Thursday, March 9, 2006
สถาบันการเมืองกับการพัฒนาประเทศ*
เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น ผมขอยกตัวอย่างประกอบ สมมติว่า เราอยู่ในประเทศที่ไม่มีการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน ท่านผู้อ่านคงไม่อยากที่จะซื้อรถแพงๆ มาขับ หรือซื้อของแพงๆมาใช้ เพราะเกรงว่า วันหนึ่งอาจมีขโมยเข้ามาขโมยของรักของท่าน เช่นเดียวกัน บริษัท และธุรกิจต่างๆ ก็คงไม่อยากทำธุรกรรมในประเทศที่ไม่มีการคุ้มครองการทำสัญญาหรือข้อตกลงที่เกิดจากการทำธุรกรรมเหล่านั้น หรือในสถานการณ์ปัจจุบันที่การเมืองมีความไม่สงบ โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐต่างๆ (Megaprojects) ที่วาดหวังไว้คงต้องหยุดหรือชะลอจนกว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ตัวอย่างเหล่านี้ล้วนชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของปัจจัยทางด้านการเมืองและสถาบันต่างๆที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเติบโตของประเทศ
นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกอย่าง Prof. William Easterly และ Ross Levine** ได้ทำการศึกษาถึงปัจจัยต่างๆ ที่รวมถึงปัจจัยทางด้านการเมืองและสถาบันอื่นๆ ที่มีผลต่อการเติบโตของประเทศทั่วโลกกว่า 70 ประเทศ ตัวอย่างเช่น เหตุใดทั้งที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโกมีพรมแดนอยู่ติดกัน แต่ทำไมรายได้ต่อหัวประชากรในเม็กซิโกจึงต่ำกว่ารายได้ต่อหัวประชากรในอเมริกาถึงกว่า 4 เท่าตัว การหาคำตอบของประเด็นคำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจ
ผลที่ได้จากการศึกษาพบว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้ระดับรายได้แตกต่างกันเช่นนี้ มิใช่เกิดจากการที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีทรัพยากรที่มากกว่าหรือแตกต่างจากประเทศเม็กซิโก แต่กลับเกิดจากการที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีสถาบันทางด้านการเมือง และสถาบันกฎหมายที่เข้มแข็งกว่า ซึ่ง Prof. Easterly และ Levine สรุปว่า หากประเทศเม็กซิโกสามารถพัฒนาสถาบันการเมือง และสถาบันกฎหมายให้เข้มแข็งในระดับเดียวกันกับประเทศสหรัฐอเมริกาได้ รายได้ต่อหัวประชากรของทั้งสองประเทศจะเท่ากันนั้นเอง
ผลที่ได้จากการศึกษาเหล่านี้ ผู้อ่านอย่าเข้าใจผิดว่า การมีสถาบันการเมืองที่เข้มแข็งหมายถึงการมีรัฐบาลอยู่ชุดเดียว ที่ไม่ว่าจะเลือกตั้งกี่ครั้งก็ได้นายกกลับมาเป็นคนเดิม หรือการผูกขาดทางการเมืองจะเป็นสิ่งที่ดีต่อประเทศ จริงๆแล้วความหมายของการมีสถาบันการเมืองที่เข้มแข็งคือ การที่มีระบบสถาบันที่ประชาชนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้มาก รวมถึงมีระบบที่สามารถเข้าไปตรวจสอบการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากปราศจากสิ่งเหล่านี้การเมืองที่เข้มแข็งอาจไม่ใช่สิ่งที่ดี ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับประเทศซิมบับเว (Zimbabwe)
ประเทศซิมบับเวเคยเป็นประเทศที่ร่ำรวย หรือมีฐานะดีกว่าประเทศอื่นๆในทวีปแอฟริกา ภายหลังการได้รับเอกราชจากประเทศอังกฤษในช่วงปี คศ. 1980 ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โรเบิรต์ มูกาเบ้ (Robert Mugabe) ที่มีอำนาจผูกขาดทางการเมือง กลับทำลายระบบสถาบันต่างๆ ที่อังกฤษได้สร้างไว้ในช่วงปกครอง ระบบสถาบันต่างๆเหล่านั้น ทั้งสถาบันการเมือง สถาบันสังคม สถาบันกฎหมาย ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศซิมบับเวร่ำรวยขึ้นมาในช่วงเวลาที่ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ผลที่ตามมาคือ ในช่วงเวลาเพียงกว่า 20 ปีให้หลัง ประเทศซิมบับเวกลับมายากจน และมีความแตกแยกอย่างรุนแรงจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นสำหรับประเทศไทย การมีรัฐบาลที่เข้มแข็งเกินไปคงไม่ใช่สิ่งที่ดี หากประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง หรือขาดซึ่งระบบสถาบันที่สามารถเข้าไปตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้อย่างเต็มที่ คงต้องยอมรับกันว่า ประเทศไทยยังมีปัญหานี้ค่อนข้างรุนแรง ดังนั้นการเดินถอยหลังไปหนึ่งก้าว เพื่อปรับกฎเกณฑ์ของสถาบันให้มีความเหมาะสมมากขึ้น ให้มีความโปร่งใส ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้มากขึ้น และมีระบบของสถาบันที่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้มากขึ้น การปรับกฎเกณฑ์เหล่านี้จะช่วยทำให้ประเทศไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว และประเทศไทยคงจะไม่เดินซ้ำรอยของประเทศซิมบับเว จากการที่มีผู้นำที่มีอำนาจผูกขาดมากเกินไป โดยขาดระบบสถาบันที่เข้มแข็งพอที่จะเข้าไปตรวจสอบได้นั่นเอง
* "สถาบันการเมืองกับการพัฒนาประเทศ" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 9 มี.ค. 2549
** Easterly, William and Ross Levine, 2002, “Tropics, Germs, and Crops: How Endowments Influence Economic Development,” NBER Working Paper no. 9106.
Thursday, February 2, 2006
หนีภาษีง่ายนิดเดียว*
กรณีการขายหุ้นกว่า 70,000 ล้านบาทที่เกิดขึ้นได้ก่อให้เกิดคำถามมากมายในสังคมไทย เช่น มีการทำผิดหรือไม่? การขายหุ้นและได้กำไรโดยไม่ต้องเสียภาษี เป็นการหนีภาษีหรือไม่? ผิดกฎหมายหรือเปล่า? รวมถึงแนวทางที่จะไม่ให้เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีก
กฎหมายในปัจจุบัน รายได้ส่วนเพิ่มที่เกิดจากส่วนต่างราคาหุ้น หรือ Capital Gain สำหรับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผู้ถือหุ้นไม่จำเป็นต้องเสียภาษี ซึ่งหลักการนี้ไม่เพียงแต่ถูกนำมาใช้ในประเทศไทย แต่ยังถูกนำมาใช้ในประเทศอื่นๆทั่วโลก สำหรับเหตุผลสนับสนุนที่สำคัญคือ หากกำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีจากส่วนต่างราคาหุ้นที่ได้ภายหลังการขายหุ้น อาจส่งผลทำให้นักลงทุนไม่อยากที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ หรือแม้แต่ตัวบริษัทเองก็อาจไม่มีแรงจูงที่จะเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น ดังนั้นเพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น กฎหมายที่เกิดขึ้นจึงได้มีการยกเว้นภาษีเงินได้ที่เกิดจาก Capital Gain แต่ทั้งนี้การที่ระบบภาษีในปัจจุบันไม่คิดภาษีในส่วนนี้ กลับสร้างปัญหาติดตามขึ้นมาอย่างมาก เช่น สร้างช่องโหว่ให้เกิดการหลีกเลี่ยงภาษี เป็นต้น
ระบบภาษีในปัจจุบันยังมีปัญหาจากการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อน (Double Taxation) ในส่วนของการจ่ายเงินปันผล เหตุที่กล่าวว่ามีการเก็บภาษีซ้ำซ้อนคือ รัฐมีการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรของบริษัทที่ได้ในแต่ละปี ซึ่งกำไรที่เหลือหลังหักภาษีแล้วของบริษัท หากนำมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น เงินปันผลที่ผู้ถือหุ้นด้รับจะถูกนำมาคิดคำนวณในการเสียภาษีเงินได้บุคคลอีกด้วย โดยถือว่าเงินปันผลที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของรายได้ ตรงนี้เองที่ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนของภาษีเกิดขึ้นมา
ระบบภาษีเงินได้นิติบุคคลในปัจจุบันมีความไม่เป็นธรรม และยังส่งเสริมให้เกิดการหลีกเลี่ยงภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย (Tax Avoidance) เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย สมมติว่านาย ก เป็นเจ้าของบริษัทหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ โดยในแต่ละปี บริษัทมีผลกำไรที่เกิดขึ้นอย่างมากมาย ซึ่งผลกำไรที่ได้ในแต่ละปี บริษัทได้นำมาคิดในการจ่ายภาษีอย่างถูกต้องเสมอมา สมมติว่า นาย ก กำลังพิจารณาระหว่างการจ่ายเงินปันผลจากผลกำไรที่เหลือหลังหักภาษีแล้ว 1 บาทต่อหุ้น แก่ผู้ถือหุ้นซึ่งก็คือ นาย ก นั้นเอง หรือไม่ให้มีการจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นเลย ซึ่งในกรณีนี้หุ้นจะมีราคาปรับเพิ่มขึ้น 1 บาทต่อหุ้นแทน ถามว่านาย ก ควรเลือกวิธีใด เพื่อให้มีรายได้สูงสุด
หากนาย ก เลือกวิธีที่จะจ่ายเงินปันผล (สมมติว่าปัจจุบันนาย ก เสียภาษีเงินได้บุคคลที่อัตราร้อยละ 30) เงินปันผล 1 บาทที่นาย ก ได้จะเหลือเพียง 0.70 บาท หลังหักภาษีแล้ว ในทางกลับกันหากนาย ก เลือกที่จะไม่จ่ายเงินปันผล ซึ่งทำให้ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้น 1 บาทต่อหุ้น และต่อมานาย ก ตัดสินใจขายหุ้นนั้น นาย ก จะได้รับเงินเพิ่มขึ้น 1 บาทต่อหุ้นเต็มๆ โดยไม่ต้องเสียภาษี และที่สำคัญคือ นาย ก ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย จุดนี้เป็นหนึ่งในช่องโหว่ของระบบภาษีที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งเอื้อให้เกิดการหลีกเลี่ยงภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายนั่นเอง
ช่องโหว่ในการหลีกเลี่ยงภาษีในลักษณะนี้ ยังสร้างความไม่เป็นธรรมต่อคนในสังคม ประชาชนกินเงินเดือนที่มีรายได้น้อย รายได้ที่เขาได้มาทุกบาท ทุกสตางค์ ต้องถูกนำมาคิดคำนวณในการเสียภาษี ในขณะที่คนรวยที่มีธุรกิจใหญ่โตอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ สามารถหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีได้ง่าย จากช่องโหว่ของระบบภาษีที่มีในปัจจุบัน
* "หนีภาษีง่ายนิดเดียว" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 2 ก.พ. 2549
Thursday, September 15, 2005
นโยบายของภาครัฐกับการใช้น้ำมันอย่างไร้ประสิทธิภาพ*
Thursday, May 26, 2005
ทิศทางโลกต่อระบบโครงสร้างภาษีใหม่*
จากหลักการที่มุ่งหวังให้จัดเก็บภาษีจากคนที่มีรายได้มากในสัดส่วนที่สูงกว่าคนที่มีรายได้น้อย จึงทำให้หลายๆ ประเทศ (รวมถึงประเทศไทย) ได้มีการจัดเก็บภาษีในลักษณะที่เป็นอัตราภาษีก้าวหน้า (Progressive Tax System) มาโดยตลอด แต่ทั้งนี้มันกลับเป็นระบบภาษีที่มีความซับซ้อนกว่าที่ควรจะเป็น และมีช่องโหว่ทางด้านภาษี (Tax Loophole) เป็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดคำถามขึ้นคือ ภายใต้ระบบภาษีที่มีอัตราก้าวหน้า คนที่มีรายได้มากจะเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าคนที่มีรายได้น้อยจริงหรือ?
เรากลับพบว่า ไม่แน่เสนอไปที่ผู้มีรายได้มากจะเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าผู้มีรายได้น้อย เนื่องจาก ผู้เสียภาษีต่างมีความพยายามที่จะลดภาระภาษีให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นได้ สำหรับระบบโครงสร้างภาษีซับซ้อน ย่อมต้องมีช่องโหว่ที่ใช้ในการหลีกเลี่ยงภาษีได้มาก สิ่งเหล่านี้ ยืนยันได้จากการที่เราพบว่า ปัจจุบันมีหลักสูตรในการบริหารภาษีเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก หรือแม้กระทั่งมีรายการวิทยุหรือหนังสือ ที่แนะนำให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไปว่าจะทำอย่างไรจะประหยัดภาษีลงได้ นอกจากนั้น โครงสร้างภาษีที่ซับซ้อนย่อมก่อให้เกิดต้นทุนในการกรอกภาษี (Compliance Cost) และการตรวจสอบ (Monitor Cost) ที่สูง
ด้วยเหตุผลเหล่านี้ หลายๆประเทศ จึงมีความพยายามในการปรับเปลี่ยนระบบภาษีที่ซับซ้อน ให้มาเป็นระบบภาษีที่ง่ายขึ้น เพื่อช่วยลดช่องโหว่ในการหลีกเลี่ยงภาษีลงไป และจะทำให้การเก็บจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพ ระบบภาษีใหม่ดังกล่าวคือ ระบบภาษีที่เก็บในอัตราคงที่ (Flat Tax System) โดยไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือจน จะต้องเสียภาษีในอัตราที่เท่าเทียมกัน ซึ่งลดโอกาสในการหลบหรือหลีกเลี่ยงอัตราภาษีในระดับที่สูงของผู้เสียภาษี นอกจากนี้ต้นทุนในการใช้ และการตรวจสอบก็ลดลงไปด้วย
แต่ท่านอาจสงสัยว่า ระบบภาษีดังกล่าวจะก่อให้เกิดการกระจายรายได้หรือไม่ นอกจากนี้เงินภาษีที่รัฐจัดเก็บได้จะลดลงหรือเปล่า จริงๆแล้ว แม้ว่าจะเป็นระบบภาษีที่มีอัตราคงที่ ก็มิได้หมายความว่ารัฐจะจัดเก็บภาษีได้น้อยลง รัฐสามารถออกแบบระบบภาษีให้มีรายรับเท่าเดิมได้ (Tax Neutral) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอัตราภาษีที่รัฐเรียกเก็บ จากการศึกษาที่ผ่านมา ภายหลังการนำระบบภาษีใหม่มาใช้ในรัสเซียพบว่า เงินภาษีที่จัดเก็บได้เพิ่มขึ้นถึง 26 เปอร์เซ็นต์ และมีผู้เสียภาษีเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 16 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังพบว่า คนมีแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น สำหรับการกระจายรายได้จากคนรวยไปยังคนจนก็ยังสามารถทำได้ เช่น กำหนดให้มีข้อยกเว้นทางภาษีแก่ผู้มีรายได้น้อย (Tax Exemption) เป็นต้น
สำหรับประเทศที่ปัจจุบันได้มีการใช้ระบบอัตราภาษีคงที่ไปแล้วมีหลายประเทศด้วยกัน ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นประเทศในกลุ่มยุโรปตะวันออก แต่ทั้งนี้ แม้แต่ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ก็มีความพยายามผลักดันจากนักวิชาการทางด้านการคลัง ให้นำระบบภาษีดังกล่าวมาใช้ ดูเหมือนว่าทิศทางโลกกำลังไปในทิศทางนี้ ไม่แน่ว่าภายในอนาคตอันใกล้ ประเทศไทยอาจนำระบบภาษีที่เก็บในอัตราคงที่มาใช้ก็เป็นได้
* "ทิศทางโลกต่อระบบโครงสร้างภาษีใหม่" ตีพิมพ์ในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ วันที่ 26 พ.ค. 2548