สภาวะโลกร้อนนับเป็นปัญหาสำคัญที่โลกกำลังเผชิญอยู่ และได้รับการพูดถึงอย่างมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผู้เขียนพึ่งมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์กึ่งสารคดีเรื่อง An Inconvenient Truth ที่ออกมาเมื่อปีที่แล้ว โดยมีอดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ นาย อัล กอร์ (Al Gore) เป็นผู้นำเสนอเรื่องราวสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น ในความคิดของผู้เขียนแล้ว สารคดีเรื่องนี้เป็นสารคดีที่มีประโยชน์และคุ้มค่าต่อการชมเป็นอย่างมาก และอยากแนะนำให้ผู้อ่านได้หามาชมกันครับ
นาย อัล กอร์ ผู้อ่านส่วนใหญ่คงจำกันได้ว่า เขาผู้นี้เป็นผู้อาภัพโชคในการชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐกับ George W. Bush แต่ถึงกระนั้น ด้วยสปริตที่สูงส่งของนักการเมืองสหรัฐผู้นี้ ทำให้เขายอมรับผลการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยข้อสงสัยต่างๆและไม่เป็นธรรมต่อคนสหรัฐสักเท่าไหร่นัก ภายหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป นาย อัล กอร์ ได้หันกลับมาทำงานรณรงค์ในเรื่องปัญหาสภาวะโลกร้อน ให้โลกหันมาให้ความสนใจและหาแนวทางการแก้ไขอย่างจริงจัง ทั้งภายในประเทศสหรัฐเองและประเทศอื่นๆทั่วโลก
ผู้เขียนได้ลองค้นหาคำว่า Global warming ในอินเทอร์เน็ด และพบว่ามีเว็ปไซด์ที่เกี่ยวข้องถึงกว่า 78.3 ล้านเว็ป แต่เมื่อลองดูว่ามีจำนวนเว็ปไซด์ที่เกิดขึ้นภายในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา หรือนับตั้งแต่สารคดีเรื่อง An Inconvenient Truth ได้ออกมาในปีที่แล้ว พบว่ามีมากถึง 44.5 ล้านเว็ปไซด์ หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 56 ของเว็ปไซด์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่อาจจะปฎิเสธได้ว่านาย อัล กอร์ และสารคดีดังกล่าว มีส่วนสำคัญที่ทำให้โลกตื่นขึ้นมาและหันมาสนใจปัญหาโลกร้อนกันมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา
สำหรับบทความวันนี้ ผู้เขียนขอเริ่มต้นจากการเกริ่นนำถึงที่มาของสภาวะโลกร้อนก่อน สภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นเมื่อคลื่นพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ตกกระทบบนพื้นผิวโลก ซึ่งโดยปกติแล้วคลื่นความร้อนส่วนใหญ่จะไม่ได้ถูกดูดซับไว้บนพื้นโลกไปนี้ แต่คลื่นความร้อนจะถูกสะท้อนกลับออกไปยังนอกบรรยากาศโลก ซึ่งถ้าหากคลื่นความร้อนถูกสะท้อนกลับออกไปนอกโลกทั้งหมด ก็คงไม่ใช่สิ่งดี เพราะโลกคงมีสภาพไม่ต่างจากธารน้ำแข็งที่หนาวเย็นและยากต่อการดำรงชีวิตอยู่ได้
เพื่อให้โลกสามารถสะสมความร้อนที่ตกลงมาได้บางส่วน ที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตอยู่ได้ โลกจึงได้สร้างกลไกทางธรรมชาติไว้คือ กลุ่มแก๊สเรือนกระจก (Greenhouse gas) ซึ่งหนึ่งในแก๊สเรือนกระจกที่สำคัญคือ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่ส่วนหนึ่งเกิดจากการเผาพลาญเชิงเพลิงของมนุษย์ ทั้งนี้กลุ่มแก๊สเรือนกระจก (Greenhouse gas) จะก่อให้เกิดปรากฎการณ์เรือนกระจก (Greenhouse effect) ที่ช่วยกั้นความร้อนที่สะท้อนจากพื้นผิวโลกไม่ให้สะท้อนกลับออกไปนอกบรรยากาศโลกทั้งหมด และช่วยสะสมพลังงานความร้อนไว้ หากเปรียบแล้วเรือนกระจกที่เกิดขึ้นเปรียบเสมือนกับผ้าห่มที่ห่อหุ้มและให้ความอบอุ่นแก่ผิวโลก ซึ่งหากกลุ่มแก๊สเรือนกระจกอยู่ในระดับที่เหมาะสม โลกก็จะมีสภาวะอากาศเหมาะสมแก่การดำรงอาศัยของสิ่งมีชีวิต ตัวอย่างเช่น หากปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีอยู่บนชั้นบรรยากาศโลกอยู่ในระดับ 380 ppm (parts per million) อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกจะอยู่ที่ 15 C แต่ถ้าปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ในระดับที่สูงขึ้น อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกก็จะปรับสูงขึ้นตาม
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้คือ ในช่วงไม่กี่สิบที่ผ่านมา โลกภายใต้น้ำมือของมนุษย์ได้กำลังทำให้สมดุลทางธรรมชาติที่เคยดำรงไว้นับล้านปีสูญเสียไป โดยมนุษย์ได้ปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ ออกไปสู่บรรยากาศโลกอย่างมาก จนทำให้กลุ่มแก๊สเรือนกระจกที่อยู่บนชั้นบรรยากาศโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อโลกไม่สามารถระบายหรือสะท้อนคลื่นพลังงานความร้อนที่ได้จากดวงอาทิตย์ออกไปได้ เนื่องจากชั้นเรือนกระจกที่หนาขึ้น ความร้อนจึงถูกดูดซับไว้บนพื้นผิวโลก และส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งตรงนี้เป็นสาเหตให้เกิดสภาวะโลกร้อนขึ้นมาในปัจจุบัน
การที่อุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้น ไม่เพียงจะส่งผลทำให้โลกร้อนขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้สมดุลทางธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นจึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจ ที่เราสังเกตได้ว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์วิปฤติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างมากมาย โดยหากเปรียบเทียบกับจำนวนภัยทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้า 10 ปีที่ผ่านมา เราจะพบว่า โลกในปัจจุบันประสบกับภัยทางธรรมชาติต่างๆ ที่มีจำนวนครั้งที่เกิดและระดับความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์อย่าง Nicholas Stern ได้คาดการณ์ว่าหากแนวโน้มการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ยังดำเนินต่อไปในลักษณะเช่นนี้ คงไม่เกินปี ค.ศ. 2050 ปริมาณของ CO2 จะอยู่ที่ 560 ppm และจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 650 ppm ภายในไม่เกินปี ค.ศ. 2100 โดยอุณหภูมิของโลกจะเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ 5 C และจะส่งผลทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 1 เมตร (จากการละลายของพื้นที่ธารน้ำแข็ง) ทั้งนี้ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น 1 เมตร จะส่งผลอย่างรุนแรงต่อพื้นผิวที่อยู่อาศัยของโลก ซึ่งหลายพื้นที่ในโลกจะถูกน้ำท่วมและจมอยู่ใต้ทะเลในโอกาสถัดไปผู้เขียนจะขอเล่าถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมถึงนโยบายและเครื่องมือที่น่าสนใจทางเศรษฐศาสตร์ ที่น่าจะมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น อย่าลืมติดตามคอลัมน์ “ทันเศรษฐกิจ” ในฉบับทุกวันพฤหัสครับ
* "สภาวะโลกร้อน (Global warming)" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 27 ก.ย. 2550
Thursday, September 27, 2007
Thursday, September 13, 2007
เปรียบเทียบการลงทุนใน ไทย จีน และเวียดนาม*
เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เขียนบทความเรื่อง “อย่าคิดแค่ว่าเวียดนามคือคู่แข่งของไทย” โดยชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่ดีของอุตสาหกรรมไทยที่จะใช้ประโยชน์จากเวียดนามที่มีต้นทุนแรงงานและทรัพยากรบางอย่างที่ถูกกว่า บทความที่ผมได้นำเสนอไป มีความสอดคล้องกับทรรศนะของ นายกิติพงษ์ ณ ระนอง เอกอัครราชฑูตไทย ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม (ในรายงาน “เปิดช่องลงทุนตลาด ‘เวียดนาม’ โอกาสทองที่ไม่ควรมองข้าม” หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 30 ส.ค.- 1 ก.ย. 2550) ที่มองว่า ผู้ประกอบการไทยควรมองออกไปในต่างประเทศ ว่าจะใช้ประโยชน์จากตลาดต่างประเทศ อย่างเช่น เวียดนามได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น จากการที่เวียดนามได้มีการลงและเลิกภาษีศุลกากรภายใต้กรอบของเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) จะเป็นโอกาสที่ดี ที่ทำให้อุตสาหกรรมไทยสามารถเข้าไปในตลาดเวียดนาม รวมถึงโอกาสในการใช้เส้นทาง East-West Corridor ที่เชื่อมระหว่างไทย ลาว จีน และเวียดนาม เพื่อเข้าสู่ตลาดใหญ่ที่สำคัญอย่างจีนอีกด้วย ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นโอกาสที่ดีของอุตสาหกรรมไทยในภูมิภาคนี้ ซึ่งการวางยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมไทยต่อไปข้างหน้าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องวางอย่างถูกต้อง มิใช่มัวแต่เดินกลับหลังไปสู้เรื่องค่าแรงงานถูก ดังที่ได้กล่าวไปในบทความครั้งที่แล้ว
BUSINESS IN ASIA.COM ได้ทำการเปรียบเทียบปัจจัยที่ใช้ในการลงทุนในประเทศไทย จีน และเวียดนาม ว่าแต่ละประเทศ มีความได้เปรียบหรือเสียเปรียบในปัจจัยใดบ้าง ซึ่งผมคิดว่าเป็นข้อมูลที่น่าสนใจทีเดียว เลยขอใช้พื้นที่ตรงนี้ มาสรุปให้ท่านผู้อ่านได้เห็น โดยเฉพาะในส่วนของปัจจัยที่มีความแตกต่างกัน เพื่อที่จะได้ รู้เขา และรู้เรา มากขึ้นกว่าเดิม
ปัจจัยแรกที่สำคัญที่ใช้ในการเลือกประเทศที่จะลงทุนคือ ปัจจัยในการถือครองที่ดิน ประเทศไทยมีความได้เปรียบในส่วนนี้ เนื่องจากเราอนุญาตให้บริษัทต่างชาติ สามารถเข้ามาซื้อที่ดินในการสร้างโรงงานได้ แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศเวียดนาม และจีน อนุญาตให้ถือครองที่ดิน ในลักษณะการเช่าระยะยาว 40-50 ปี แต่ไม่อนุญาตให้ซื้อขาดได้
ปัจจัยถัดมาคือ มาตรการส่งเสริมการลงทุน เช่นเดียวกัน ประเทศไทยค่อนข้างใจดีมาก นักลงทุนมีโอกาสได้รับการยกเว้นทางด้านภาษี ได้นานถึง 8 ปี ในโครงการที่ BOI อนุมัติ นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้รับสิทธิในการลดภาษีลงครึ่งหนึ่งต่ออีก 5 ปี หลังจากช่วงเวลาในการยกเว้นทางด้านภาษีได้จบสิ้นไป
ประเทศจีนให้สิทธิในการยกเว้นภาษีได้ใน 2 ปีแรก และให้สิทธิในการลดภาษีลงครึ่งหนึ่งในอีก 3 ปีถัดมา เท่านั้น ซึ่งค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย
สำหรับเวียดนามที่มีโครงสร้างภาษีค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งโดยปกติ ภาษีเงินได้นิติบุคคลจะอยู่ในอัตราร้อยละ 28 (ยกเว้น ธุรกิจน้ำมันที่อัตราภาษีอยู่ที่ร้อยละ 50) แต่นักลงทุนอาจได้รับสิทธิพิเศษในการลดภาษีเหลือ ร้อยละ 20% 15% หรือ 10% ในช่วงเวลาหนึ่ง สำหรับสิทธิในการยกเว้นภาษีว่าจะเป็นกี่ปีนั้น ขึ้นอยู่กับพื้นที่ๆ ที่เข้าไปลงทุน ซึ่งอาจได้รับการยกเว้นได้นานถึง 8 ปี ในพื้นที่ชนบท ดังนั้นในภาพรวมแล้ว ประเทศไทยให้สิทธิทางด้านภาษีที่ง่ายกว่าและมากกว่าประเทศจีนและเวียดนาม ซึ่งนับว่าเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบ
สำหรับปัจจัยแรงงาน แรงงานไร้ฝีมือ (Unskilled labor) ของไทยมีค่าแรงสูงกว่าทั้งเวียดนามและจีน จึงทำให้ประเทศไทยมีความเสียเปรียบในเรื่องต้นทุนค่าแรงงานอย่างชัดเจน แต่ในส่วนของแรงงานฝีมือ (Skilled labor) เวียดนามมีปัญหามาก เนื่องจากยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถ โดยในส่วนนี้ ประเทศไทยและจีนมีความได้เปรียบเหนือเวียดนามอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ประเทศไทยและจีนยังมีอุตสาหกรรมเชื่อมโยงและสนับสนุนอยู่มากกว่าเวียดนามที่มีข้อจำกัดของอุตสาหกรรมเชื่อมโยงที่มีค่อนข้างน้อย ซึ่งวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตส่วนใหญ่ จึงเป็นวัตถุดิบที่นำเข้ามาจากนอกประเทศ
สำหรับปัจจัยขนาดตลาดภายในประเทศ เป็นที่แน่นอนว่าประเทศจีนมีความได้เปรียบในเรื่องตลาดภายในประเทศที่มีขนาดใหญ่ จากการที่มีประชากรอยู่มากกว่า 1,300 ล้านคน สำหรับเวียดนาม แม้นว่าจำนวนประชากรที่มีกว่า 85 ล้านคน จะมากกว่าไทยที่มีประชากรอยู่ประมาณ 65 ล้านคน แต่เนื่องจากกำลังซื้อของคนเวียดนามยังต่ำกว่าไทยอยู่มาก จึงทำให้ประเทศไทยมีขนาดของตลาดภายในประเทศไทยที่มีกำลังซื้อมากกว่าเวียดนาม
จากการเปรียบเทียบปัจจัยสำคัญต่างๆ ที่ใช้พิจารณาในการลงทุนยังประเทศ ไทย จีน และเวียดนาม พบว่า ในปัจจุบันประเทศไทยยังมีปัจจัยส่วนใหญ่ ที่มีความได้เปรียบเหนือกว่าประเทศเวียดนาม หรือแม้นแต่กระทั้งประเทศจีน แต่สำหรับปัจจัยที่ประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันกับจีนและเวียดนามได้อย่างชัดเจนคือ ค่าจ้างแรงงานไร้ฝีมือ และขนาดตลาดภายในประเทศ ที่จีนมีขนาดตลาดที่ใหญ่กว่าอย่างชัดเจน
สำหรับมาตรการที่ใช้ในการส่งเสริมการลงทุน ประเทศไทยให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีกับนักลงทุน มากกว่าที่ประเทศเวียดนามและจีนให้แก่นักลงทุน ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่ประเทศไทย จะต้องให้สิทธิหรือข้อยกเว้นทางด้านภาษีแก่นักลงทุนมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
สรุปแล้ว การวางยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมไทยให้เดินต่อไปข้างหน้า ควรพิจารณาจากจุดแข็งและจุดอ่อนที่ประเทศไทยมี โดยควรส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบ อย่างเช่น อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานฝีมือเข้มข้น เป็นต้น เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยสามารถเดินก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง และสามารถใช้ประโยชน์จากประเทศที่มีต้นทุนค่าแรงงานไร้ฝืมือถูก อย่างเช่น เวียดนาม และจีนได้นั่นเอง
* "เปรียบเทียบการลงทุนใน ไทย จีน และเวียดนาม" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 13 ก.ย. 2550
ยิ่งไปกว่านั้น จากการที่เวียดนามได้มีการลงและเลิกภาษีศุลกากรภายใต้กรอบของเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) จะเป็นโอกาสที่ดี ที่ทำให้อุตสาหกรรมไทยสามารถเข้าไปในตลาดเวียดนาม รวมถึงโอกาสในการใช้เส้นทาง East-West Corridor ที่เชื่อมระหว่างไทย ลาว จีน และเวียดนาม เพื่อเข้าสู่ตลาดใหญ่ที่สำคัญอย่างจีนอีกด้วย ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นโอกาสที่ดีของอุตสาหกรรมไทยในภูมิภาคนี้ ซึ่งการวางยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมไทยต่อไปข้างหน้าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องวางอย่างถูกต้อง มิใช่มัวแต่เดินกลับหลังไปสู้เรื่องค่าแรงงานถูก ดังที่ได้กล่าวไปในบทความครั้งที่แล้ว
BUSINESS IN ASIA.COM ได้ทำการเปรียบเทียบปัจจัยที่ใช้ในการลงทุนในประเทศไทย จีน และเวียดนาม ว่าแต่ละประเทศ มีความได้เปรียบหรือเสียเปรียบในปัจจัยใดบ้าง ซึ่งผมคิดว่าเป็นข้อมูลที่น่าสนใจทีเดียว เลยขอใช้พื้นที่ตรงนี้ มาสรุปให้ท่านผู้อ่านได้เห็น โดยเฉพาะในส่วนของปัจจัยที่มีความแตกต่างกัน เพื่อที่จะได้ รู้เขา และรู้เรา มากขึ้นกว่าเดิม
ปัจจัยแรกที่สำคัญที่ใช้ในการเลือกประเทศที่จะลงทุนคือ ปัจจัยในการถือครองที่ดิน ประเทศไทยมีความได้เปรียบในส่วนนี้ เนื่องจากเราอนุญาตให้บริษัทต่างชาติ สามารถเข้ามาซื้อที่ดินในการสร้างโรงงานได้ แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศเวียดนาม และจีน อนุญาตให้ถือครองที่ดิน ในลักษณะการเช่าระยะยาว 40-50 ปี แต่ไม่อนุญาตให้ซื้อขาดได้
ปัจจัยถัดมาคือ มาตรการส่งเสริมการลงทุน เช่นเดียวกัน ประเทศไทยค่อนข้างใจดีมาก นักลงทุนมีโอกาสได้รับการยกเว้นทางด้านภาษี ได้นานถึง 8 ปี ในโครงการที่ BOI อนุมัติ นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้รับสิทธิในการลดภาษีลงครึ่งหนึ่งต่ออีก 5 ปี หลังจากช่วงเวลาในการยกเว้นทางด้านภาษีได้จบสิ้นไป
ประเทศจีนให้สิทธิในการยกเว้นภาษีได้ใน 2 ปีแรก และให้สิทธิในการลดภาษีลงครึ่งหนึ่งในอีก 3 ปีถัดมา เท่านั้น ซึ่งค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย
สำหรับเวียดนามที่มีโครงสร้างภาษีค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งโดยปกติ ภาษีเงินได้นิติบุคคลจะอยู่ในอัตราร้อยละ 28 (ยกเว้น ธุรกิจน้ำมันที่อัตราภาษีอยู่ที่ร้อยละ 50) แต่นักลงทุนอาจได้รับสิทธิพิเศษในการลดภาษีเหลือ ร้อยละ 20% 15% หรือ 10% ในช่วงเวลาหนึ่ง สำหรับสิทธิในการยกเว้นภาษีว่าจะเป็นกี่ปีนั้น ขึ้นอยู่กับพื้นที่ๆ ที่เข้าไปลงทุน ซึ่งอาจได้รับการยกเว้นได้นานถึง 8 ปี ในพื้นที่ชนบท ดังนั้นในภาพรวมแล้ว ประเทศไทยให้สิทธิทางด้านภาษีที่ง่ายกว่าและมากกว่าประเทศจีนและเวียดนาม ซึ่งนับว่าเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบ
สำหรับปัจจัยแรงงาน แรงงานไร้ฝีมือ (Unskilled labor) ของไทยมีค่าแรงสูงกว่าทั้งเวียดนามและจีน จึงทำให้ประเทศไทยมีความเสียเปรียบในเรื่องต้นทุนค่าแรงงานอย่างชัดเจน แต่ในส่วนของแรงงานฝีมือ (Skilled labor) เวียดนามมีปัญหามาก เนื่องจากยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถ โดยในส่วนนี้ ประเทศไทยและจีนมีความได้เปรียบเหนือเวียดนามอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ประเทศไทยและจีนยังมีอุตสาหกรรมเชื่อมโยงและสนับสนุนอยู่มากกว่าเวียดนามที่มีข้อจำกัดของอุตสาหกรรมเชื่อมโยงที่มีค่อนข้างน้อย ซึ่งวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตส่วนใหญ่ จึงเป็นวัตถุดิบที่นำเข้ามาจากนอกประเทศ
สำหรับปัจจัยขนาดตลาดภายในประเทศ เป็นที่แน่นอนว่าประเทศจีนมีความได้เปรียบในเรื่องตลาดภายในประเทศที่มีขนาดใหญ่ จากการที่มีประชากรอยู่มากกว่า 1,300 ล้านคน สำหรับเวียดนาม แม้นว่าจำนวนประชากรที่มีกว่า 85 ล้านคน จะมากกว่าไทยที่มีประชากรอยู่ประมาณ 65 ล้านคน แต่เนื่องจากกำลังซื้อของคนเวียดนามยังต่ำกว่าไทยอยู่มาก จึงทำให้ประเทศไทยมีขนาดของตลาดภายในประเทศไทยที่มีกำลังซื้อมากกว่าเวียดนาม
จากการเปรียบเทียบปัจจัยสำคัญต่างๆ ที่ใช้พิจารณาในการลงทุนยังประเทศ ไทย จีน และเวียดนาม พบว่า ในปัจจุบันประเทศไทยยังมีปัจจัยส่วนใหญ่ ที่มีความได้เปรียบเหนือกว่าประเทศเวียดนาม หรือแม้นแต่กระทั้งประเทศจีน แต่สำหรับปัจจัยที่ประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันกับจีนและเวียดนามได้อย่างชัดเจนคือ ค่าจ้างแรงงานไร้ฝีมือ และขนาดตลาดภายในประเทศ ที่จีนมีขนาดตลาดที่ใหญ่กว่าอย่างชัดเจน
สำหรับมาตรการที่ใช้ในการส่งเสริมการลงทุน ประเทศไทยให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีกับนักลงทุน มากกว่าที่ประเทศเวียดนามและจีนให้แก่นักลงทุน ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่ประเทศไทย จะต้องให้สิทธิหรือข้อยกเว้นทางด้านภาษีแก่นักลงทุนมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
สรุปแล้ว การวางยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมไทยให้เดินต่อไปข้างหน้า ควรพิจารณาจากจุดแข็งและจุดอ่อนที่ประเทศไทยมี โดยควรส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบ อย่างเช่น อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานฝีมือเข้มข้น เป็นต้น เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยสามารถเดินก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง และสามารถใช้ประโยชน์จากประเทศที่มีต้นทุนค่าแรงงานไร้ฝืมือถูก อย่างเช่น เวียดนาม และจีนได้นั่นเอง
* "เปรียบเทียบการลงทุนใน ไทย จีน และเวียดนาม" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 13 ก.ย. 2550
Thursday, August 23, 2007
อย่าคิดแค่ว่า เวียดนามคือคู่แข่งของไทย*
หากขับรถไปตามท้องถนน ผู้อ่านอาจเคยสังเกตเห็นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ที่เขียนว่า “เวียดนามเริ่มตั้งไข่เมื่อวาน… วันนี้เขากำลังจะวิ่งแซงเรา” จริงๆแล้วไม่ว่าเป้าหมายของการลงโฆษณาจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ เราคงต้องยอมรับว่า ข้อความดังกล่าวเป็นข้อความที่แสดงถึงความกังวลของคนไทยจำนวนไม่น้อยที่มีต่อภาคอุตสาหกรรมไทย
ความกังวลดังกล่าว ถูกยืนยันด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับโรงงานผลิตรองเท้าขนาดใหญ่ของเท้า เช่น บ.ไทยศิลป์อาคเนย์ อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด หรือ บริษัท ยูเนี่ยนฟุทแวร์ จำกัด ที่เพิ่งปิดกิจการลงไป ยิ่งไปกว่านั้น เหตุการณ์ที่ค่าเงินบาทผันผวนอย่างรุนแรง เม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าและไหลออกอย่างรวดเร็ว ยิ่งตอกย้ำและเพิ่มความกังวลที่มีต่ออุตสาหกรรมไทย ว่าจะสามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นของไทย ที่กำลังประสบปัญหาอย่างรุนแรงในการแข่งขันกับประเทศต่างๆ เช่น ประเทศเวียดนาม ที่มีต้นทุนค่าแรงงานต่ำกว่าประเทศไทยในเวลานี้
จากข้อมูลในปี 2549 ที่ผ่านมาพบว่า เวียดนามได้รับการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั้งสิ้น 10.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2548 ถึงร้อยละ 92.5 ในขณะเดียวกันประเทศไทยได้รับการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศทั้งสิ้น 9.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 26 ซึ่งนับว่าเป็นปีแรก ที่เม็ดเงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศไปยังเวียดนามมีมากกว่าประเทศไทย แต่ทั้งนี้ หากมองให้ดีแล้ว แม้ว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนทางตรงไปยังเวียดนามเป็นจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันเม็ดเงินลงทุนที่มายังประเทศไทยก็ยังมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้ลดน้อยลงจากเดิมแต่อย่างใด
จากข้อมูลและเหตุการณ์ต่างๆ ที่กล่าวไว้ข้างต้น ทำให้เกิดความเชื่อว่า เวียดนามในปัจจุบันคือคู่แข่งของไทยไปแล้ว ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า ประเทศไทยควรเป็นกังวลจริงๆหรือไม่กับการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของประเทศเวียดนาม รวมถึงแนวทางที่อุตสาหกรรมไทยจะใช้ในการปรับตัวควรเป็นอย่างไร
ภายใต้โลกาภิวัฒน์ (Globalization) ที่พรมแดนระหว่างประเทศเริ่มหายไป การติดต่อสื่อสาร การเดินทาง หรือ การเคลื่อนย้ายการลงทุนเป็นเรื่องง่ายดาย เวียดนามซึ่งมีจุดแข็งในเรื่องของค่าแรงงานถูก อีกทั้งการเมืองมีเสถียรภาพมั่นคง และมีแนวนโยบายที่ชัดเจนในการพัฒนาประเทศแบบทุนนิยม ล้วนเป็นจุดเด่นของเวียดนาม ที่ทำให้นักลงทุนจากต่างประเทศสนใจไปลงทุนในเวียดนามเป็นจำนวนมาก แต่ถึงกระนั้นเวียดนามเองก็ใช่ว่าจะสมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง หากเปรียบเทียบกับประเทศไทยแล้ว ประเทศไทยมีแรงงานที่มีฝีมือมากกว่า มีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ดีกว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นจุดแข็งที่สำคัญของประเทศไทย
หากจะพิจารณาแต่ปัจจัยค่าแรงงานแต่เพียงอย่างเดียว แม้ว่าในโลกใบนี้จะไม่มีเวียดนามอยู่ ก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศผู้ลงทุนจะมาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น เพราะคงมีประเทศอื่นๆ ที่มีค่าแรงงานต่ำกว่าประเทศไทย และนักลงทุนจากต่างประเทศสนใจที่จะเคลื่อนย้ายเงินลงทุนไปยังประเทศเหล่านั้นอยู่อีกเป็นจำนวนมาก
ดังนั้นหากเราคิดว่าเวียดนามเป็นคู่แข่งของไทย นั่นก็หมายความว่า เรากำลังคิดแข่งขันกับเวียดนามในเรื่องของค่าแรงงานถูก ซึ่งถ้าคิดอย่างนี้ เราคงไม่มีทางที่จะเดินไปข้างหน้าหรือจะสู้กับเวียดนามได้ เพราะในปัจจุบันค่าแรงงานไทยไม่ใช่จุดแข็งที่ทำให้นักลงทุนอยากมาลงทุนในประเทศไทยอีกต่อไปแล้ว
กรณีที่เกิดขึ้นกับการปิดกิจการโรงงานรองเท้าที่ผ่านมา ที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงจากประเทศอื่นๆ มีประเด็นที่น่าสนใจ คือเพราะเหตุใด บริษัทเหล่านั้น จึงไม่พัฒนาให้สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง อย่างเช่น การคิดค้นสร้างผลิตภัณฑ์ หรือสร้างแบรนด์สินค้าของตนขึ้นเอง แทนที่จะผลิตตามออร์เดอร์ที่ได้รับแต่เพียงอย่างเดียว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นงเหล่านี้ ชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมที่เป็นแต่เพียงผู้รับจ้างผลิต กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากในโลกที่มีการแข่งขันสูงในปัจจุบัน ซึ่งเราอาจเห็นโรงงานต่างๆ ทะยอยปิดกิจการกันอีกมากในอนาคตอันใกล้
อุตสาหกรรมไทยควรปรับตัวให้สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง การเติบโตขึ้นของเวียดนามเป็นโอกาสที่ดีของอุตสาหกรรมไทยที่จะใช้ประโยชน์จากการที่เวียดนามมีต้นทุนค่าแรงที่ถูก มีทรัพยากรอยู่เป็นจำนวนมาก และอยู่ใกล้กับประเทศไทย มาใช้ในการขยายฐานการผลิต โดยทรัพยากรใดที่เขามี แต่เราไม่มี หรือมีแต่แพงกว่า เราควรจะใช้เขาให้เป็นฐานการผลิต ในขณะเดียวกันอุตสาหกรรมไทย ควรหันไปผลิตสินค้าที่ต้องการใช้แรงงานฝีมือมากขึ้นการกำหนดจุดยืนของอุตสาหกรรมไทยให้เดินไปข้างหน้า เช่นเดียวกับที่ประเทศพัฒนาแล้วเขาคิดกัน จึงเป็นสิ่งสำคัญ ประเทศไทยไม่ควรเดินถอยหลังกลับไป แข่งขันกับเวียดนามในเรื่องค่าแรงงานถูกอีกต่อไปแล้ว นอกจากนี้อุตสาหกรรมไทยยังควรใช้ประโยชน์จากโลกาภิวัฒน์ ดังที่เราเห็นบริษัทใหญ่ๆที่ประสบผลสำเร็จของไทยในวันนี้ ได้เริ่มหันไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นในปัจจุบัน
* "อย่าคิดแค่ว่า เวียดนามคือคู่แข่งของไทย" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 23 ส.ค. 2550
Thursday, July 12, 2007
ระบบภาษี กับกรณีภาษีหุ้นชินคอร์ป*
ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีเหตุการณ์ที่สำคัญเกิดขึ้นมาหลายเหตุการณ์ โดยหนึ่งในข่าวใหญ่ที่ปรากฎออกมาคือ การที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้มีมติตั้งอนุกรรมการไต่สวนกรณีเจ้าพนักงานกรมสรรพากรปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
โดยเหตุเกิดจากการที่ กรมสรรพากรไม่จัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ซื้อหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยการซื้อหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด ผลต่างระหว่างราคา เข้าลักษณะเงินพึงได้ประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ซื้อหุ้นต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 28/2538
จริงๆแล้ว ข่าวนี้คงไม่ได้เป็นข่าวที่ทำให้คนในสังคมไทยต้องแปลกใจแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคอข่าวหรือผู้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด น่าจะคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการขายหุ้นชินคอร์ปไปให้เทมาเส็ก หากเปรียบแล้ว ถ้าเรื่องราวเรื่องนี้เป็นหนังชีวิตเรื่องหนึ่ง หนังเรื่องนี้แม้นจะยังไม่ทันเปิดฉายจนจบ แต่ดูจากตอนต้นของเรื่องแล้ว คนดูก็สามารถคาดเดาได้ถึงตอนจบของหนังได้ไม่ยากนัก
สิ่งที่ผู้เขียนแปลกใจคือ เหตุใด ความสนใจของผู้คนในสังคม รวมถึงเจ้าหน้าที่ภาครัฐทั้งหมดในเวลานี้ จึงหยุดอยู่เพียงกรณีของหุ้นชินคอร์ปเพียงเท่านั้น การทำนิติกรรมอำพรางในลักษณะเหล่านี้ โดยมีจุดมุ่งหมายในการเลี่ยงการเสียภาษี หรือแม้นแต่มีวัตถุประสงค์อื่นๆแอบแฝงอยู่ คงไม่ได้เกิดขึ้นกับกรณีของหุ้นชินคอร์ปเป็นกรณีแรกและกรณีเดียวเท่านั้น ในความเป็นจริง การทำนิติกรรมอำพรางคงมีอยู่อีกมากมาย จนหลายท่านอาจคิดว่าเป็นเรื่องปกติ ที่คนรวยสามารถทำได้ แต่แทบจะไม่มีใคร โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐ ให้ความสนใจมากนัก ในการตรวจสอบสิ่งที่ผิดและแก้ไขช่องโหว่เหล่านี้ให้หมดสิ้นไป
คงต้องยอมรับว่าระบบภาษีของประเทศไทย หรือแม้แต่ประเทศส่วนใหญ่ในโลก แม้นแต่ประเทศที่พัฒนาแล้ว มีช่องโหว่ทางด้านภาษีมากมาย (Tax loopholes) ที่ช่วยคนรวยให้มีหนทางทั้งที่ถูกต้องตามกฎหมาย (Tax avoidance) และหลายๆหนทางที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย (Tax evasion) ในการที่จะลดหรือเลี่ยงภาษีได้
มหาเศรษฐีของโลก คุณ Warren Buffet ได้กล่าวในงานเลี้ยงเพื่อหาทุนในการเลือกตั้งแก่ Hillary Clinton หนึ่งในผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรคเดโมแครตในช่วงปลายเดือนที่แล้วว่า ระบบภาษีในปัจจุบันช่วยให้คนรวยสามารถเสียภาษีน้อยกว่าคนชั้นกลาง โดยในปีที่ผ่านมา เขาเสียภาษีเพียงอัตราร้อยละ 17.7 ของรายได้ ทั้งที่เขาไม่ได้พยายามที่จะเลี่ยงภาษีเลย ซึ่งถ้าว่ากันไปแล้ว หากคุณ Warren Buffet พยายามหาช่องทางในการเลี่ยงภาษีอีกนิด อัตราภาษีต่อรายได้ที่เขาจะต้องจ่ายคงจะน้อยกว่านี้อีกมาก ในขณะเดียวกัน พนักงานต้อนรับของเขา กลับต้องเสียภาษีสูงถึงอัตราร้อยละ 30 ของรายได้
เรื่องที่คุณ Warren Buffet กล่าวนี้ หลายคนฟังเป็นเรื่องตลก แต่หากคิดให้ดี เรื่องนี้คงเป็นเรื่องตลกร้าย ที่น่าเศร้ามาก ชี้ให้เห็นและยืนยันถึงความเลวร้ายของระบบภาษีที่มีอยู่ในปัจจุบัน ที่มีความความไม่เท่าเทียม หรือความเหลื่อมล้ำของโอกาสระหว่างคนจนและคนรวยที่เกิดขึ้นจริงในโลกใบนี้ ซึ่งคงหมายรวมถึงระบบภาษีของประเทศไทยด้วย
ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย หากกรมสรรพากรจะต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ ไล่ล่า และป้องกันไม่ให้มีการทำนิติกรรมอำพรางเกิดขึ้นเพื่อเลี่ยงภาษีภายใต้ระบบภาษีที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากที่จะสามารถตรวจจับได้หมด เพราะการทำนิติกรรมอำพรางในปัจจุบันมีความซับซ้อนมาก และถึงแม้จะสามารถตรวจจับได้ กรมสรรพากรก็คงจำเป็นต้องทุ่มทรัพยากรเป็นจำนวนมากเพื่อใช้ในการตรวจสอบ แต่ที่สำคัญ การตรวจสอบเหล่านี้เป็นเสมือนการตรวจจับที่ปลายเหตุมากกว่า
แนวทางการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ควรเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุมากกว่า เช่น การพิจารณาถึงแนวทางในการปฎิรูประบบภาษี ให้มีช่องโหว่น้อยที่สุด และเป็นระบบภาษีที่เป็นธรรม กล่าวคือ ผู้มีรายได้น้อยเสียภาษีจริงในอัตราที่น้อยกว่าผู้มีรายได้มาก ไม่ใช่เป็นเพียงอัตราภาษีก้าวหน้าที่ปรากฎอยู่บนกระดาษเท่านั้น
* "ระบบภาษี กับกรณีภาษีหุ้นชินคอร์ป" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 12 ก.ค. 2550
โดยเหตุเกิดจากการที่ กรมสรรพากรไม่จัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ซื้อหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยการซื้อหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด ผลต่างระหว่างราคา เข้าลักษณะเงินพึงได้ประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ซื้อหุ้นต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 28/2538
จริงๆแล้ว ข่าวนี้คงไม่ได้เป็นข่าวที่ทำให้คนในสังคมไทยต้องแปลกใจแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคอข่าวหรือผู้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด น่าจะคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการขายหุ้นชินคอร์ปไปให้เทมาเส็ก หากเปรียบแล้ว ถ้าเรื่องราวเรื่องนี้เป็นหนังชีวิตเรื่องหนึ่ง หนังเรื่องนี้แม้นจะยังไม่ทันเปิดฉายจนจบ แต่ดูจากตอนต้นของเรื่องแล้ว คนดูก็สามารถคาดเดาได้ถึงตอนจบของหนังได้ไม่ยากนัก
สิ่งที่ผู้เขียนแปลกใจคือ เหตุใด ความสนใจของผู้คนในสังคม รวมถึงเจ้าหน้าที่ภาครัฐทั้งหมดในเวลานี้ จึงหยุดอยู่เพียงกรณีของหุ้นชินคอร์ปเพียงเท่านั้น การทำนิติกรรมอำพรางในลักษณะเหล่านี้ โดยมีจุดมุ่งหมายในการเลี่ยงการเสียภาษี หรือแม้นแต่มีวัตถุประสงค์อื่นๆแอบแฝงอยู่ คงไม่ได้เกิดขึ้นกับกรณีของหุ้นชินคอร์ปเป็นกรณีแรกและกรณีเดียวเท่านั้น ในความเป็นจริง การทำนิติกรรมอำพรางคงมีอยู่อีกมากมาย จนหลายท่านอาจคิดว่าเป็นเรื่องปกติ ที่คนรวยสามารถทำได้ แต่แทบจะไม่มีใคร โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐ ให้ความสนใจมากนัก ในการตรวจสอบสิ่งที่ผิดและแก้ไขช่องโหว่เหล่านี้ให้หมดสิ้นไป
คงต้องยอมรับว่าระบบภาษีของประเทศไทย หรือแม้แต่ประเทศส่วนใหญ่ในโลก แม้นแต่ประเทศที่พัฒนาแล้ว มีช่องโหว่ทางด้านภาษีมากมาย (Tax loopholes) ที่ช่วยคนรวยให้มีหนทางทั้งที่ถูกต้องตามกฎหมาย (Tax avoidance) และหลายๆหนทางที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย (Tax evasion) ในการที่จะลดหรือเลี่ยงภาษีได้
มหาเศรษฐีของโลก คุณ Warren Buffet ได้กล่าวในงานเลี้ยงเพื่อหาทุนในการเลือกตั้งแก่ Hillary Clinton หนึ่งในผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรคเดโมแครตในช่วงปลายเดือนที่แล้วว่า ระบบภาษีในปัจจุบันช่วยให้คนรวยสามารถเสียภาษีน้อยกว่าคนชั้นกลาง โดยในปีที่ผ่านมา เขาเสียภาษีเพียงอัตราร้อยละ 17.7 ของรายได้ ทั้งที่เขาไม่ได้พยายามที่จะเลี่ยงภาษีเลย ซึ่งถ้าว่ากันไปแล้ว หากคุณ Warren Buffet พยายามหาช่องทางในการเลี่ยงภาษีอีกนิด อัตราภาษีต่อรายได้ที่เขาจะต้องจ่ายคงจะน้อยกว่านี้อีกมาก ในขณะเดียวกัน พนักงานต้อนรับของเขา กลับต้องเสียภาษีสูงถึงอัตราร้อยละ 30 ของรายได้
เรื่องที่คุณ Warren Buffet กล่าวนี้ หลายคนฟังเป็นเรื่องตลก แต่หากคิดให้ดี เรื่องนี้คงเป็นเรื่องตลกร้าย ที่น่าเศร้ามาก ชี้ให้เห็นและยืนยันถึงความเลวร้ายของระบบภาษีที่มีอยู่ในปัจจุบัน ที่มีความความไม่เท่าเทียม หรือความเหลื่อมล้ำของโอกาสระหว่างคนจนและคนรวยที่เกิดขึ้นจริงในโลกใบนี้ ซึ่งคงหมายรวมถึงระบบภาษีของประเทศไทยด้วย
ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย หากกรมสรรพากรจะต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ ไล่ล่า และป้องกันไม่ให้มีการทำนิติกรรมอำพรางเกิดขึ้นเพื่อเลี่ยงภาษีภายใต้ระบบภาษีที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากที่จะสามารถตรวจจับได้หมด เพราะการทำนิติกรรมอำพรางในปัจจุบันมีความซับซ้อนมาก และถึงแม้จะสามารถตรวจจับได้ กรมสรรพากรก็คงจำเป็นต้องทุ่มทรัพยากรเป็นจำนวนมากเพื่อใช้ในการตรวจสอบ แต่ที่สำคัญ การตรวจสอบเหล่านี้เป็นเสมือนการตรวจจับที่ปลายเหตุมากกว่า
แนวทางการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ควรเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุมากกว่า เช่น การพิจารณาถึงแนวทางในการปฎิรูประบบภาษี ให้มีช่องโหว่น้อยที่สุด และเป็นระบบภาษีที่เป็นธรรม กล่าวคือ ผู้มีรายได้น้อยเสียภาษีจริงในอัตราที่น้อยกว่าผู้มีรายได้มาก ไม่ใช่เป็นเพียงอัตราภาษีก้าวหน้าที่ปรากฎอยู่บนกระดาษเท่านั้น
* "ระบบภาษี กับกรณีภาษีหุ้นชินคอร์ป" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 12 ก.ค. 2550
Thursday, May 17, 2007
โครงสร้างภาษีเดียวของกลุ่มสหภาพยุโรป*
ในโลกใบเล็กของเรา มีข่าวเล็กๆ ข่าวหนึ่งออกมาในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ข่าวเล็กๆ ที่แทบจะไม่มีใครให้ความสนใจในประเทศไทย แต่ข่าวนี้หากเป็นจริงเมื่อใด ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงวิธีชีวิตของคนหลายร้อยล้านคนบนโลกแห่งนี้กันเลยทีเดียว ข่าวที่ผมกล่าวถึงในที่นี้คือ ข่าวการเริ่มพิจารณาเพื่อนำไปสู่การออกกฎหมายที่จะใช้โครงสร้างภาษีเดียวกัน (Tax harmonization) ของกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (European Union)
หากย้อนกลับไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ได้สร้างความประหลาดใจให้กับโลกใบนี้ ด้วยความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงที่จะใช้เงินสกุลเดียวร่วมกัน ซึ่งเรารู้จักกันในชื่อของเงินสกุลยูโร เหตุการณ์ในครั้งนั้น ประเทศสมาชิกทั้งหลายจำเป็นต้องยอมเสียสละถึงความมีอิสระทางด้านนโยบายการเงินในแต่ละประเทศ (Monetary policy sovereignty) ซึ่งถือได้ว่าเป็นก้าวย่างที่สำคัญก้าวใหญ่ ที่จะนำไปสู่การเป็นเขตเศรษฐกิจหนึ่งเดียวของกลุ่มสหภาพยุโรป มาในวันนี้กลุ่มสหภาพยุโรปกำลังจะสร้างความประหลาดใจให้กับโลกครั้งใหม่ ด้วยการผลักดันข้อตกลงการมีโครงสร้างภาษีนิติบุคคลเดียวกัน ซึ่งในครั้งนี้สิ่งที่ประเทศสมาชิกจะต้องยอมสูญเสียคือ ความมีอิสระของนโยบายภาษี (Tax sovereignty)
แม้การขาดอิสระของการกำหนดนโยบายภาษีจะทำให้รัฐบาลขาดเครื่องมือที่สำคัญไปก็ตาม แต่โครงสร้างภาษีเดียวเองก็มีข้อดีอยู่หลายประการด้วยกัน ซึ่งสิ่งที่เราสามารถเห็นได้ไม่ยาก คือ โครงสร้างภาษีเดียว ช่วยส่งเสริมให้กลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรปรวมกันเป็นเนื้อเดียวกันอย่างเป็นบึกแผ่นและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น และยังช่วยลดต้นทุนในการกรอกภาษี (Tax compliance costs) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัทข้ามชาติ ที่มีธุรกิจ ธุรกรรมอยู่ในหลายประเทศลง
นอกจากนี้อีกหนึ่งประโยชน์ที่สำคัญอย่างยิ่งในทางเศรษฐศาสตร์คือ การช่วยลดความสูญเสียที่เกิดจากการบิดเบือนที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างภาษีที่แตกต่างกันระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงาน กล่าวคือ บางประเทศใช้วิธีการกำหนดอัตราภาษีต่ำ เพื่อดึงดูดให้มีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ แต่การไหลเข้ามาของเงินทุนที่เกิดขึ้นเนื่องจากอัตราภาษีที่แตกต่างกันในลักษณะนี้ จะก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์นั้น เราเรียกว่าความสูญเสียทางประสิทธิภาพ (Efficiency) จากการที่ตลาดถูกบิดเบือนนั่นเอง
แม้ว่าในวันนี้ หลายๆ ประเทศได้ออกมาคัดค้านกับแนวความคิดดังกล่าว เช่น อังกฤษ และไอร์แลนด์ และถึงแม้ว่าหนทางสู่ความสำเร็จที่จะบรรลุข้อตกลงยังอยู่ห่างไกลจากปัจจุบันอยู่มากก็จริง แต่ถ้าหากถามถึงความยากง่ายระหว่าง การบรรลุข้อตกลงการใช้เงินสกุลเดียวกัน กับ การบรรลุข้อตกลงการใช้โครงสร้างภาษีเดียวกัน คำตอบค่อนข้างชัดเจนว่า การบรรลุข้อตกลงที่จะใช้เงินสกุลเดียวกันนั้น ค่อนข้างยุ่งยากและมีความซับซ้อนกว่าค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงเป็นไปได้ครับ หากเราจะได้เห็นถึงความสำเร็จในการบรรลุถึงข้อตกลงทางด้านนโยบายภาษีที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรปในอนาคต
แต่ทั้งนี้เป็นที่น่าเสียดาย หากมองย้อนกลับมายังประเทศในภูมิภาคเราแล้ว หลายๆครั้งในอดีต เช่น ในช่วงที่เราประสบปัญหาวิกฤติการณ์ทางการเงินในภูมิภาคเอเชีย เราเคยพูดถึงความร่วมมือที่จะนำไปสู่การรวมกลุ่มเศรษฐกิจในภูมิภาค ทั้งในระดับอาเซียน และในระดับเอเชีย เรายังเคยคิดถึงความร่วมมือที่จะปรับใช้ค่าเงินสกุลเดียวร่วมกันในภูมิภาค หรือ แม้แต่การใช้เงินญี่ปุ่นเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนซื้อขายระหว่างประเทศภายในภูมิภาค แทนการพึ่งพิงเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเพียงสกุลเดียว ความร่วมมือเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างให้ภูมิภาคเอเชียสามารถเติบโตได้อย่างมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น
แต่ในวันนี้ 10 ปีผ่านไป ทุกสิ่งทุกอย่าง ยังเป็นเช่นเดิม ไม่มีสัญญานใดๆที่บ่งบอกถึงการพัฒนาหรือความคืบหน้าใดๆที่เป็นรูปธรรม ในการสร้างความร่วมมือกันภายในภูมิภาค ในทางกลับกัน กลับมีแต่สิ่งที่แสดงถึงการแตกแยกและการแข่งขันกันเองภายในภูมิภาค เช่นการแข่งขัน แย่งเจรจาจัดตั้งเขตการค้าเสรีชนิดทวิภาคีกับประเทศคู่ค้าต่างๆ (Bilateral Free Trade Agreement)
น่าผิดหวังครับ ทั้งๆที่ ทุกคนต่างทราบกันดีอยู่ว่า การแข่งกันเองในลักษณะนี้ จะเป็นการลดอำนาจต่อรองของตนเองในการเจรจากับประเทศคู่ภาคียักษ์ใหญ่ต่างๆ ลง อีกทั้งยังก่อให้เกิดผลเสียต่างๆ อีกมากมาย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากความอ่อนแอและความไม่จริงใจที่จะร่วมมือกันระหว่างประเทศต่างๆภายในภูมิภาคนี้นั่นเอง วันนี้หรือวันต่อๆไป เราคงทำได้แต่ยืนมอง ดูการพัฒนาของความร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มประเทศอื่นๆ ภายนอกภูมิภาคแห่งนี้ ผมขอเอาใจช่วยครับ
* "โครงสร้างภาษีเดียวของกลุ่มสหภาพยุโรป" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 17 พ.ค. 2550
หากย้อนกลับไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ได้สร้างความประหลาดใจให้กับโลกใบนี้ ด้วยความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงที่จะใช้เงินสกุลเดียวร่วมกัน ซึ่งเรารู้จักกันในชื่อของเงินสกุลยูโร เหตุการณ์ในครั้งนั้น ประเทศสมาชิกทั้งหลายจำเป็นต้องยอมเสียสละถึงความมีอิสระทางด้านนโยบายการเงินในแต่ละประเทศ (Monetary policy sovereignty) ซึ่งถือได้ว่าเป็นก้าวย่างที่สำคัญก้าวใหญ่ ที่จะนำไปสู่การเป็นเขตเศรษฐกิจหนึ่งเดียวของกลุ่มสหภาพยุโรป มาในวันนี้กลุ่มสหภาพยุโรปกำลังจะสร้างความประหลาดใจให้กับโลกครั้งใหม่ ด้วยการผลักดันข้อตกลงการมีโครงสร้างภาษีนิติบุคคลเดียวกัน ซึ่งในครั้งนี้สิ่งที่ประเทศสมาชิกจะต้องยอมสูญเสียคือ ความมีอิสระของนโยบายภาษี (Tax sovereignty)
แม้การขาดอิสระของการกำหนดนโยบายภาษีจะทำให้รัฐบาลขาดเครื่องมือที่สำคัญไปก็ตาม แต่โครงสร้างภาษีเดียวเองก็มีข้อดีอยู่หลายประการด้วยกัน ซึ่งสิ่งที่เราสามารถเห็นได้ไม่ยาก คือ โครงสร้างภาษีเดียว ช่วยส่งเสริมให้กลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรปรวมกันเป็นเนื้อเดียวกันอย่างเป็นบึกแผ่นและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น และยังช่วยลดต้นทุนในการกรอกภาษี (Tax compliance costs) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัทข้ามชาติ ที่มีธุรกิจ ธุรกรรมอยู่ในหลายประเทศลง
นอกจากนี้อีกหนึ่งประโยชน์ที่สำคัญอย่างยิ่งในทางเศรษฐศาสตร์คือ การช่วยลดความสูญเสียที่เกิดจากการบิดเบือนที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างภาษีที่แตกต่างกันระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงาน กล่าวคือ บางประเทศใช้วิธีการกำหนดอัตราภาษีต่ำ เพื่อดึงดูดให้มีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ แต่การไหลเข้ามาของเงินทุนที่เกิดขึ้นเนื่องจากอัตราภาษีที่แตกต่างกันในลักษณะนี้ จะก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์นั้น เราเรียกว่าความสูญเสียทางประสิทธิภาพ (Efficiency) จากการที่ตลาดถูกบิดเบือนนั่นเอง
แม้ว่าในวันนี้ หลายๆ ประเทศได้ออกมาคัดค้านกับแนวความคิดดังกล่าว เช่น อังกฤษ และไอร์แลนด์ และถึงแม้ว่าหนทางสู่ความสำเร็จที่จะบรรลุข้อตกลงยังอยู่ห่างไกลจากปัจจุบันอยู่มากก็จริง แต่ถ้าหากถามถึงความยากง่ายระหว่าง การบรรลุข้อตกลงการใช้เงินสกุลเดียวกัน กับ การบรรลุข้อตกลงการใช้โครงสร้างภาษีเดียวกัน คำตอบค่อนข้างชัดเจนว่า การบรรลุข้อตกลงที่จะใช้เงินสกุลเดียวกันนั้น ค่อนข้างยุ่งยากและมีความซับซ้อนกว่าค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงเป็นไปได้ครับ หากเราจะได้เห็นถึงความสำเร็จในการบรรลุถึงข้อตกลงทางด้านนโยบายภาษีที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรปในอนาคต
แต่ทั้งนี้เป็นที่น่าเสียดาย หากมองย้อนกลับมายังประเทศในภูมิภาคเราแล้ว หลายๆครั้งในอดีต เช่น ในช่วงที่เราประสบปัญหาวิกฤติการณ์ทางการเงินในภูมิภาคเอเชีย เราเคยพูดถึงความร่วมมือที่จะนำไปสู่การรวมกลุ่มเศรษฐกิจในภูมิภาค ทั้งในระดับอาเซียน และในระดับเอเชีย เรายังเคยคิดถึงความร่วมมือที่จะปรับใช้ค่าเงินสกุลเดียวร่วมกันในภูมิภาค หรือ แม้แต่การใช้เงินญี่ปุ่นเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนซื้อขายระหว่างประเทศภายในภูมิภาค แทนการพึ่งพิงเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเพียงสกุลเดียว ความร่วมมือเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างให้ภูมิภาคเอเชียสามารถเติบโตได้อย่างมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น
แต่ในวันนี้ 10 ปีผ่านไป ทุกสิ่งทุกอย่าง ยังเป็นเช่นเดิม ไม่มีสัญญานใดๆที่บ่งบอกถึงการพัฒนาหรือความคืบหน้าใดๆที่เป็นรูปธรรม ในการสร้างความร่วมมือกันภายในภูมิภาค ในทางกลับกัน กลับมีแต่สิ่งที่แสดงถึงการแตกแยกและการแข่งขันกันเองภายในภูมิภาค เช่นการแข่งขัน แย่งเจรจาจัดตั้งเขตการค้าเสรีชนิดทวิภาคีกับประเทศคู่ค้าต่างๆ (Bilateral Free Trade Agreement)
น่าผิดหวังครับ ทั้งๆที่ ทุกคนต่างทราบกันดีอยู่ว่า การแข่งกันเองในลักษณะนี้ จะเป็นการลดอำนาจต่อรองของตนเองในการเจรจากับประเทศคู่ภาคียักษ์ใหญ่ต่างๆ ลง อีกทั้งยังก่อให้เกิดผลเสียต่างๆ อีกมากมาย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากความอ่อนแอและความไม่จริงใจที่จะร่วมมือกันระหว่างประเทศต่างๆภายในภูมิภาคนี้นั่นเอง วันนี้หรือวันต่อๆไป เราคงทำได้แต่ยืนมอง ดูการพัฒนาของความร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มประเทศอื่นๆ ภายนอกภูมิภาคแห่งนี้ ผมขอเอาใจช่วยครับ
* "โครงสร้างภาษีเดียวของกลุ่มสหภาพยุโรป" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 17 พ.ค. 2550
Subscribe to:
Comments (Atom)