โดยมีอดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ นาย อัล กอร์ (Al Gore) เป็นผู้นำเสนอเรื่องราวสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น ในความคิดของผู้เขียนแล้ว สารคดีเรื่องนี้เป็นสารคดีที่มีประโยชน์และคุ้มค่าต่อการชมเป็นอย่างมาก และอยากแนะนำให้ผู้อ่านได้หามาชมกันครับ
นาย อัล กอร์ ผู้อ่านส่วนใหญ่คงจำกันได้ว่า เขาผู้นี้เป็นผู้อาภัพโชคในการชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐกับ George W. Bush แต่ถึงกระนั้น ด้วยสปริตที่สูงส่งของนักการเมืองสหรัฐผู้นี้ ทำให้เขายอมรับผลการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยข้อสงสัยต่างๆและไม่เป็นธรรมต่อคนสหรัฐสักเท่าไหร่นัก ภายหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป นาย อัล กอร์ ได้หันกลับมาทำงานรณรงค์ในเรื่องปัญหาสภาวะโลกร้อน ให้โลกหันมาให้ความสนใจและหาแนวทางการแก้ไขอย่างจริงจัง ทั้งภายในประเทศสหรัฐเองและประเทศอื่นๆทั่วโลก
ผู้เขียนได้ลองค้นหาคำว่า Global warming ในอินเทอร์เน็ด และพบว่ามีเว็ปไซด์ที่เกี่ยวข้องถึงกว่า 78.3 ล้านเว็ป แต่เมื่อลองดูว่ามีจำนวนเว็ปไซด์ที่เกิดขึ้นภายในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา หรือนับตั้งแต่สารคดีเรื่อง An Inconvenient Truth ได้ออกมาในปีที่แล้ว พบว่ามีมากถึง 44.5 ล้านเว็ปไซด์ หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 56 ของเว็ปไซด์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่อาจจะปฎิเสธได้ว่านาย อัล กอร์ และสารคดีดังกล่าว มีส่วนสำคัญที่ทำให้โลกตื่นขึ้นมาและหันมาสนใจปัญหาโลกร้อนกันมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา
สำหรับบทความวันนี้ ผู้เขียนขอเริ่มต้นจากการเกริ่นนำถึงที่มาของสภาวะโลกร้อนก่อน สภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นเมื่อคลื่นพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ตกกระทบบนพื้นผิวโลก ซึ่งโดยปกติแล้วคลื่นความร้อนส่วนใหญ่จะไม่ได้ถูกดูดซับไว้บนพื้นโลกไปนี้ แต่คลื่นความร้อนจะถูกสะท้อนกลับออกไปยังนอกบรรยากาศโลก ซึ่งถ้าหากคลื่นความร้อนถูกสะท้อนกลับออกไปนอกโลกทั้งหมด ก็คงไม่ใช่สิ่งดี เพราะโลกคงมีสภาพไม่ต่างจากธารน้ำแข็งที่หนาวเย็นและยากต่อการดำรงชีวิตอยู่ได้
เพื่อให้โลกสามารถสะสมความร้อนที่ตกลงมาได้บางส่วน ที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตอยู่ได้ โลกจึงได้สร้างกลไกทางธรรมชาติไว้คือ กลุ่มแก๊สเรือนกระจก (Greenhouse gas) ซึ่งหนึ่งในแก๊สเรือนกระจกที่สำคัญคือ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่ส่วนหนึ่งเกิดจากการเผาพลาญเชิงเพลิงของมนุษย์ ทั้งนี้กลุ่มแก๊สเรือนกระจก (Greenhouse gas) จะก่อให้เกิดปรากฎการณ์เรือนกระจก (Greenhouse effect) ที่ช่วยกั้นความร้อนที่สะท้อนจากพื้นผิวโลกไม่ให้สะท้อนกลับออกไปนอกบรรยากาศโลกทั้งหมด และช่วยสะสมพลังงานความร้อนไว้ หากเปรียบแล้วเรือนกระจกที่เกิดขึ้นเปรียบเสมือนกับผ้าห่มที่ห่อหุ้มและให้ความอบอุ่นแก่ผิวโลก ซึ่งหากกลุ่มแก๊สเรือนกระจกอยู่ในระดับที่เหมาะสม โลกก็จะมีสภาวะอากาศเหมาะสมแก่การดำรงอาศัยของสิ่งมีชีวิต ตัวอย่างเช่น หากปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีอยู่บนชั้นบรรยากาศโลกอยู่ในระดับ 380 ppm (parts per million) อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกจะอยู่ที่ 15 C แต่ถ้าปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ในระดับที่สูงขึ้น อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกก็จะปรับสูงขึ้นตาม
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้คือ ในช่วงไม่กี่สิบที่ผ่านมา โลกภายใต้น้ำมือของมนุษย์ได้กำลังทำให้สมดุลทางธรรมชาติที่เคยดำรงไว้นับล้านปีสูญเสียไป โดยมนุษย์ได้ปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ ออกไปสู่บรรยากาศโลกอย่างมาก จนทำให้กลุ่มแก๊สเรือนกระจกที่อยู่บนชั้นบรรยากาศโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อโลกไม่สามารถระบายหรือสะท้อนคลื่นพลังงานความร้อนที่ได้จากดวงอาทิตย์ออกไปได้ เนื่องจากชั้นเรือนกระจกที่หนาขึ้น ความร้อนจึงถูกดูดซับไว้บนพื้นผิวโลก และส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งตรงนี้เป็นสาเหตให้เกิดสภาวะโลกร้อนขึ้นมาในปัจจุบัน
การที่อุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้น ไม่เพียงจะส่งผลทำให้โลกร้อนขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้สมดุลทางธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นจึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจ ที่เราสังเกตได้ว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์วิปฤติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างมากมาย โดยหากเปรียบเทียบกับจำนวนภัยทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้า 10 ปีที่ผ่านมา เราจะพบว่า โลกในปัจจุบันประสบกับภัยทางธรรมชาติต่างๆ ที่มีจำนวนครั้งที่เกิดและระดับความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์อย่าง Nicholas Stern ได้คาดการณ์ว่าหากแนวโน้มการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ยังดำเนินต่อไปในลักษณะเช่นนี้ คงไม่เกินปี ค.ศ. 2050 ปริมาณของ CO2 จะอยู่ที่ 560 ppm และจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 650 ppm ภายในไม่เกินปี ค.ศ. 2100 โดยอุณหภูมิของโลกจะเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ 5 C และจะส่งผลทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 1 เมตร (จากการละลายของพื้นที่ธารน้ำแข็ง) ทั้งนี้ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น 1 เมตร จะส่งผลอย่างรุนแรงต่อพื้นผิวที่อยู่อาศัยของโลก ซึ่งหลายพื้นที่ในโลกจะถูกน้ำท่วมและจมอยู่ใต้ทะเลในโอกาสถัดไปผู้เขียนจะขอเล่าถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมถึงนโยบายและเครื่องมือที่น่าสนใจทางเศรษฐศาสตร์ ที่น่าจะมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น อย่าลืมติดตามคอลัมน์ “ทันเศรษฐกิจ” ในฉบับทุกวันพฤหัสครับ
* "สภาวะโลกร้อน (Global warming)" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 27 ก.ย. 2550
นาย อัล กอร์ ผู้อ่านส่วนใหญ่คงจำกันได้ว่า เขาผู้นี้เป็นผู้อาภัพโชคในการชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐกับ George W. Bush แต่ถึงกระนั้น ด้วยสปริตที่สูงส่งของนักการเมืองสหรัฐผู้นี้ ทำให้เขายอมรับผลการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยข้อสงสัยต่างๆและไม่เป็นธรรมต่อคนสหรัฐสักเท่าไหร่นัก ภายหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป นาย อัล กอร์ ได้หันกลับมาทำงานรณรงค์ในเรื่องปัญหาสภาวะโลกร้อน ให้โลกหันมาให้ความสนใจและหาแนวทางการแก้ไขอย่างจริงจัง ทั้งภายในประเทศสหรัฐเองและประเทศอื่นๆทั่วโลก
ผู้เขียนได้ลองค้นหาคำว่า Global warming ในอินเทอร์เน็ด และพบว่ามีเว็ปไซด์ที่เกี่ยวข้องถึงกว่า 78.3 ล้านเว็ป แต่เมื่อลองดูว่ามีจำนวนเว็ปไซด์ที่เกิดขึ้นภายในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา หรือนับตั้งแต่สารคดีเรื่อง An Inconvenient Truth ได้ออกมาในปีที่แล้ว พบว่ามีมากถึง 44.5 ล้านเว็ปไซด์ หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 56 ของเว็ปไซด์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่อาจจะปฎิเสธได้ว่านาย อัล กอร์ และสารคดีดังกล่าว มีส่วนสำคัญที่ทำให้โลกตื่นขึ้นมาและหันมาสนใจปัญหาโลกร้อนกันมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา
สำหรับบทความวันนี้ ผู้เขียนขอเริ่มต้นจากการเกริ่นนำถึงที่มาของสภาวะโลกร้อนก่อน สภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นเมื่อคลื่นพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ตกกระทบบนพื้นผิวโลก ซึ่งโดยปกติแล้วคลื่นความร้อนส่วนใหญ่จะไม่ได้ถูกดูดซับไว้บนพื้นโลกไปนี้ แต่คลื่นความร้อนจะถูกสะท้อนกลับออกไปยังนอกบรรยากาศโลก ซึ่งถ้าหากคลื่นความร้อนถูกสะท้อนกลับออกไปนอกโลกทั้งหมด ก็คงไม่ใช่สิ่งดี เพราะโลกคงมีสภาพไม่ต่างจากธารน้ำแข็งที่หนาวเย็นและยากต่อการดำรงชีวิตอยู่ได้
เพื่อให้โลกสามารถสะสมความร้อนที่ตกลงมาได้บางส่วน ที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตอยู่ได้ โลกจึงได้สร้างกลไกทางธรรมชาติไว้คือ กลุ่มแก๊สเรือนกระจก (Greenhouse gas) ซึ่งหนึ่งในแก๊สเรือนกระจกที่สำคัญคือ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่ส่วนหนึ่งเกิดจากการเผาพลาญเชิงเพลิงของมนุษย์ ทั้งนี้กลุ่มแก๊สเรือนกระจก (Greenhouse gas) จะก่อให้เกิดปรากฎการณ์เรือนกระจก (Greenhouse effect) ที่ช่วยกั้นความร้อนที่สะท้อนจากพื้นผิวโลกไม่ให้สะท้อนกลับออกไปนอกบรรยากาศโลกทั้งหมด และช่วยสะสมพลังงานความร้อนไว้ หากเปรียบแล้วเรือนกระจกที่เกิดขึ้นเปรียบเสมือนกับผ้าห่มที่ห่อหุ้มและให้ความอบอุ่นแก่ผิวโลก ซึ่งหากกลุ่มแก๊สเรือนกระจกอยู่ในระดับที่เหมาะสม โลกก็จะมีสภาวะอากาศเหมาะสมแก่การดำรงอาศัยของสิ่งมีชีวิต ตัวอย่างเช่น หากปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีอยู่บนชั้นบรรยากาศโลกอยู่ในระดับ 380 ppm (parts per million) อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกจะอยู่ที่ 15 C แต่ถ้าปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ในระดับที่สูงขึ้น อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกก็จะปรับสูงขึ้นตาม
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้คือ ในช่วงไม่กี่สิบที่ผ่านมา โลกภายใต้น้ำมือของมนุษย์ได้กำลังทำให้สมดุลทางธรรมชาติที่เคยดำรงไว้นับล้านปีสูญเสียไป โดยมนุษย์ได้ปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ ออกไปสู่บรรยากาศโลกอย่างมาก จนทำให้กลุ่มแก๊สเรือนกระจกที่อยู่บนชั้นบรรยากาศโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อโลกไม่สามารถระบายหรือสะท้อนคลื่นพลังงานความร้อนที่ได้จากดวงอาทิตย์ออกไปได้ เนื่องจากชั้นเรือนกระจกที่หนาขึ้น ความร้อนจึงถูกดูดซับไว้บนพื้นผิวโลก และส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งตรงนี้เป็นสาเหตให้เกิดสภาวะโลกร้อนขึ้นมาในปัจจุบัน
การที่อุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้น ไม่เพียงจะส่งผลทำให้โลกร้อนขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้สมดุลทางธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นจึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจ ที่เราสังเกตได้ว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์วิปฤติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างมากมาย โดยหากเปรียบเทียบกับจำนวนภัยทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้า 10 ปีที่ผ่านมา เราจะพบว่า โลกในปัจจุบันประสบกับภัยทางธรรมชาติต่างๆ ที่มีจำนวนครั้งที่เกิดและระดับความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์อย่าง Nicholas Stern ได้คาดการณ์ว่าหากแนวโน้มการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ยังดำเนินต่อไปในลักษณะเช่นนี้ คงไม่เกินปี ค.ศ. 2050 ปริมาณของ CO2 จะอยู่ที่ 560 ppm และจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 650 ppm ภายในไม่เกินปี ค.ศ. 2100 โดยอุณหภูมิของโลกจะเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ 5 C และจะส่งผลทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 1 เมตร (จากการละลายของพื้นที่ธารน้ำแข็ง) ทั้งนี้ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น 1 เมตร จะส่งผลอย่างรุนแรงต่อพื้นผิวที่อยู่อาศัยของโลก ซึ่งหลายพื้นที่ในโลกจะถูกน้ำท่วมและจมอยู่ใต้ทะเลในโอกาสถัดไปผู้เขียนจะขอเล่าถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมถึงนโยบายและเครื่องมือที่น่าสนใจทางเศรษฐศาสตร์ ที่น่าจะมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น อย่าลืมติดตามคอลัมน์ “ทันเศรษฐกิจ” ในฉบับทุกวันพฤหัสครับ
* "สภาวะโลกร้อน (Global warming)" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 27 ก.ย. 2550
Thursday, September 13, 2007
เปรียบเทียบการลงทุนใน ไทย จีน และเวียดนาม*
เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เขียนบทความเรื่อง “อย่าคิดแค่ว่าเวียดนามคือคู่แข่งของไทย” โดยชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่ดีของอุตสาหกรรมไทยที่จะใช้ประโยชน์จากเวียดนามที่มีต้นทุนแรงงานและทรัพยากรบางอย่างที่ถูกกว่า บทความที่ผมได้นำเสนอไป มีความสอดคล้องกับทรรศนะของ นายกิติพงษ์ ณ ระนอง เอกอัครราชฑูตไทย ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม (ในรายงาน “เปิดช่องลงทุนตลาด ‘เวียดนาม’ โอกาสทองที่ไม่ควรมองข้าม” หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 30 ส.ค.- 1 ก.ย. 2550) ที่มองว่า ผู้ประกอบการไทยควรมองออกไปในต่างประเทศ ว่าจะใช้ประโยชน์จากตลาดต่างประเทศ อย่างเช่น เวียดนามได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น จากการที่เวียดนามได้มีการลงและเลิกภาษีศุลกากรภายใต้กรอบของเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) จะเป็นโอกาสที่ดี ที่ทำให้อุตสาหกรรมไทยสามารถเข้าไปในตลาดเวียดนาม รวมถึงโอกาสในการใช้เส้นทาง East-West Corridor ที่เชื่อมระหว่างไทย ลาว จีน และเวียดนาม เพื่อเข้าสู่ตลาดใหญ่ที่สำคัญอย่างจีนอีกด้วย ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นโอกาสที่ดีของอุตสาหกรรมไทยในภูมิภาคนี้ ซึ่งการวางยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมไทยต่อไปข้างหน้าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องวางอย่างถูกต้อง มิใช่มัวแต่เดินกลับหลังไปสู้เรื่องค่าแรงงานถูก ดังที่ได้กล่าวไปในบทความครั้งที่แล้ว
BUSINESS IN ASIA.COM ได้ทำการเปรียบเทียบปัจจัยที่ใช้ในการลงทุนในประเทศไทย จีน และเวียดนาม ว่าแต่ละประเทศ มีความได้เปรียบหรือเสียเปรียบในปัจจัยใดบ้าง ซึ่งผมคิดว่าเป็นข้อมูลที่น่าสนใจทีเดียว เลยขอใช้พื้นที่ตรงนี้ มาสรุปให้ท่านผู้อ่านได้เห็น โดยเฉพาะในส่วนของปัจจัยที่มีความแตกต่างกัน เพื่อที่จะได้ รู้เขา และรู้เรา มากขึ้นกว่าเดิม
ปัจจัยแรกที่สำคัญที่ใช้ในการเลือกประเทศที่จะลงทุนคือ ปัจจัยในการถือครองที่ดิน ประเทศไทยมีความได้เปรียบในส่วนนี้ เนื่องจากเราอนุญาตให้บริษัทต่างชาติ สามารถเข้ามาซื้อที่ดินในการสร้างโรงงานได้ แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศเวียดนาม และจีน อนุญาตให้ถือครองที่ดิน ในลักษณะการเช่าระยะยาว 40-50 ปี แต่ไม่อนุญาตให้ซื้อขาดได้
ปัจจัยถัดมาคือ มาตรการส่งเสริมการลงทุน เช่นเดียวกัน ประเทศไทยค่อนข้างใจดีมาก นักลงทุนมีโอกาสได้รับการยกเว้นทางด้านภาษี ได้นานถึง 8 ปี ในโครงการที่ BOI อนุมัติ นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้รับสิทธิในการลดภาษีลงครึ่งหนึ่งต่ออีก 5 ปี หลังจากช่วงเวลาในการยกเว้นทางด้านภาษีได้จบสิ้นไป
ประเทศจีนให้สิทธิในการยกเว้นภาษีได้ใน 2 ปีแรก และให้สิทธิในการลดภาษีลงครึ่งหนึ่งในอีก 3 ปีถัดมา เท่านั้น ซึ่งค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย
สำหรับเวียดนามที่มีโครงสร้างภาษีค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งโดยปกติ ภาษีเงินได้นิติบุคคลจะอยู่ในอัตราร้อยละ 28 (ยกเว้น ธุรกิจน้ำมันที่อัตราภาษีอยู่ที่ร้อยละ 50) แต่นักลงทุนอาจได้รับสิทธิพิเศษในการลดภาษีเหลือ ร้อยละ 20% 15% หรือ 10% ในช่วงเวลาหนึ่ง สำหรับสิทธิในการยกเว้นภาษีว่าจะเป็นกี่ปีนั้น ขึ้นอยู่กับพื้นที่ๆ ที่เข้าไปลงทุน ซึ่งอาจได้รับการยกเว้นได้นานถึง 8 ปี ในพื้นที่ชนบท ดังนั้นในภาพรวมแล้ว ประเทศไทยให้สิทธิทางด้านภาษีที่ง่ายกว่าและมากกว่าประเทศจีนและเวียดนาม ซึ่งนับว่าเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบ
สำหรับปัจจัยแรงงาน แรงงานไร้ฝีมือ (Unskilled labor) ของไทยมีค่าแรงสูงกว่าทั้งเวียดนามและจีน จึงทำให้ประเทศไทยมีความเสียเปรียบในเรื่องต้นทุนค่าแรงงานอย่างชัดเจน แต่ในส่วนของแรงงานฝีมือ (Skilled labor) เวียดนามมีปัญหามาก เนื่องจากยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถ โดยในส่วนนี้ ประเทศไทยและจีนมีความได้เปรียบเหนือเวียดนามอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ประเทศไทยและจีนยังมีอุตสาหกรรมเชื่อมโยงและสนับสนุนอยู่มากกว่าเวียดนามที่มีข้อจำกัดของอุตสาหกรรมเชื่อมโยงที่มีค่อนข้างน้อย ซึ่งวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตส่วนใหญ่ จึงเป็นวัตถุดิบที่นำเข้ามาจากนอกประเทศ
สำหรับปัจจัยขนาดตลาดภายในประเทศ เป็นที่แน่นอนว่าประเทศจีนมีความได้เปรียบในเรื่องตลาดภายในประเทศที่มีขนาดใหญ่ จากการที่มีประชากรอยู่มากกว่า 1,300 ล้านคน สำหรับเวียดนาม แม้นว่าจำนวนประชากรที่มีกว่า 85 ล้านคน จะมากกว่าไทยที่มีประชากรอยู่ประมาณ 65 ล้านคน แต่เนื่องจากกำลังซื้อของคนเวียดนามยังต่ำกว่าไทยอยู่มาก จึงทำให้ประเทศไทยมีขนาดของตลาดภายในประเทศไทยที่มีกำลังซื้อมากกว่าเวียดนาม
จากการเปรียบเทียบปัจจัยสำคัญต่างๆ ที่ใช้พิจารณาในการลงทุนยังประเทศ ไทย จีน และเวียดนาม พบว่า ในปัจจุบันประเทศไทยยังมีปัจจัยส่วนใหญ่ ที่มีความได้เปรียบเหนือกว่าประเทศเวียดนาม หรือแม้นแต่กระทั้งประเทศจีน แต่สำหรับปัจจัยที่ประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันกับจีนและเวียดนามได้อย่างชัดเจนคือ ค่าจ้างแรงงานไร้ฝีมือ และขนาดตลาดภายในประเทศ ที่จีนมีขนาดตลาดที่ใหญ่กว่าอย่างชัดเจน
สำหรับมาตรการที่ใช้ในการส่งเสริมการลงทุน ประเทศไทยให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีกับนักลงทุน มากกว่าที่ประเทศเวียดนามและจีนให้แก่นักลงทุน ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่ประเทศไทย จะต้องให้สิทธิหรือข้อยกเว้นทางด้านภาษีแก่นักลงทุนมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
สรุปแล้ว การวางยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมไทยให้เดินต่อไปข้างหน้า ควรพิจารณาจากจุดแข็งและจุดอ่อนที่ประเทศไทยมี โดยควรส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบ อย่างเช่น อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานฝีมือเข้มข้น เป็นต้น เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยสามารถเดินก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง และสามารถใช้ประโยชน์จากประเทศที่มีต้นทุนค่าแรงงานไร้ฝืมือถูก อย่างเช่น เวียดนาม และจีนได้นั่นเอง
* "เปรียบเทียบการลงทุนใน ไทย จีน และเวียดนาม" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 13 ก.ย. 2550
ยิ่งไปกว่านั้น จากการที่เวียดนามได้มีการลงและเลิกภาษีศุลกากรภายใต้กรอบของเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) จะเป็นโอกาสที่ดี ที่ทำให้อุตสาหกรรมไทยสามารถเข้าไปในตลาดเวียดนาม รวมถึงโอกาสในการใช้เส้นทาง East-West Corridor ที่เชื่อมระหว่างไทย ลาว จีน และเวียดนาม เพื่อเข้าสู่ตลาดใหญ่ที่สำคัญอย่างจีนอีกด้วย ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นโอกาสที่ดีของอุตสาหกรรมไทยในภูมิภาคนี้ ซึ่งการวางยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมไทยต่อไปข้างหน้าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องวางอย่างถูกต้อง มิใช่มัวแต่เดินกลับหลังไปสู้เรื่องค่าแรงงานถูก ดังที่ได้กล่าวไปในบทความครั้งที่แล้ว
BUSINESS IN ASIA.COM ได้ทำการเปรียบเทียบปัจจัยที่ใช้ในการลงทุนในประเทศไทย จีน และเวียดนาม ว่าแต่ละประเทศ มีความได้เปรียบหรือเสียเปรียบในปัจจัยใดบ้าง ซึ่งผมคิดว่าเป็นข้อมูลที่น่าสนใจทีเดียว เลยขอใช้พื้นที่ตรงนี้ มาสรุปให้ท่านผู้อ่านได้เห็น โดยเฉพาะในส่วนของปัจจัยที่มีความแตกต่างกัน เพื่อที่จะได้ รู้เขา และรู้เรา มากขึ้นกว่าเดิม
ปัจจัยแรกที่สำคัญที่ใช้ในการเลือกประเทศที่จะลงทุนคือ ปัจจัยในการถือครองที่ดิน ประเทศไทยมีความได้เปรียบในส่วนนี้ เนื่องจากเราอนุญาตให้บริษัทต่างชาติ สามารถเข้ามาซื้อที่ดินในการสร้างโรงงานได้ แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศเวียดนาม และจีน อนุญาตให้ถือครองที่ดิน ในลักษณะการเช่าระยะยาว 40-50 ปี แต่ไม่อนุญาตให้ซื้อขาดได้
ปัจจัยถัดมาคือ มาตรการส่งเสริมการลงทุน เช่นเดียวกัน ประเทศไทยค่อนข้างใจดีมาก นักลงทุนมีโอกาสได้รับการยกเว้นทางด้านภาษี ได้นานถึง 8 ปี ในโครงการที่ BOI อนุมัติ นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้รับสิทธิในการลดภาษีลงครึ่งหนึ่งต่ออีก 5 ปี หลังจากช่วงเวลาในการยกเว้นทางด้านภาษีได้จบสิ้นไป
ประเทศจีนให้สิทธิในการยกเว้นภาษีได้ใน 2 ปีแรก และให้สิทธิในการลดภาษีลงครึ่งหนึ่งในอีก 3 ปีถัดมา เท่านั้น ซึ่งค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย
สำหรับเวียดนามที่มีโครงสร้างภาษีค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งโดยปกติ ภาษีเงินได้นิติบุคคลจะอยู่ในอัตราร้อยละ 28 (ยกเว้น ธุรกิจน้ำมันที่อัตราภาษีอยู่ที่ร้อยละ 50) แต่นักลงทุนอาจได้รับสิทธิพิเศษในการลดภาษีเหลือ ร้อยละ 20% 15% หรือ 10% ในช่วงเวลาหนึ่ง สำหรับสิทธิในการยกเว้นภาษีว่าจะเป็นกี่ปีนั้น ขึ้นอยู่กับพื้นที่ๆ ที่เข้าไปลงทุน ซึ่งอาจได้รับการยกเว้นได้นานถึง 8 ปี ในพื้นที่ชนบท ดังนั้นในภาพรวมแล้ว ประเทศไทยให้สิทธิทางด้านภาษีที่ง่ายกว่าและมากกว่าประเทศจีนและเวียดนาม ซึ่งนับว่าเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบ
สำหรับปัจจัยแรงงาน แรงงานไร้ฝีมือ (Unskilled labor) ของไทยมีค่าแรงสูงกว่าทั้งเวียดนามและจีน จึงทำให้ประเทศไทยมีความเสียเปรียบในเรื่องต้นทุนค่าแรงงานอย่างชัดเจน แต่ในส่วนของแรงงานฝีมือ (Skilled labor) เวียดนามมีปัญหามาก เนื่องจากยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถ โดยในส่วนนี้ ประเทศไทยและจีนมีความได้เปรียบเหนือเวียดนามอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ประเทศไทยและจีนยังมีอุตสาหกรรมเชื่อมโยงและสนับสนุนอยู่มากกว่าเวียดนามที่มีข้อจำกัดของอุตสาหกรรมเชื่อมโยงที่มีค่อนข้างน้อย ซึ่งวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตส่วนใหญ่ จึงเป็นวัตถุดิบที่นำเข้ามาจากนอกประเทศ
สำหรับปัจจัยขนาดตลาดภายในประเทศ เป็นที่แน่นอนว่าประเทศจีนมีความได้เปรียบในเรื่องตลาดภายในประเทศที่มีขนาดใหญ่ จากการที่มีประชากรอยู่มากกว่า 1,300 ล้านคน สำหรับเวียดนาม แม้นว่าจำนวนประชากรที่มีกว่า 85 ล้านคน จะมากกว่าไทยที่มีประชากรอยู่ประมาณ 65 ล้านคน แต่เนื่องจากกำลังซื้อของคนเวียดนามยังต่ำกว่าไทยอยู่มาก จึงทำให้ประเทศไทยมีขนาดของตลาดภายในประเทศไทยที่มีกำลังซื้อมากกว่าเวียดนาม
จากการเปรียบเทียบปัจจัยสำคัญต่างๆ ที่ใช้พิจารณาในการลงทุนยังประเทศ ไทย จีน และเวียดนาม พบว่า ในปัจจุบันประเทศไทยยังมีปัจจัยส่วนใหญ่ ที่มีความได้เปรียบเหนือกว่าประเทศเวียดนาม หรือแม้นแต่กระทั้งประเทศจีน แต่สำหรับปัจจัยที่ประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันกับจีนและเวียดนามได้อย่างชัดเจนคือ ค่าจ้างแรงงานไร้ฝีมือ และขนาดตลาดภายในประเทศ ที่จีนมีขนาดตลาดที่ใหญ่กว่าอย่างชัดเจน
สำหรับมาตรการที่ใช้ในการส่งเสริมการลงทุน ประเทศไทยให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีกับนักลงทุน มากกว่าที่ประเทศเวียดนามและจีนให้แก่นักลงทุน ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่ประเทศไทย จะต้องให้สิทธิหรือข้อยกเว้นทางด้านภาษีแก่นักลงทุนมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
สรุปแล้ว การวางยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมไทยให้เดินต่อไปข้างหน้า ควรพิจารณาจากจุดแข็งและจุดอ่อนที่ประเทศไทยมี โดยควรส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบ อย่างเช่น อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานฝีมือเข้มข้น เป็นต้น เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยสามารถเดินก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง และสามารถใช้ประโยชน์จากประเทศที่มีต้นทุนค่าแรงงานไร้ฝืมือถูก อย่างเช่น เวียดนาม และจีนได้นั่นเอง
* "เปรียบเทียบการลงทุนใน ไทย จีน และเวียดนาม" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 13 ก.ย. 2550
Subscribe to:
Comments (Atom)