Wednesday, April 1, 2009

แผนการกอบกู้เศรษฐกิจครั้งใหม่ของสหรัฐอเมริกา*

เมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา ได้มีการนำเสนอแผนกอบกู้เศรษฐกิจครั้งใหม่จากฟากฝั่งของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ชื่อว่า โครงการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Investment Program หรือ PPIP) ซึ่งสร้างความฮือฮาและได้รับการตอบรับจากนักลงทุนสหรัฐเป็นอย่างมาก โดยตลาดหุ้นสหรัฐได้พุ่งทะยานขึ้นทันทีเกือบ 500 จุด ตอบรับแผนที่นำเสนอในครั้งนี้โดยคุณ Timothy Geithner รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐ (ผู้อ่านหลายท่านอาจไม่ทราบมาก่อนว่า คุณ Timothy Geithner ผู้นี้จะรู้จักประเทศไทยเป็นอย่างดีมาก เพราะท่านสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลายจากโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยของเรานี้เอง)

โครงการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนที่ถูกนำเสนอออกมา มีมูลค่าโครงการรวมถึงกว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดสภาพคล่องที่เกิดขึ้นในระบบการเงินสหรัฐ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการที่สถาบันการเงินสหรัฐ ต้องแบกรับภาระหนี้เสียที่เกิดขึ้นจากการปล่อยสินเชื่อที่มากเกินไปหรือหละหลวมในอดีต ทั้งนี้ขอบเขตของหนี้เสีย (Legacy assets) ได้รวมถึงหนี้เสียที่เกิดจากการปล่อยกู้ในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในธนาคารพาณิชย์ (Legacy loans) และหนี้เสียของตราสารหนี้ที่อยู่ในตลาดทุน (Legacy securities)

โดยปัจจุบัน สถาบันการเงินในสหรัฐกำลังเผชิญกับปัญหาจากการที่ไม่สามารถขายหนี้เสียเหล่านี้ได้ ทั้งนี้เนื่องจาก หนึ่ง ราคาสินทรัพย์ได้ปรับลดลงเป็นอย่างมาก จนสถาบันการเงินไม่อยากขายสินทรัพย์ในราคาปัจจุบันที่ขาดทุนมาก และ สอง ความไม่แน่นอนในสภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทำให้การลงทุนในปัจจุบันมีความเสี่ยงสูง นักลงทุนไม่กล้าที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดในช่วงนี้ เมื่อสถาบันการเงินไม่สามารถขายหนี้เสียเหล่านี้ออกไปได้ ย่อมส่งผลต่อความมั่งคงหรือสถานะทางการเงิน ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคต่อการระดมทุนใหม่ สุดท้ายย่อมส่งผลต่อความสามารถในการปล่อยกู้ และสภาพคล่องในระบบการเงินสหรัฐ

สำหรับหลักการของโครงการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนที่คุณ Timothy Geithner นำเสนอในครั้งนี้ สามารถสรุปได้โดยสังเขปดังนี้ (เฉพาะในส่วนของหนี้เสียที่ถือโดยธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงิน หรือที่เรียกว่า Legacy Loans Program)

ขั้นที่หนึ่ง ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินที่ต้องการนำหนี้เสียมาขาย จะต้องแสดงความประสงค์ต่อ สถาบันประกันเงินฝากของสหรัฐ (Federal Deposit Insurance Corporation หรือ FDIC) หาก FDIC เห็นชอบ ก็จะอนุมัติในหลักการที่จะยินดีปล่อยกู้แก่นักลงทุนที่เข้าซื้อหนี้เสียเหล่านี้ โดยมีสัดส่วนการให้กู้ยืมเงินไม่เกิน 6 ส่วนต่อเงินทุน 1 ส่วน หรือกล่าวคือนักลงทุนจะต้องนำเงินมาลงทุนประมาณ 1 ใน 7 หรือประมาณ 14.3% ของมูลค่าสินทรัพย์ที่เข้าซื้อทั้งหมด

ขั้นที่สอง ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของโครงการนี้คือ การใช้วิธีการประมูล โดยให้นักลงทุนแข่งขันเสนอราคาซื้อหนี้เสียที่เหมาะสม เพื่อเป็นการป้องกันมิให้ภาครัฐต้องเข้าไปซื้อหนี้เสียเหล่านี้ในราคาที่สูงเกินจริง

ขั้นที่สาม เมื่อตัดสินได้ผู้ชนะการประมูลแล้ว FDIC จะปล่อยเงินกู้แก่นักลงทุนที่ได้ในสัดส่วนการให้กู้ยืมเงินสูงสุด 6 ส่วนต่อเงินทุน 1 ส่วน ดังที่กล่าวในขั้นที่สอง

ขั้นที่สี่ ในส่วนของเงินทุน 1 ส่วนที่เหลือนั้น (หรือประมาณ 14% ของมูลค่าสินทรัพย์) กระทรวงการคลังของสหรัฐจะเข้ามาเป็นผู้ลงทุนร่วมกับภาคเอกชน ฝ่ายละครึ่ง ซึ่งหมายความถึง การซื้อหนี้เสียของภาคเอกชนในครั้งนี้ นักลงทุนจะต้องควักเงินตนเองในการซื้อเพียงแค่ 7% ของมูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมด โดยนักลงทุนหรือภาคเอกชนจะเป็นผู้บริหารสินทรัพย์เหล่านี้ ภายใต้การกำกับดูแลโดย FDIC

แม้นว่าโครงการนี้จะมีจุดเด่นในจากการใช้กลไกตลาด ผ่านวิธีการประมูลในการประเมินมูลค่าหนี้เสียที่สถาบันการเงินถืออยู่ และสามารถเพิ่มการลงทุนของภาคเอกชนได้จากการอุดหนุนการลงทุนโดยภาครัฐ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนของภาคเอกชน แต่กลับมีข้อสังเกตที่ต้องพึงระวังอยู่หลายประการด้วยกัน เช่น

- การอุดหนุนของภาครัฐในสัดส่วนที่สูงเกินไปเช่นนี้ ได้ผลักภาระความเสี่ยงจากการลงทุนเกือบทั้งหมดไปยังประชาชนสหรัฐโดยไม่รู้ตัว ดังที่เห็นได้จากสัดส่วนเงินลงทุนที่มาจากภาคเอกชนโดยตรงมีค่อนข้างน้อยมาก (7%) เมื่อเปรียบเทียบกับสัดส่วนเงินลงทุนที่รัฐบาลสนับสนุน (93%) ซึ่งเงินเหล่านี้มาจากเงินภาษีของประชาชน เมื่อความเสี่ยงของการลงทุนที่เกิดขึ้นกับภาคเอกชนต่ำเกินปกติ นักลงทุนอาจตัดสินใจลงทุนโดยขาดการพิจารณาอย่างรอบคอบ และอาจเป็นการเก็งกำไรในสินทรัพย์แทน ซึ่งหากการลงทุนที่เกิดขึ้นล้มเหลว ผู้ที่แบกรับภาระขาดทุนทั้งเกือบหมดกลับเป็นประชาชนสหรัฐนั่นเอง

- ภายใต้หลักการของโครงการนี้ รัฐอาจต้องเข้าไปอุดหนุนการลงทุนจนมากเกินความจำเป็น โดยหนี้เสียที่มีคุณภาพดีและไม่จำเป็นที่จะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ด้วยนโยบายที่ใจดีมากเช่นนี้ อาจทำให้นักลงทุนขอรับการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐบาลโดยไม่มีความจำเป็น

นอกจากนี้ยังอาจก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น ปัญหา Adverse Selection และปัญหา Moral Hazard ซึ่งขออนุญาตไม่กล่าวถึง ณ ที่นี้

ดังนั้น แม้นว่าโครงการที่นำเสนอในครั้งนี้จะดูดีและสามารถใช้ในการกระตุ้นการลงทุนได้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้ว อาจสร้างปัญหาใหญ่ทั้งต่อเสถียรภาพของระบบการคลังและระบบเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งหากหน่วยงานหรือภาครัฐของไทยสนใจที่จะนำแนวทางของโครงการนี้มาใช้ ก็จำเป็นที่จะต้องศึกษาและพิจารณาอย่างรอบคอบถึงปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาต่อประเทศในระยะยาว

*"แผนการกอบกู้เศรษฐกิจครั้งใหม่ของสหรัฐอเมริกา" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 1 เม.ย. 2552

Wednesday, March 4, 2009

ผลทวีคูณของการใช้จ่ายภาครัฐ (Multiplier effect of government spending)*

รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ใช้นโยบายการคลังเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว ทั้งการแจกเงิน 2,000 บาท (ซึ่งเป็นการโอนรายได้จากภาครัฐกลับไปสู่ภาคประชาชนโดยตรง) การลดภาษีสำหรับการซื้อบ้าน การเพิ่มรายจ่ายภาครัฐ รวมถึงการกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

เมื่อพิจารณาถึงมาตรการที่ได้ออกมาพบว่า ส่วนหนึ่งมีวัตถุประสงค์สำคัญที่จะเพิ่มอุปสงค์ (Demand) หรือความต้องการบริโภคสินค้า เพื่อกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งวัดโดยผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) โดยมีสมมติฐานที่สำคัญคือ เงินที่ภาครัฐใช้จ่ายจะเปลี่ยนเป็นรายได้ของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นผู้ขายสินค้าหรือบริการที่ภาครัฐเข้าไปซื้อ เมื่อคนกลุ่มนี้ได้รับเงินจากการใช้จ่ายของภาครัฐ จะนำเงินไปใช้จ่ายต่อในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนหรือเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และทำให้ภาคเศรษฐกิจขยายตัว

หากการขยายตัวของภาคทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น มีมูลค่ามากกว่าเงินที่ภาครัฐใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในตอนแรก ในกรณีนี้จะเป็นไปตามสมมติฐานที่ภาครัฐตั้งไว้ ที่การเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้เมื่อนำผลผลิตมวลรวมที่เพิ่มขึ้นมาหารด้วยรายจ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นในตอนแรก สัดส่วนที่ได้เรียกว่า “ผลทวีคูณของการใช้จ่ายภาครัฐ” หรือ “Multiplier effect of government spending”

การศึกษาถึงผลทวีคูณของการใช้จ่ายภาครัฐ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดนโยบายในแต่ประเทศ ในกรณีที่ผลทวีคูณของประเทศที่ทำการศึกษามีค่ามากกว่าหนึ่ง สมมติว่ามีค่าเท่ากับสอง ย่อมชี้ให้เห็นว่า การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของภาครัฐ 1 บาท กระตุ้นให้ผู้คนหันมาบริโภคสินค้าและบริการกันมากขึ้น (Crowding-in effect) ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 2 บาท ซึ่งมากกว่าเงินที่ภาครัฐใช้จ่ายในตอนแรก

ในทางกลับกัน หากผลทวีคูณที่พบมีค่าน้อยกว่าหนึ่ง สมมติว่ามีค่าเป็นศูนย์ ย่อมหมายถึง เงินที่ภาครัฐใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 1 บาทนั้น มีผลให้เกิดการหักล้างหรือลดการใช้จ่ายของภาคเอกชนหรือผู้บริโภค (Crowding-out effect) ซึ่งในกรณีนี้ การใช้จ่ายของภาครัฐนอกจากจะไม่สามารถกระตุ้นระบบเศรษกิจ แต่ซ้ำร้ายไปแทนที่การบริโภคภายในประเทศ ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ ปกติแล้วการใช้จ่ายของภาครัฐ ถือว่ามีประสิทธิภาพน้อยกว่าการใช้จ่ายของภาคเอกชน

ศาสตราจารย์ โรเบิรต์ แบรโร (Robert J. Barro) นักเศรษฐศาสตร์มหภาคที่มีชื่อเสียง และเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย Harvard ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาถึงผลทวีคูณ (Multiplier effect) ของการใช้จ่ายของภาครัฐที่มีต่อระบบเศรษฐกิจสหรัฐ ผลการศึกษาที่ได้พบว่า ในภาวะปกติ (ในช่วงที่ประเทศไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม) การใช้จ่ายของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นนั้นไม่มีผลกระทบใดๆ ที่มีนัยสำคัญทางสถิติต่อระบบเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งวัดโดยผลผลิตมวลรวมภายในประเทศเลยแม้แต่น้อย นั่นคือผลทวีคูณที่พบมีค่าไม่แตกต่างจากศูนย์นั่นเอง ผลที่ได้จากการศึกษาชี้ว่าการใช้จ่ายของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นมานั้น แท้จริงแล้วมีผลให้เกิดการหักล้างการใช้จ่ายของภาคเอกชนที่ควรจะเกิดขึ้น

แต่นั่นแหละครับ คงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ ที่ผลการศึกษาของนักวิชาการที่มีชื่อเสียงท่านนี้ กลับไม่นิยมถูกอ้างอิง หรือถูกละเลยไป เพราะผลจากการศึกษาที่ได้คงไม่ถูกใจใครหลายๆ ท่าน โดยเฉพาะกับผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนเหล่านั้นที่เชื่อว่า นโยบายการคลัง โดยเฉพาะการเพิ่มการใช้จ่ายของภาครัฐ สามารถกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้

แม้ว่าผลของการศึกษาที่พบ จะไม่ชี้ว่าการใช้จ่ายของภาครัฐสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้จริง แต่ทั้งนี้มิได้หมายถึง นโยบายการคลัง (โดยเฉพาะในส่วนการใช้จ่ายของภาครัฐ) จะไม่มีความสำคัญ การใช้จ่ายของภาครัฐยังถือว่ามีความจำเป็น โดยเฉพาะกับโครงการที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองโดยปกติ แต่หลักเกณฑ์ในการพิจารณาจะต้องขึ้นกับความคุ้มค่าของโครงการเป็นหลัก หากโครงการใดเมื่อพิจารณาแล้วคุ้มค่า และสังคมได้รับประโยชน์มากกกว่าเงินที่ภาครัฐต้องจ่ายไป โครงการเหล่านี้ควรได้รับการสนับสนุนให้เกิดขึ้นอย่างเต็ม แต่ไม่ใช่ด้วยเหตุผลของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

สิ่งที่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ควรกลับมาทบทวนอย่างจริงจังกับการออกนโยบายที่ผ่านมา รวมถึงที่กำลังจะออกต่อไปในอนาคต รัฐบาลควรเปลี่ยนจากการดำเนินนโยบายหรือมาตรการที่มุ่งเน้นการเพิ่มอุปสงค์ในระยะสั้น มาเป็นนโยบายที่สร้างแรงจูงใจให้ผู้คนและภาคธุรกิจเกิดความต้องการทำงานหรือลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเพิ่มอุปทาน (Supply) ของตลาดได้ในระยะยาว เช่น การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือการลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลง หรือแม้นกระทั้ง การอนุญาตให้ภาคธุรกิจสามารถหักค่าเสื่อมจากการลงทุนได้มากขึ้นและเร็วขึ้น เป็นต้น มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงจูงใจให้ภาคธุรกิจเกิดการลงทุนและจ้างงานเพิ่มขึ้น แต่ที่สำคัญยังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยได้ในระยะยาว

*"ผลทวีคูณของการใช้จ่ายภาครัฐ" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 4 มี.ค. 2552

Wednesday, February 4, 2009

นโยบายการคลัง กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือ?*

ภายในเวลาไม่ถึงเดือนที่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารประเทศ เราได้เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาแล้วถึง 2 ชุดใหญ่ ในวันที่ 13 ม.ค.2552 รัฐบาลได้อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 18 มาตรการ โดยเพิ่มงบประมาณกลางปี 115,000 ล้านบาท และถัดมาเพียง 1 สัปดาห์ ในวันที่ 20 ม.ค.2552 รัฐบาลอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง 7 มาตรการ ซึ่งจะทำให้รัฐสูญเสียเงินเพิ่มขึ้นอีก 40,000 ล้านบาท รวมกันแล้วงบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจในรอบนี้สูงถึงประมาณ 155,000 ล้านบาท เลยทีเดียว

นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ เป็นการใช้นโยบายการคลังของภาครัฐ ที่มีทั้งมาตรการเพิ่มรายจ่ายภาครัฐ และใช้มาตรการภาษี โดยมีจุดมุ่งหมายในการให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการบริโภคภายในประเทศ หรือที่เรียกว่า Fiscal Stimulus แต่คำถามที่เกิดขึ้นคือ นโยบายการคลังที่ใช้ กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือ?

แนวคิดหรือทฤษฎีของการใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจมีมาตั้งแต่อดีต นายจอห์น เมยนาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) ได้เขียนหนังสือ The General Theory of Employment, Interest, and Money ในปี ค.ศ. 1936 ในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐเกิดการถดถอยอย่างรุนแรง ซึ่งเรียกกันภายหลังว่า The Great Depression โดย นายจอห์น เมยนาร์ด เคนส์ ชี้ว่า ในช่วงเศรษฐกิจถดถอยที่ความต้องการบริโภคสินค้าโดยรวมลดลง ผู้คนลดการบริโภคและเก็บเงินมากขึ้น ผู้ผลิตเองก็จำเป็นต้องลดการลงทุนและการผลิตสินค้าลง เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจเดินต่อไปได้ รัฐบาลต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการเพิ่มความต้องการบริโภคสินค้าที่ขาดหายไปในตลาด ซึ่งเคนส์ได้แนะนำให้รัฐบาลใช้วิธีการเพิ่มรายจ่าย หรือแม้กระทั่งการลดภาษี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

แต่ทั้งนี้ ทฤษฎีของเคนส์กลับไม่สามารถผ่านด่านทดสอบที่สำคัญไปได้ ในช่วงปี ค.ศ. 1973 สหรัฐอเมริกาประสบปัญหาวิกฤติการณ์น้ำมันอย่างรุนแรง ในเวลานั้นเศรษฐกิจสหรัฐได้เข้าสู่สภาวะถดถอย พร้อมกับปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง หรือที่เรียกว่า Stagflation ปรากฏการณ์ที่ไปด้วยกันระหว่างปัญหาเงินเฟ้อและปัญหาเศรษฐกิจถดถอย ไม่สามารถอธิบายได้โดยทฤษฎีของเคนส์ นอกจากนี้การแก้ปัญหาโดยใช้นโยบายการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะยิ่งเพิ่มปัญหาเงินเฟ้อให้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

แนวคิดหรือทฤษฎีของเคนส์จึงถูกวิพากย์วิจารณ์อย่างหนัก ถึงความล้มเหลว ในขณะเดียวกัน กลุ่มเศรษฐศาสตร์สำนักการเงิน (Monetarist School) ที่นำโดย Milton Friedman และกลุ่มเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิกใหม่ (New Classical Economics) ที่นำโดย นาย Robert E. Lucas ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการอธิบายปรากฎการณ์เศรษฐกิจมหภาคที่เกิดขึ้น และเข้ามาแทนทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิมของเคนส์

เศรษฐศาสตร์จึงไม่ใช่ศาสตร์ที่ตายแล้วหรือหยุดนิ่งอยู่กับที่ เมื่อเวลาผ่านไปก็จะมีทฤษฎีใหม่ที่สามารถใช้อธิบายปรากฎการณ์เศรษฐกิจต่างๆ ที่ทฤษฎีเก่าไม่สามารถอธิบายได้เกิดขึ้นเสมอ ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์มหภาคในปัจจุบันได้ถูกพัฒนาจนไกลมากจากทฤษฎีดั้งเดิมที่เคนส์ได้นำเสนอ แต่น่าแปลกใจที่ทุกครั้งเมื่อมีปัญหาเศรษฐกิจเกิดขึ้น รัฐบาล (ไม่เพียงเฉพาะประเทศไทย) กลับยึดแนวคิดหรือทฤษฎีดั้งเดิมของเคนส์ที่เชื่อว่า มาตรการการคลังสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ทั้งๆ ที่ได้มีการพิสูจน์ในเชิงวิชาการมาแล้วถึงความล้มเหลวหลายครั้งหลายคราว ซึ่งท่านนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตท่านเป็นอาจารย์สอนเศรษฐศาสตร์ คงทราบในเรื่องนี้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว

แม้นว่าการใช้นโยบายการคลัง จะถูกคาดหวังจากรัฐบาลและจากสังคมว่า สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สังคมจำเป็นต้องระลึกเสมอว่า ในเวลาที่การเมืองยังขาดเสถียรภาพ อายุของรัฐบาลอาจไม่ยืนยาวนัก มาตรการต่างๆที่ออกมานั้น รัฐบาลในปัจจุบันคงไม่ทันอยู่รับผิดชอบต่อผลจากมาตรการที่ได้ทำไว้ การขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้น สุดท้ายก็ต้องมีผู้จ่าย ซึ่งคงหนีไม่พ้นบรรดาประชาชน ตาดำๆ ที่ยังมีลมหายใจอยู่ในประเทศนี้

การขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลอาจใช้การขายพันธบัตรเพื่อกู้ยืมเงินภายในหรือภายนอกประเทศ เพื่อยืมเงินในอนาคตมาใช้ก่อน แต่สุดท้ายเมื่อถึงเวลาก็ต้องชำระเงินคืนแก่เจ้าหนี้ รัฐบาลไม่ได้มีหนทางมากนักในการหารายได้เพิ่ม ท้ายที่สุดก็อาจกลับมาใช้วิธีการเพิ่มภาษีในอนาคต หรือหากไม่มีแหล่งเงินให้กู้ยืม ก็อาจจำเป็นต้องพิมพ์เงินขึ้นมาชำระหนี้ ซึ่งวิธีหลังจะส่งผลให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อรุนแรง เราคงไม่อยากเห็นประเทศไทยเป็นเหมือนกับประเทศซิมบับเวในเวลานี้ที่อัตราเงินเฟ้อสูงถึง 231 ล้านเปอร์เซ็นต์

ในวันนี้ ประชาชนบางท่านอาจดีใจที่ได้รับเงินพิเศษหรือเงินให้เปล่า ที่เรียกว่า Helicopter Money หรือ แม้นกระทั่งได้รับบริการต่างๆ จากภาครัฐเพิ่มขึ้น แต่หากในอนาคต ประชาชนจะต้องถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เพื่อมาจ่ายคืนแก่เงินหรืองบประมาณที่รัฐบาลได้ใช้ในครั้งนี้ เราคงต้องกลับมาถามตัวเองว่า เงินที่ได้เพิ่มมาในวันนี้ จะทำให้ท่านใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจนเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตามที่รัฐบาลคาดหวังหรือไม่ ตรงนี้คงเป็นคำตอบสำหรับคำถามที่ว่า “นโยบายการคลัง กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือ?”

*"นโยบายการคลัง กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือ?" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 4 ก.พ. 2552

Wednesday, January 7, 2009

ฤาสหรัฐอเมริกากำลังติดกับดักสภาพคล่อง? (Liquidity trap in the U.S.?)*

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2551 ที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ประกาศปรับลดเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (Fed funds rate) ลงจากเดิมที่ 1.00 % เหลือ 0.25 % และปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน (Discount rate) ลงจากเดิมที่ 1.25 % เหลือ 0.50 % การปรับลดอัตราดอกเบี้ยโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ ลงจนเกือบเป็น 0% ในครั้งนี้ ได้มีนักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์หลายท่านได้นำไปเปรียบเทียบกับวิกฤติการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1990 ถึง ค.ศ. 2005 โดยครั้งนั้นธนาคารกลางญี่ปุ่น ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0% เพื่อมุ่งหวังที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจถดถอยที่ยืดเยื้อและยาวนาน แต่กลับไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร

นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มหนึ่ง รวมถึง นายพอล ครุกแมน (Paul Krugman) นักเศรษฐศาสตร์ชาวสหรัฐฯ ผู้ได้รับรางวัลโนเบิลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีที่ผ่านมา ได้วิเคราะห์ปัญหาวิกฤติการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นว่า เป็นปัญหากับดักสภาพคล่อง (Liquidity trap)

สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ที่ได้พูดถึงปัญหากับดักสภาพคล่องเป็นท่านแรกๆ ได้แก่ นาย จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) ซึ่งได้กล่าวถึงปัญหานี้ไว้ว่า เกิดจากการมีเงินออมส่วนเกิน (Excess saving) เกิดขึ้นในระบบ โดยในภาวะปกติ เงินออมที่เก็บสะสมไว้ ธนาคารจะนำมาปล่อยกู้ หรือที่เรียกว่า เงินลงทุน โดยทำงานผ่านกลไกของอัตราดอกเบี้ยในการปรับเข้าหาจุดสมดุล หรือจุดดุลยภาพ ซึ่ง ณ จุดนั้น ปริมาณเงินออมจะเท่ากับปริมาณเงินลงทุน ตัวอย่างเช่น ในภาวะที่มีเงินออมส่วนเกินเกิดขึ้น อัตราดอกเบี้ยจะถูกปรับลง เพื่อกระตุ้นให้เกิดความต้องการกู้ยืมเงินไปลงทุนมากขึ้น ในที่สุดปริมาณเงินออมก็จะกลับมาเท่ากับปริมาณเงินลงทุน

สาเหตุที่อาจทำให้ความต้องการเงินลงทุนมีน้อยกว่าปริมาณเงินออมในระบบ ได้แก่ ความไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจของนักลงทุน ที่ทำให้นักลงทุนไม่กล้าลงทุนในโครงการต่างๆ แม้นว่าอัตราดอกเบี้ยจะต่ำเป็นศูนย์แล้วก็ตาม เพราะผลตอบแทนจากการลงทุนอาจติดลบก็เป็นได้ และที่สำคัญเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเกือบเป็นศูนย์แล้ว การปรับเข้าสู่จุดดุลยภาพผ่านการลดอัตราดอกเบี้ยก็ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ จึงทำให้เกิดเงินออมส่วนเกิน หรือสภาพคล่องคงเหลือเกิดขึ้น และถูกเรียกว่ากับดักสภาพคล่อง

นาย จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ได้อธิบายว่า หากแม้นว่ากลไกอัตราดอกเบี้ยไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ แต่จุดดุลยภาพยังเกิดขึ้นได้ผ่านภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซี่งทำให้รายได้ของคนในประเทศลดลง และส่งผลให้เงินออมในระบบลดลงด้วย สุดท้ายเงินออมก็จะกลับมาเท่ากับเงินลงทุนอีกครั้ง

แต่การที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยลงจนเกือบเป็น 0% แล้วในครั้งนี้ มิได้หมายความว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ทิ้งไพ่ตายใบสุดท้ายออกไปแล้ว หรือใช้นโยบายทางการเงินอย่างถึงที่สุด ตามที่หลายท่านเข้าใจ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาจนเกือบเป็น 0% เป็นเพียงอัตราดอกเบี้ยที่เป็นตัวเงิน (Nominal interest rate) เท่านั้น แต่ไม่ใช้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real interest rate) เพราะอัตราดอกเบี้ยที่เป็นตัวเงิน จะเท่ากับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง บวกด้วยอัตราเงินเฟ้อ (หรือ Nominal interest rate = Real interest rate + Inflation) หากมีการคาดการณ์ถึงการถดถอยลดลงของราคาสินทรัพย์ และทำให้เกิดการคาดการณ์ที่อัตราเงินเฟ้อติดลบ แม้นว่าอัตราดอกเบี้ยที่เป็นตัวเงินจะเป็นศูนย์ แต่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังมีค่าเป็นบวกได้

นายพอล ครุกแมน ได้กล่าวหลายครั้งหลายคราว ถึงปัญหากับดักสภาพคล่องที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น (รวมทั้งที่กำลังเกิดขึ้นในสหรัฐฯ) ว่าเกิดจากการใช้นโยบายการเงินที่ไม่พอเพียง แม้นว่าอัตราดอกเบี้ยจะเป็นศูนย์แล้วก็ตาม สำหรับวิธีการแก้ไขปัญหา นายพอล ครุกแมนได้แนะนำว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่นควรกำหนดนโยบายทางการเงินแบบผ่อนปรนที่มีความต่อเนื่องในระยะยาว ที่สำคัญต้องทำให้นักลงทุนเชื่อว่าภาวะเงินเฟ้อกำลังจะเกิดขึ้นจริง ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงนั้นมีค่าติดลบ และจูงใจให้เกิดการลงทุนขึ้นได้

ข้อคิดเห็นดังกล่าวของนายพอล ครุกแมน สอดคล้องกับข้อคิดเห็นของนายโรเบิรต์ อี ลูคัส จูเนียร์ (Robert E. Lucas, Jr.) นักเศรษฐศาสตร์ชาวสหรัฐอีกท่านหนึ่ง ที่ได้รับรางวัลโนเบิลทางเศรษฐศาสตร์ในปี ค.ศ. 1995 ซึ่งกล่าวแสดงความชื่นชมต่อการใช้นโยบายทางการเงินที่ผ่านมาของนายเบน เบอร์นันเก (Ben Bernanke) ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ผ่านทางหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal ในวันที่ 23 ธันวาคม 2551 และยังแสดงข้อคิดเห็นว่า แม้นว่าปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยจะเกือบเป็นศูนย์แล้ว ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังสามารถใช้นโยบายผ่อนปรนทางการเงินได้ โดยการเข้าไปซื้อ-ขายตราสารหนี้ พันธบัตร หุ้นกู้จากภาคเอกชนโดยตรง เป็นต้น

การทำงานที่ผ่านมาของนายเบน เบอร์นันเก ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า นโยบายทางการเงินเป็นเครื่องมือหลักของสหรัฐฯ ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ซึ่งในระยะเวลาอันใกล้ เราคงคาดหวังได้ที่จะเห็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ผู้นี้ ดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนปรนที่มีความเข้มข้นต่อไป ผ่านเครื่องมือทางการเงิน หรือนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ อย่างแน่นอน

*"ฤาอเมริกากำลังติดกับดักสภาพคล่อง?" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 7 ม.ค. 2552

Thursday, December 4, 2008

ปัญหาการเลือกที่ผิด กับอนาคตตลาดการเมืองไทย*

ปัญหาการเลือกที่ผิด หรือ Adverse selection problem เป็นปัญหาหนึ่งที่สำคัญทางเศรษฐศาสตร์ ที่เกิดจากความไม่เท่าเทียมของข้อมูลข่าวสาร (Asymmetric information) ระหว่างกัน ตัวอย่างที่นิยมถูกนำมาใช้ในการแสดงถึงปัญหาการเลือกที่ผิด ได้แก่ ตลาดซื้อขายรถมือสอง ตลาดประกันภัย เป็นต้น

เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น ผมขอยกตัวอย่างปัญหาการเลือกที่ผิดในตลาดซื้อขายรถมือสอง หรือ the market for lemons (ในที่นี้ lemon cars มีความหมายถึงรถที่มีคุณภาพไม่ดี) ซึ่งมีนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังในเรื่องของความไม่เท่าเทียมกันของข้อมูลคือท่าน George A. Akerlof เป็นผู้เขียนวิเคราะห์ไว้ในปี ค.ศ. 1970

ปกติแล้วในตลาดซื้อขายรถมืองสอง จะมีผู้ขายรถที่มีคุณภาพดีและรถที่มีคุณภาพไม่ดีอยู่ด้วยกัน โดยผู้ขายรถจะเป็นผู้ที่มีข้อมูลที่แท้จริงของรถคันนั้นว่า เป็นรถที่มีคุณภาพดีหรือไม่ หากเป็นรถที่มีคุณภาพไม่ดี ผู้ขายก็จะพยายามปกปิดข้อมูลเหล่านี้ไม่ให้ผู้ซื้อรู้ เพื่อที่จะสามารถขายรถได้ในราคาที่สูง ดังนั้นผู้ซื้อไม่สามารถทราบได้เลยจากผู้ขายว่า รถคันนั้นมีคุณภาพอย่างไร กว่าจะรู้ว่ารถดีหรือไม่ดี คงต้องรอจนกว่าจะตัดสินใจซื้อไปแล้ว หากซื้อแล้วได้รถดีก็ดีไป แต่ถ้าซื้อแล้วได้รถไม่ดีก็คงแย่

ผู้ซื้อจึงต้องเผชิญกับความเสี่ยงของการซื้อรถที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งความเสี่ยงนี้เกิดจากความไม่เท่าเทียมกันของข้อมูลข่าวสารระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เมื่อมีความเสี่ยงที่ผู้ซื้อรถต้องเผชิญเกิดขึ้น ผู้ซื้อรถจึงจำเป็นที่จะต้องให้ราคาซื้อ ภายใต้ความเสี่ยงที่อาจเป็นได้ เช่น หากรถมีคุณภาพดี รถคันนั้นอาจมีมูลค่าถึง 100,000 บาท แต่ถ้าหากเป็นรถที่มีคุณภาพไม่ดี รถอาจมีมูลค่าเหลือเพียง 40,000 บาท แต่เนื่องจากผู้ซื้อรถไม่ทราบว่ารถที่จะซื้อเป็นรถดีหรือไม่ สมมติว่ามีโอกาส 50-50 ว่าจะเป็นรถที่มีคุณภาพดีหรือคุณภาพไม่ดี ผู้ซื้อรถอาจเสนอซื้อรถคันนั้นในราคาเพียง 60,000 บาท (ราคาที่อยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างราคารถคุณภาพดีกับรถคุณภาพไม่ดี)

ราคาที่เสนอซื้อเป็นเช่นนี้ ผู้ขายรถที่มีคุณภาพดีก็ย่อมไม่อยากขายในราคาดังกล่าว เพราะเขาทราบดีว่ามูลค่ารถที่แท้จริงควรอยู่สูงกว่าราคาที่เสนอซื้อนั้น แต่ในทางกลับกัน สำหรับผู้ขายรถที่คุณภาพไม่ดี เมื่อราคาที่เสนอซื้อสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง ผู้ขายย่อมยินดีที่จะขายรถของตน ดังนั้นจะสังเกตได้ว่า ภายใต้ลักษณะของตลาดที่ข้อมูลข่าวสารมีความไม่เท่าเทียมกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย สุดท้ายก็จะเหลือแต่รถคุณภาพไม่ดีเท่านั้นที่รอถูกขายอยู่ในตลาด

หากลองนำหลักการข้างต้นของปัญหาการเลือกที่ผิด มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ถึงอนาคตของตลาดการเมืองไทยก็สามารถทำได้ ตลาดการเมืองไทยประกอบไปด้วยผู้ซื้อและผู้ขาย โดยผู้ขายหรือนักการเมือง (เช่นเดียวกันกับผู้ขายรถมือสองในตัวอย่างข้างต้น) เป็นผู้เสนอตัวเข้ามาทำงานเพื่อประเทศ ซึ่งนักการเมืองก็มีทั้งนักการเมืองน้ำดี (ผู้ขายรถที่มีคุณภาพดี) กับนักการเมืองน้ำไม่ดี (ผู้ขายรถที่มีคุณภาพไม่ดี) อยู่ในตลาด สำหรับผู้ซื้อในตลาดนี้ก็คือ ประชาชน ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ซึ่งทำหน้าที่ตัดสินเลือกนักการเมืองเข้ามา

สถานการณ์ทางการเมืองไทยที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ไม่ว่าสุดท้ายจะลงเอยในลักษณะไหน (รัฐประหาร รัฐบาลลาออก ยุบสภา หรืออื่นๆ) เราสามารถคาดการณ์ แบบฟันธง หรือ แบบ confirm ไปเลยว่า ปัญหาการเมืองไทยคงยังไม่จบสิ้น ตราบที่ผู้คนในสังคมไทย ยังแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเช่นนี้ ดังนั้นโอกาสที่รัฐบาลปัจจุบัน หรือรัฐบาลใหม่ ไม่ว่าจะมาจากไหน จะสามารถอยู่บริหารประเทศอย่างได้ต่อเนื่องคงไม่ใช่เรื่องง่าย

ภายใต้ความเสี่ยงทางการเมืองที่สูง สังคม (หรือผู้ซื้อรถ) มองนักการเมืองในมุมลบ และให้มูลค่าต่ำ (เนื่องจากไม่สามารถแยกแยะได้ว่าใครดี ใครไม่ดี และต่างรู้สึกเบื่อหน่าย หมดหวังกับการเมืองไทย) นักการเมืองน้ำดี ผู้มีต้นทุนทางสังคมสูง ก็คงไม่อยากอยู่ในตลาดการเมืองนี้ และคงทะยอยเดินออกไปจากตลาด ในขณะที่นักการเมืองน้ำดีที่ยังอยู่นอกตลาด ก็ยิ่งไม่อยากเข้ามาแปะเปื้อน

สุดท้ายอนาคตของตลาดการเมืองไทย อาจไม่เหลือนักการเมืองน้ำดี ที่สังคมสามารถฝากความหวังให้เลือกมากนัก จะเหลือเพียงแต่นักการเมืองน้ำไม่ดี ที่คิดแต่ประโยชน์ตนเอง ไม่มีต้นทุนทางสังคม ตกตะกรัน เกาะก้นเป็นตะกอนหนักเท่านั้น

แต่ไม่แน่ครับ หากถึงวันที่ตลาดการเมืองไทยเหลือแต่เพียงนักการเมืองน้ำไม่ดี และบรรดาพวกตะกอนหนักจริงๆ วันนั้นสังคมไทยคงไม่สามารถยอมรับตลาดแบบนี้ได้ วันนั้นอาจมีผู้กล้า ที่จะเข้ามาเทน้ำเน่าเสียและพวกตะกอนหนักที่เหลืออยู่เหล่านี้ทิ้งไป เพื่อประเทศไทยจะได้มีโอกาสตักน้ำใหม่ขึ้นมาก็เป็นได้

* "ปัญหาการเลือกที่ผิด กับอนาคตตลาดการเมืองไทย" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 3 ธ.ค. 2551