Wednesday, October 15, 2008
ปัญหาวิกฤตสถาบันการเงินโลก กับการใช้นโยบายทางการเงินที่ถูกต้อง*
ในวันที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.5% จาก 2% มาเป็น 1.5% ซึ่งยืนยันให้เห็นถึงการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนปรน (โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ย) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบสถาบันการเงิน เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจในครั้งนี้ ซึ่งแน่นอนครับ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงของธนาคารกลางสหรัฐฯในสัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราจะเห็นในปีนี้ ได้มีการคาดการณ์ว่า หากวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจยังไม่สามารถคลี่คลายไปได้ในเร็ววัน ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจตัดสินใจดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก จนมาเหลือ 0% ก็เป็นได้
นอกจากนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังได้ตัดสินใจเข้าซื้อตราสารหนี้ระยะสั้นที่ออกโดยภาคเอกชนในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งนับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิด The Great Depression ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้เข้าแทรกแซงในตลาดตราสารหนี้ของภาคเอกชนโดยตรง เพื่อเร่งอัดฉีดสภาพคล่องและเพิ่มความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงินของสหรัฐฯ ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหภาพยุโรป ธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางประเทศต่างๆ ทั่วโลก ต่างแสดงอย่างชัดเจนที่ใช้นโยบายทางการเงิน ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ที่ได้ลุกลามไปยังประเทศต่างๆ ซึ่งย่อมแสดงให้เราเห็นถึงสภาพความร้ายแรงของปัญหาวิกฤตสถาบันการเงินโลกที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน
แม้นว่านโยบายทางการเงินจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ที่จะช่วยโลกให้ผ่านพ้นวิกฤติการณ์ครั้งนี้ไปได้ แต่การใช้นโยบายทางการเงินให้ถูกต้องและเหมาะสมนั้น คงไม่ใช่เรื่องง่าย และยิ่งไปกว่านั้น ผลของมาตรการทางการเงิน ที่ผ่านกลไกของอัตราดอกเบี้ยนั้น อาจมีความล่าช้าและต้องใช้เวลานานนับปีกว่าที่จะเห็นผลได้
บ่อยครั้ง การใช้นโยบายทางการเงินอย่างรุนแรงจนเกินไป กลับส่งผลร้ายต่อระบบเศรษฐกิจและนำพาประเทศไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น การใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนปรน (ปรับลดอัตราดอกเบี้ย) ที่มากเกินความจำเป็น โดยมุ่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดขึ้น อาจนำไปสู่การเกิดปัญหาเงินเฟ้อที่รุนแรงในระยะยาว ดังที่เคยเกิดขึ้นกับสหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 1968 หรือ แม้นแต่การใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด (ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย) เพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ อาจนำไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง ดังที่เกิดขึ้นกับสหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 1974
คงไม่ใช่เรื่องง่ายครับ ที่ผู้กำหนดนโยบายทางการเงิน หรือ ธนาคารกลางในประเทศต่างๆ จะสามารถใช้นโยบายทางการเงินได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งแม้นแต่ Milton Friedman ผู้นำกลุ่มเศรษฐศาสตร์สำนักการเงิน ยังเคยเสนอให้ยกเลิกอำนาจในการตัดสินใจกำหนดนโยบายทางการเงิน โดยผู้มีอำนาจในธนาคารกลางสหรัฐฯ และเสนอให้นำระบบกลไกควบคุมอัตโนมัติ (Automatic Stabilizer) โดยผ่านกลไกของอัตราดอกเบี้ย มาใช้ในการกำหนดปริมาณในระบบที่เหมาะสม เพื่อมิให้ผู้กำหนดนโยบายตัดสินใจผิดพลาด และใช้นโยบายที่รุนแรงจน หรือ ผิดช่วงเวลาที่เหมาะสม แต่ทั้งนี้ ความคิดดังกล่าวของ Milton Friedman ยังคงไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน นโยบายทางการเงินทั่วโลกส่วนใหญ่ ยังถูกกำหนดโดยผู้มีอำนาจในธนาคารกลางของประเทศต่างๆ
ปัญหาวิกฤตสถาบันการเงินโลกที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ประเทศต่างๆ ทั่วโลก พยายามดิ้นรน ต่อสู้ทุกหนทางด้วยมาตรการต่างๆ ที่รุนแรง (ซึ่งอาจนำโลกไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อได้ในระยะยาว) การเตรียมประเทศให้พร้อม รวมถึงการดำเนินนโยบายทางการเงินอย่างถูกต้องมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ที่จะช่วยให้ประเทศไทยผ่านพ้นจากวิกฤติการณ์ครั้งนี้ไปได้ เพราะประเทศไทยเปรียบเสมือนดั่งลำคลองเล็กๆ สายหนึ่ง ที่แม้นจะเคยได้รับการขุดลอกมาเป็นอย่างดี (ในช่วงที่เกิดวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง) แต่เมื่อลำคลองสายนี้ยังคงต้องเชื่อมต่อกับแม่น้ำสายหลัก (เศรษฐกิจโลก) อยู่ หากแม่น้ำสายหลักเกิดปัญหาน้ำหลากจนท่วมล้นอย่างรุนแรง ลำคลองสายเล็กๆ อย่างประเทศไทยจะสามารถรอดพ้นไปได้อย่างไร หากปราศจากการเตรียมพร้อมที่เหมาะสมและถูกต้อง
* "ปัญหาวิกฤตสถาบันการเงินโลก กับการใช้นโยบายทางการเงินที่ถูกต้อง" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 15 ต.ค. 2551
Wednesday, October 8, 2008
The Great Depression ในมุมมองของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ*
เหตุการณ์วิกฤตสถาบันการเงินของสหรัฐฯที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ได้มีการนำไปเปรียบเทียบกับวิกฤติการณ์เศรษฐกิจครั้งใหญ่ของโลกที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1929-1939 ที่เริ่มต้นจากประเทศสหรัฐฯ และลุกลามไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก วิกฤติการณ์ในครั้งนั้นเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า “The Great Depression”
เพื่อให้เห็นภาพถึงความรุนแรงของ The Great Depression ที่เกิดขึ้นนั้น ในช่วงแรกระหว่างปี ค.ศ. 1929-1933 นับว่าเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายเป็นอย่างมาก ภาคการผลิตของสหรัฐฯ หดตัวกว่าหนึ่งในสาม และอัตราการว่างานเพิ่มขึ้นจากอัตราร้อยละ 3 มาเป็นอัตราร้อยละ 25 (เมื่อเปรียบเทียบกับในปัจจุบัน อยู่ที่อัตราร้อยละ 6) นอกจากนี้สำหรับผู้ที่มีงานทำ ส่วนใหญ่จะเป็นเพียงงานชั่วคราวที่ได้รับค่าจ้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงไม่น่าแปลกใจ ที่เมื่อดูภาพยนต์หรือภาพถ่ายของผู้คนในยุคนั้น บ่อยครั้งเราจะคุ้นตากันดีกับภาพที่ผู้คนชาวสหรัฐฯ สวมชุดสูท ยืนต่อแถวยาวเหยียดเพียงเพื่อรอรับแจกเศษขนมปังและซุป
แม้นว่าต้นเหตุที่แท้จริงของการเกิด The Great Depression ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในกลุ่มของนักเศรษฐศาสตร์ ได้มีการแบ่งแยกคำอธิบายถึงสาเหตุออกเป็นหลายกลุ่มความคิดด้วยกัน โดยหนึ่งในกลุ่มความคิดที่ผมขออนุญาตกล่าวถึงในวันนี้ คือ กลุ่มเศรษฐศาสตร์สำนักการเงิน (Monetarist) ที่มีนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกอย่าง Milton Friedman (นักเศรษฐศาสตร์ผู้ซึ่งได้รับรางวัลโนเบิลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี ค.ศ. 1976) เป็นผู้นำ โดยนักเศรษฐศาสตร์ในกลุ่มนี้ เชื่อว่าต้นเหตุที่นำไปสู่วิกฤติการณ์เศรษฐกิจในครั้งนั้น เกิดจากความผิดพลาดในการใช้นโยบายการเงิน รวมถึงการใช้ระบบมาตรฐานทองคำในการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศต่างๆ ในช่วงเวลาขณะนั้น
แนวความคิดของนักเศรษฐศาสตร์ในกลุ่มนี้ ได้รับการยอมรับจาก นายเบน เบอร์นันเก (Ben Bernanke) ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคเป็นอย่างดี แต่ที่สำคัญแนวคิดของนาย นายเบน เบอร์นันเก ที่มีต่อปัญหาวิกฤติการณ์เศรษฐกิจในอดีต เป็นเรื่องที่ไม่สามารถมองข้ามได้ เพราะประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ผู้นี้ เป็นหนึ่งในสองของผู้กุมบังเหียนที่จะชี้ชะตาสหรัฐ ว่าจะสามารถผ่านพ้นปัญหาวิกฤติการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นไปได้หรือไม่ (ผู้กุมบังเหียนอีกท่านหนึ่งคือรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ นาย Henry Paulson)
นายเบน เบอร์นันเก ได้กล่าวบรรยายถึงวิกฤติการณ์ The Great Depression หลายครั้งหลายคราว ทั้งในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2002 ที่มหาวิทยาลัย University of Chicago ในรัฐชิคาโก และในวันที่ 2 มีนาคม 2004 ที่มหาลัย Washington and Lee University ในรัฐเวอร์จีเนีย ซึ่งมีใจความสำคัญที่ผมขอคัดมาเฉพาะบางส่วน มากล่าวถึงดังนี้
นายเบน เบอร์นักเก ได้ยอมรับถึงความคิดของ Milton Friedman ที่เขียนร่วมกับ Anna J. Schwartz ในหนังสือ A Monetary History of the United States 1867-1960 ว่าเป็นงานที่มีอิทธิพลต่อเขาเป็นอย่างมาก โดยวิกฤติการณ์ The Great Depression ที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและยาวนาน เกิดจากการดำเนินนโยบายทางการเงินที่ผิดพลาดในอดีต
โดยในช่วงแรกก่อนเกิดวิกฤติการณ์ ระหว่างปี ค.ศ. 1928-1929 ธนาคารกลางสหรัฐ ฯ ได้ใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด (นำไปสู่การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย) ในการจัดการกับการเก็งกำไรในตลาดหลักทรัพย์ แต่การใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดจนเกินไป กลับส่งผลทำให้ราคาสินค้าลดต่ำลงเนื่องจากกำลังซื้อที่หดตัวลง ซึ่งเพิ่มความอ่อนแอของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต่อมาไม่นาน ในวันอังคารที่ 29 ตุลาคม 1929 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ตกลงอย่างรุนแรง (เป็นที่รู้จักกันในภายหลังว่า Black Tuesday) ซึ่งถูกอ้างอิงว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ The Great Depression นั่นเอง
เหตุการณ์ต่อมาที่แสดงถึงความผิดพลาดของการใช้นโยบายทางการเงิน เกิดขึ้นในช่วงเดือนกันยายน ถึงตุลาคม 1931 ภายหลังจากการเข้าไปเก็งกำไรค่าเงินปอนด์ของอังกฤษสำเร็จ (คล้ายๆ กับที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศไทย) ค่าเงินในยุคสมัยนั้นผูกติดกับระบบมาตรฐานทองคำในการแลกเปลี่ยน นักเก็งกำไรหันเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งทำให้นักลงทุนต่างนำเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มาแลกเปลี่ยนกับทองคำเป็นจำนวนมาก ซึ่งลดความมั่นคงของธนาคารสหรัฐฯ และส่งผลให้ความเชื่อมั่นที่ผู้คนมีต่อสถาบันการเงินของสหรัฐฯ ลดต่ำลง
เมื่อขาดความเชื่อมั่น ผู้คนต่างแห่กันไปถอนเงินกันมากขึ้น ซึ่งส่งผลทำให้สถาบันทางการเงินของสหรัฐฯ ต้องปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก ธนาคารกลางสหรัฐฯ ในขณะนั้น แทนที่จะรีบเข้าไปควบคุมสถาบันการเงินที่มีปัญหา เพื่อไม่ให้ความตื่นตระหนกขยายตัวออกไปเป็นวงกว้าง แต่กลับใช้วิธีการแก้ปัญหาโดยการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวด เพื่อหวังจะรักษาเงินฝากไว้ซึ่งไม่เป็นผล ในขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นก็กลับมาทำร้ายเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้แย่ลงไปกว่าเดิม
ในตอนท้ายของการบรรยาย นายเบน เบอร์นันเก ได้กล่าวยอมรับในนามของตัวแทนธนาคารกลางสหรัฐฯ ว่า สำหรับวิกฤติการณ์ The Great Depression ที่เกิดขึ้นนั้น สิ่งที่ Milton Friedman และ Anna J. Schwartz ได้กล่าวว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ เป็นต้นตอที่ทำให้ปัญหาวิกฤติการณ์ในครั้งนั้นรุนแรงและยาวนาน นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ทั้งนี้ ความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นนั้น จะไม่ยอมให้เกิดขึ้นอีก:
“I would like to say to Milton and Anna: Regarding the Great Depression. You're right, we did it. We're very sorry. But thanks to you, we won't do it again.”
ด้วยแนวความคิดดังกล่าวของนายเบน เบอร์นันเก รวมถึงการออกมายอมรับต่อความผิดพลาดทางด้านนโยบายทางการเงินที่เกิดขึ้นในอดีต จึงไม่น่าแปลกใจที่วันนี้ เราจะเห็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ผู้นี้ ใช้นโยบายทางการเงินอย่างรวดเร็ว ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจสหรัฐที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ลุกลามและขยายตัวรุนแรงจนเกิด The Great Depression ครั้งที่ 2
* "The Great Depression ในมุมมองของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 8 ต.ค. 2551
Wednesday, August 20, 2008
ปรัชญาขงเบ้งกับระบอบประชาธิปไตยแบบไทย*
ผู้เขียนมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่องสามก๊ก ตอนศึกผาแดง (Battle of Red Cliffs) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ศึกเซ็กเพ็ก แม้นว่าเนื้อหาส่วนหนึ่งในภาพยนตร์จะผิดเพี้ยนไปจากเนื้อเรื่องในพงศาวดารพอสมควร แต่ทั้งนี้ก็พอเข้าใจได้ว่า ผู้สร้างภาพยนตร์จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้บทภาพยนตร์มีความสนุกสนานและกระชับมากขึ้น
ศึกเซ็กเพ็กนั้น นับได้ว่าเป็นตอนสำคัญที่สุดตอนหนึ่งในเรื่องสามก๊ก ที่นำไปสู่การกำเนิดขึ้นเป็น “สามก๊ก” นั่นคือ “วุยก๊ก” (โจโฉ) “จ๊กก๊ก” (เล่าปี่) และ“ง่อก๊ก” (ซุนกวน) โดยเนื้อหาในตอนนี้ ไม่เพียงจะเข้มข้นและเต็มไปด้วยพิชัยยุทธในการสงคราม แต่ยังแฝงไปด้วยปรัชญาความคิดที่ยังคงความเป็นอมตะและนำไปประยุกต์ใช้ได้จนถึงวันนี้
หนึ่งในปรัชญาอมตะที่ผู้เขียนขอกล่าวถึงคือ ปรัชญาของขงเบ้งในครั้งที่โจโฉพ่ายแพ้ในศึกเซ็กเพ็กด้วยกลลวงผูกเรือของบังทองและการหยั่งรู้ลมฟ้าของขงเบ้ง เพราะเหตุใด ผู้หยั่งรู้ฟ้าดินอย่างขงเบ้งจึงได้มอบหมายให้กวนอู ผู้ขึ้นชื่อในเรื่องกตัญญู แต่ติดคุณโจโฉในครั้งอดีต ไปดักรอโจโฉ ณ. ด่านสุดท้ายที่ตำบลฮัวหยง ที่จะสามารถปลิดชีพหรือจับกุมโจโฉได้โดยง่าย
ในเนื้อหาสามก๊กของเจ้าพระยาคลัง (หน) ได้กล่าวไว้ว่า ขงเบ้งได้ดูดาวสำหรับโจโฉแล้วพบว่า ชะตาโจโฉยังไม่ขาด ดังนั้นขงเบ้งจึงได้แกล้งให้กวนอูไปทำการ เพื่อหวังให้กวนอูทดแทนคุณโจโฉที่มีมาในอดีต แต่ในความจริงแล้ว ความคิดของขงเบ้งไม่เพียงต้องการให้กวนอูได้ทดแทนบุญคุณเก่าของโจโฉเท่านั้น เพราะหากเป็นเช่นนั่นแล้ว ขงเบ้งคงจะแต่งตั้งให้กวนอูไปตั้งสะกัดที่อื่น ที่มิใช่ด่านสุดท้ายเช่นนี้
เหตุผลที่แท้จริงของขงเบ้งคือ ในตอนนั้นฝ่ายเล่าปี่ยังอ่อนแอมาก โดยถ้าหากสิ้นโจโฉเมื่อใด ฝ่าย “ง่อก๊ก” หรือ ซุนกวน คงถือโอกาสรุกรานก๊กอื่นๆ ที่ยังอ่อนแออยู่ ซึ่งรวมถึงฝ่ายเล่าปี่ด้วย และจะทำให้การรวบรวมดินแดนของเล่าปี่เป็นได้ยาก ดังนั้นขงเบ้งจึงเห็นถึงความจำเป็นของการเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของสถานะ “สามก๊ก” ที่จะทำหน้าที่ในการคานอำนาจซึ่งกันและกันไว้
สถานะ “สามก๊ก” ถือเป็นสถานะสำคัญที่จะป้องกันไม่ให้ ก๊กใด ก๊กหนึ่งขึ้นมามีอำนาจ หรือรุกรานก๊กอื่นได้ แต่ทั้งนี้เงื่อนไขที่สำคัญคือ จะต้องไม่มีก๊กใดที่มีอำนาจเหนือกว่าก๊กอื่นๆที่เหลือ เช่น “วุยก๊ก” จะต้องไม่มีอำนาจที่เหนือกว่า “จ๊กก๊ก” และ“ง่อก๊ก”รวมกัน ซึ่งถ้า“วุยก๊ก”คิดจะรุกราน“จ๊กก๊ก”เมื่อใด หาก“จ๊กก๊ก”และ“ง่อก๊ก” (อีกสองฝ่ายที่เหลือ) สามารถรวมตัวกัน ก็จะสามารถต่อสู้การรุกรานของ“วุยก๊ก”ได้ สถานะ “สามก๊ก” ดังกล่าว จึงถือว่าเป็นจุดดุลยภาพที่สำคัญ โดยหากเมื่อใดที่มีก๊กหนึ่งมีอำนาจเหนือก๊กอื่นๆ ที่เหลือ สถานะภาพของ“สามก๊ก” ก็จะจบสิ้นเมื่อนั้น
เมื่อนำเอาหลักการของ “สามก๊ก” มาประยุกต์ในการวิเคราะห์ระบอบประชาธิปไตยแบบไทย จะพบว่าแต่เดิมระบอบการปกครองของไทยนั้น มีหลักการในการแบ่งและคาน 3 อำนาจที่เกิดจาก ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ หลักในการคานอำนาจของ 3 อำนาจดังกล่าว ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ระบอบประชาธิปไตยเดินไปได้อย่างราบรื่น แต่เช่นเดียวกันจะต้องไม่มีฝ่ายใดที่มีอำนาจเด็ดขาดเหนือกว่าฝ่ายอื่นๆ ดังเช่นในระบอบเผด็จการ
หากพิจารณาถึงสาเหตุที่ทำให้สถานการณ์การเมืองภายในประเทศมีความวุ่นว่าย หนึ่งในสาเหตุที่สำคัญเกิดจาก การสูญเสียสถานะในการดุลและคานอำนาจของ 3 ฝ่ายข้างต้น โดยในช่วงเวลาที่ผ่านมา เราพบว่าฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัตินั้นไม่ได้เป็นอิสระจากกันอย่างแท้จริง ดังนั้นฝ่ายบริหารเมื่อรวมกับฝ่ายนิติบัญญัติจึงมีอำนาจมากเกินไป ด้วยสาเหตุดังกล่าวจึงทำให้การคานอำนาจของ 3 ฝ่ายไม่เกิดขึ้น แต่ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ ความพยายามที่จะแทรกแซงฝ่ายตุลาการ แต่นับว่าเป็นโชคดีของประเทศไทยที่ความพยายามดังกล่าวยังไม่สัมฤทธิผล
เมื่อการคานอำนาจของ 3 ฝ่ายที่ควรจะเป็นไม่สามารถเกิดขึ้นได้ จึงนำไปสู่การเกิดขึ้นของการเมืองนอกสภาในเวลานี้ โดย 3 ฝ่ายที่มีในเวลานี้กลับเปลี่ยนมาเป็น 1) ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร 2) ฝ่ายตุลาการ และ 3) ฝ่ายการเมืองนอกสภา ซึ่งเป็นจุดหักเหสำคัญของการเมืองไทย
ดังนั้นหากต้องการแก้ปัญหาความวุ่นวายที่เกิดขึ้น และทำให้การเมืองนอกสภาลดลง ประเทศไทยจะต้องหาทางที่จะทำให้ 3 อำนาจเดิมที่เกิดจาก ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายบริหาร สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระและตรวจสอบการทำงานซึ่งกันและกัน โดยปราศจากการแทรกแซงการทำงานระหว่างกัน
หากแนวทางแก้ไขดังกล่าวไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะสั้น เราคงต้องหวังพึ่งฝ่ายตุลาการให้มีอำนาจเพียงพอในการตรวจสอบ เพื่อดุลกับสองอำนาจที่เหลือ ซึ่งถ้าหากฝ่ายตุลาการสามารถพิสูจน์การทำงานของตน จนประชาชนยอมรับและฝากความหวังไว้ได้ ผู้เขียนเชื่อว่า วันนั้นการเมืองนอกสภาก็จะไม่มีความจำเป็น ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับประเทศไทย อย่างน้อยในระยะสั้น ก็คือ การสนับสนุนและให้อำนาจที่เพียงพอแก่ฝ่ายตุลาการในการทำหน้าที่ตรวจสอบ โดยปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายต่างๆ
* "ปรัชญาขงเบ้งกับระบอบประชาธิปไตยแบบไทย" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 20 ส.ค. 2551
Wednesday, May 21, 2008
แมคเคนโนมิกส์ (McCainomics): นโยบายภาษี*
ยิ่งไปกว่านั้น จากการที่พรรคเดโมแครตยังไม่สามารถเลือกตัวแทนพรรคเพื่อเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน ที่แบ่งแยกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจนระหว่างผู้สนับสนุนนายบารัก โอบาม่า และผู้สนับสนุนนางฮิลลารี คลินตัน จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ หากพรรคเดโมแครตยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในเร็ววัน เสือเฒ่าอย่าง นายจอห์น แมคเคน ก็จะมีโอกาสที่ดีในการได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐฯ ดังนั้นนโยบายเศรษฐกิจของแมคเคน หรือที่ถูกเรียกว่า “McCainomics” จึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามอีกต่อไป
นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้ติดตามนโยบายเศรษฐกิจของแมคเคนต่างเห็นพ้องและยอมรับกันว่า หลายๆ นโยบายที่แมคเคนได้นำเสนอ เป็นนโยบายที่ดี และสอดคล้องกับหลักการเศรษฐศาสตร์ ผู้เขียนเองก็มีความเห็นเช่นเดียวกันกับนักเศรษฐศาสตร์เหล่านั้น และคิดว่าหลายๆนโยบายของแมคเคนมีความน่าสนใจและอาจนำมาปรับใช้ได้กับประเทศไทยต่อไปในอนาคต
ผู้เขียนขอใช้โอกาสในวันนี้นำเสนอนโยบายส่วนหนึ่งของแมคเคนที่ได้แถลงไว้ เฉพาะในส่วนของนโยบายภาษี (เนื่องจากพื้นที่ของบทความที่มีจำกัด) โดยแมคเคนได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฎิรูประบบภาษี เพื่อให้เกิดระบบภาษีที่มีความเสมอภาคมากขึ้น และลดการบิดเบือนตลาดที่เคยมีมาในอดีต ซึ่งระบบภาษีที่ดีนั้น จะช่วยส่งเสริมให้เศรษฐกิจสหรัฐฯเติบโตขึ้น เพิ่มการจ้างงาน และเพิ่มบรรยากาศการลงทุนที่ดีภายในประเทศ
ข้อเสนอในด้านนโยบายภาษีของแมคเคน สามารถสรุปได้ดังนี้
- ข้อเสนอในการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล จากที่เดิมกำหนดไว้สูงสุดที่ร้อยละ 35 มาเป็นอัตราสูงสุดที่ร้อยละ 25 โดยแมคเคนได้กล่าวถึงเหตุผลว่า การที่ปัจจุบันอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของสหรัฐฯ ถูกกำหนดไว้ในอัตราที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ เป็นปัจจัยหนี่งที่ทำให้บริษัทหรือนักลงทุนของสหรัฐฯ นำเงินไปลงทุนยังประเทศอื่นๆ เป็นจำนวนมาก ดังนั้นการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของสหรัฐฯลง จะทำให้บริษัทหรือนักลงทุนเหล่านั้นหันกลับมาลงทุนภายในประเทศกันมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มการจ้างงาน รวมถึงเกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ
- ข้อเสนอในการปรับวิธีการคิดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเดิมที่มีการคิดภาษี 2 ระบบด้วยกันคือ ระบบการคิดภาษีแบบดั้งเดิม ที่มีข้อยกเว้นและช่องโหว่ทางด้านภาษี (Tax loopholes) เป็นจำนวนมาก และระบบการคิดภาษีแบบ the Alternative Minimum Tax ที่มีอัตราภาษีที่ต่ำกว่า แต่มีข้อยกเว้นทางด้านภาษีไม่มากนัก เพื่อลดช่องโหว่ทางด้านภาษีที่เกิดขึ้นในระบบแรก ทั้งนี้ชาวสหรัฐฯจะต้องแสดงการคิดคำนวนภาษีทั้งสองระบบดังกล่าว และจะต้องจ่ายภาษีเท่ากับวิธีการคิดคำนวนที่ให้ภาษีสูงกว่า โดยแมคเคนเสนอให้ยกเลิกวิธีการคิดภาษีแบบ Alternative Minimum Tax ออกไป เพราะก่อให้เกิดต้นทุนทางด้านภาษีที่สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้การยกเลิกวิธีการคิดดังกล่าว จะช่วยลดภาระภาษีที่เกิดขึ้นต่อชนชั้นกลางของสหรัฐฯ กว่า 25 ล้านครอบครัวได้เป็นอย่างมาก
- ข้อเสนอในการปรับปรุงระบบภาษีให้มีความเสมอภาคมากขึ้น เช่น บุคคลที่สมรส หรือบุคคลที่เป็นโสด ควรจ่ายภาษีในลักษณะที่เท่าเทียมกัน เช่นได้รับการลดหย่อนทางด้านภาษีที่เท่าเทียมกัน ข้อเสนอในเรื่องนี้จะช่วยลดความไม่เท่าเทียมจากภาษีที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
- ข้อเสนอในการเพิ่มค่าลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดู คู่สมรส บิดา มารดา หรือผู้ที่ต้องอุปการะ จากเดิมที่กำหนดไว้ $US 3,500 มาเป็น $US 7,000 ต่อคน โดยข้อเสนอนี้เกิดจากการที่ค่าลดหย่อนดังกล่าวถูกกำหนดไว้มาเป็นเวลานาน ซึ่งมูลค่าที่แท้จริงของค่าลดหย่อนลดลงทุกปีเนื่องจากเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น
- ข้อเสนอในการปรับระบบภาษีให้ส่งเสริมและเอื้อหนุนต่อการพัฒนาทางด้านนวัตกรรม (Innovation) ตัวอย่างเช่น การอนุญาตให้ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการลงทุนทางเครื่องจักรและเทคโนโลยีทั้งหมดในปีนั้น โดยข้อเสนอเหล่านี้จะช่วยให้เกิดการพัฒนาทางด้านนวัตกรรมกันมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ เติบโตอย่างแข็งแกร่ง รวมถึงเพิ่มการจ้างงานภายในประเทศ
- ข้อเสนอในการปฎิรูประบบภาษีให้เป็นระบบภาษีที่ง่ายขึ้น (A simpler tax system) โดยแมคเคนได้เสนอให้เพิ่มทางเลือกในการคิดคำนวนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแก่ประชาชน ซึ่งประชาชนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ระบบภาษีแบบดั้งเดิม หรือใช้ระบบภาษีที่จะถูกนำเสนอขึ้นมาใหม่ โดยระบบภาษีใหม่ที่จะเกิดขึ้นจะเป็นระบบภาษีที่มีความเสมอภาคและไม่ยุ่งยากซับซ้อน ซึ่งจะมีอัตราภาษีเพียง 2 อัตรา (เปรียบเทียบกับเดิมที่มี 6 อัตรา) แต่ทั้งนี้จะมีการลดหย่อนทางด้านภาษีไม่มากนัก (ตามหลักการของระบบภาษีคงที่ A flat tax system) เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม รวมถึงลดช่องโหว่ทางด้านภาษีนั้นเอง
- ข้อเสนอในการยกเว้นการเก็บภาษีน้ำมันในช่วงฤดูร้อน เพื่อบรรเทาปัญหาราคาน้ำมันแพงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งข้อเสนอนี้ได้รับการวิพากย์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมเป็นอย่างมาก
* "แมคเคนโนมิกส์ (McCainomics): นโยบายภาษี" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 21 พ.ค. 2551
Wednesday, April 9, 2008
ทฤษฎีประชากรล้นโลกของ Malthus และปัญหาสภาวะโลกร้อน*
อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรบนโลก มีลักษณะที่เพิ่มขึ้นเป็น Geometric ratio หรือเพิ่มเป็นอันดับที่มีตัวคูณร่วม เช่น เพิ่มขึ้นจาก 1, 2, 4, 8, 16, …. ในขณะเดียวกันอัตราการเพิ่มขึ้นของอาหารที่มนุษย์สามารถผลิตได้นั้น กลับมีลักษณะเป็น Arithmetic ratio หรือเพิ่มเป็นอันดับที่มีตัวบวกร่วม เช่น เพิ่มขึ้นจาก 1, 2, 3, 4, 5, …. ซึ่งอัตราการเพิ่มขึ้นที่แตกต่างกันระหว่างจำนวนประชากรกับจำนวนอาหารที่สามารถผลิตได้นั้น ทำให้คนในยุคสมัยนั้นเกิดความกังวลถึงอนาคต ที่อาหารที่ผลิตบนโลกจะไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคของมนุษย์
Malthus ยังได้อธิบายถึงปัจจัยสองประการที่จะคอยป้องกันไม่ให้จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงเกินไปนั้น ปัจจัยแรก Malthus เรียกว่า Positive check หรือปัจจัยที่เพิ่มอัตราการตายของประชากรให้สูงขึ้น ได้แก่ ความยากจนค้นแค้นของประชากร สภาวะสงคราม เป็นต้น สำหรับปัจจัยที่สอง Malthus เรียกว่า Negative check หรือปัจจัยที่ลดอัตราการเกิดของประชากร ได้แก่ ประชากรมีการวางแผนครอบครัว รวมถึงมีการคุมกำเนิดเกิดขึ้น หรือแม้นแต่ลักษณะของประชากรที่แต่งงานช้าลง รวมถึงมีลูกน้อยลง ก็เป็นลักษณะของ Negative check นั่นเอง
แม้นว่าทฤษฎีประชากรที่ Malthus นำเสนอนั้น เรายังไม่พบว่าคำทำนายที่ว่าประชากรล้นโลกได้เกิดขึ้นจริง นักวิชาการในบางยุคบางสมัยได้กล่าวถึงทฤษฎีประชากรของ Malthus ว่าเป็นทฤษฎีที่ล้มเหลวที่สุดตั้งแต่เคยมีมา ซึ่งหนึ่งในเหตุผลหลายประการที่ทำให้ทฤษฎีของ Malthus ดังกล่าวล้มเหลว คือ Malthus เองลืมคิดถึงการปฎิรูปเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นนั้น เช่น การมีเทคโนโลยีในการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ช่วยทำให้มนุษย์สามารถผลิตอาหารได้มากขึ้นแม้นว่าจะมีปริมาณทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตเท่าเดิม หรือแม้นแต่จะลดลงก็ตาม
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจ ที่มนุษย์ในยุคหลังอาจไม่รู้จัก หรือรู้สึกกังวลใจกับทฤษฎีประชากรล้นโลกของ Malthus แต่มนุษย์กลับกำลังเผชิญกับคำทำนายของทฤษฎีใหม่ที่เกิดขึ้นมากับปัญหาสภาวะโลกร้อน (Global warming) ที่ทำให้มนุษย์กังวลกับคำทำนายทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า ในอนาคตน้ำจะท่วมโลก ทั้งนี้เนื่องจากน้ำแข็งในขั้วโลกละลายอย่างรวดเร็ว จากการที่อุณหภูมิบนโลกนี้เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากการที่แสงแดด ไม่สามารถสะท้อนผ่านกลุ่มก๊าซเรือนกระจกออกจากชั้นบรรยากาศโลกไปได้
เมื่อเราพิจารณาแนวคิดทั้งสองทฤษฎีนี้ ต่างมีความคล้ายคลึงกัน โดยต่างก็เกี่ยวข้องกับการเสียสมดุลย์ทางธรรมชาติบนโลก และมนุษย์ในยุคนั้น ต่างตื่นตระหนกกับคำทำนายของทฤษฎีที่เกิดขึ้น โดย Malthus ได้ทำนายถึงการเสียสมดุลย์ที่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของประชากรที่มากกว่าการเพิ่มขึ้นของอาหารบนโลก ในขณะที่ปัญหาสภาวะโลกร้อนเกิดจากการสมดุลย์ทางธรรมชาติเสียไป จากการที่มนุษย์ได้เพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจก (เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์) สู่ชั้นบรรยากาศโลก
ทฤษฎีของ Malthus แม้นว่าคนรุ่นหลังในบางยุคกล่าวว่าเป็นทฤษฎีที่ล้มเหลว เนื่องจากสาเหตุหลายประการที่กล่าวแล้วข้างต้น แต่ในยุคปัจจุบันที่อาหารกำลังมีราคาแพง และดูเหมือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุควิกฤติการณ์อาหารขาดแคลน อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่แสดงให้เห็นถึงคำทำนายของ Malthus ว่ากำลังเป็นจริงสำหรับปัญหาสภาวะโลกร้อน ในปัจจุบันเรายังไม่ทราบว่าคำทำนายที่เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เราคงต้องรอเวลาให้ประชากรรุ่นหลังจากเราเป็นผู้หาคำตอบของคำทำนายนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ของมนุษย์โลกคือ เมื่อไหร่ก็ตามที่สมดุลย์ของธรรมชาติเสียไป ธรรมชาติ รวมถึงมนุษย์โลก จะต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว เพื่อเข้าหาสมดุลย์ใหม่ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Positive หรือ Negative checks ก็ตาม ในขณะเดียวกัน วิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีก็ไม่เคยหยุดอยู่นิ่ง มนุษย์ได้เรียนรู้และพัฒนาสิ่งต่างๆใหม่ๆ เพื่อช่วยให้เราอยู่รอดได้จนถึงทุกวันนี้
* "ทฤษฎีประชากรล้นโลกของ Malthus และปัญหาสภาวะโลกร้อน" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 9 เม.ย. 2551